ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 279 ความโลภเข้าครอบงำ
ตอนที่ 279 ความโลภเข้าครอบงำ
เมื่อมีชายหนุ่มร่างกำยำเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน บรรยากาศภายในครอบครัวจึงแตกต่างจากเดิม หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนปลื้มปีติไม่น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงมีกำลังใจในการทำงานเป็นพิเศษ
แม่นางเหลียน “เด็กคนนี้ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ทั้งยังมีจิตใจมั่นคงต่อเยี่ยนเอ๋อของพวกเราอีก ข้าดีใจเหลือเกินที่เยี่ยนเอ๋อมีคู่ครองเป็นคนดี!”
หยุนลี่เต๋อ “อืม พี่ลูกชายคนโตตระกูลอู๋มีอุปนิสัยเอาใจใส่คนรอบข้าง หลังจากทำงานเสร็จ เราทำอาหารดี ๆ เพิ่มสักสองสามอย่างและเลี้ยงเหล้าเขากันเถอะ!”
งานมงคลสมรสของทั้งสองตระกูลยังไม่ได้มีกำหนดการอย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้มีพิธีมอบสินสอดแต่อย่างใด ถึงกระนั้นหยุนลี่เต๋อนับว่าอู๋ต้าหวังเป็นคนใน ‘ครอบครัว’ แล้ว ซึ่งแม่นางเหลียนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง “เฮ้อ!”
ต้นข้าวที่ถูกเกี่ยวเรียบร้อยถูกมัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ หยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่กำลังง่วนอยู่กับการตามเก็บต้นข้าวที่ตกหล่นอยู่บนพื้น แม่นางเหลียนหันมองบุตรสาวคนรองผู้มากความสามารถพร้อมกล่าวว่า “ลูกชายคนที่สามของตระกูลอู๋รุ่นราวคราวเดียวกับหยุนเชวี่ยใช่หรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อนิ่งเงียบ
“หึ ข้ามีความคิดดี ๆ ล่ะ” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมโบกมือ “เจ้ารองยังอายุน้อย ไม่รีบ ๆ รออีกสักสองปีแล้วกัน” จากนั้นนางจึงหันไปมองอู๋ต้าหวังพร้อมฉีกยิ้มกว้าง
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หยุนลี่เต๋อผู้ซื่อบื้อจึงตกตะกอนคำพูดภรรยาสำเร็จ เขาโบกเคียวไปมาพร้อมกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้น “เจ้าจะให้พวกเขาแต่งงานกันรึ? นั่นเป็นความคิดที่ดี แต่ว่านิสัยของลูกสาวเรา…”
หลังจากหยุดพูดไปชั่วครู่ หยุนลี่เต๋อหน้าขึงกล่าวต่อ “ข้าเกรงว่าเข้าสามตระกูลอู๋จะทนไม่ไหวน่ะสิ!”
แม่นางเหลียนครุ่นคิดอย่างหนัก เมื่อตระหนักได้ว่าตนจะตัดสินใจแบบส่งเดชไม่ได้ นางจึงถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ ก่อนพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “จริงด้วย…”
ชาวบ้านทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจนไม่มีเวลาสอดรู้เรื่องของผู้อื่น เพราะต้องแบกอุปกรณ์การเกษตรไปที่ทุ่งนาตั้งแต่รุ่งสาง กลับบ้านในยามใกล้ค่ำ และหลับใหลไปอย่างรวดเร็วเมื่อเอนกายนอน มีเพียงคนเกียจคร้านเท่านั้นที่เดินเตร่คุยโม้โอ้อวดดังเช่นปกติ
ยามเย็นในวันนั้น ชายผู้หนึ่งถือสุราราคาถูกมาจากที่ใดสักแห่งเดินเข้าไปหากลุ่มหนุ่มชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพลิดเพลินไปกับสุราและบรรยากาศยามโพล้เพล้
“ทำนาแล้วไม่เห็นจะมีอนาคต ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ทำนาไปก็ไม่มั่งคั่งหรอก เก็บเกี่ยวทั้งปีก็ยังมีเงินไม่เพียงพอที่จะซื้อเหล้าดอกไม้!” ชายผู้หนึ่งกล่าว
ชายอีกคนหนึ่งรีบกล่าวเสริมทันที “ไม่สิ ชีวิตใครชีวิตมัน เหตุใดพวกเราไม่ไปเกิดในตระกูลร่ำรวยนะ หากข้ามีเงิน ข้าจะซื้อร้านอาหารและเหล้าในหอบุปผาเป็นของตัวเอง!”
“ฟ้ายังไม่ทันมืด แต่เหตุใดเจ้าถึงฝันเฟื่องเล่า? หึหึ เจ้าก็ทำได้แต่จินตนาการเท่านั้นแหละ ความจริงแล้วเจ้ามีเงินไม่พอจะสัมผัสประตูของหอบุปผาด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“นี่เจ้า อย่าว่าแต่สัมผัสประตูของหอบุปผาเลย แม้แต่มือของแม่นางทั้งหลาย เจ้าก็ไม่ได้แตะต้อง กล้าพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร…”
ชายกลุ่มนั้นพูดคุยและหัวเราะเสียงดังอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งกล่าวหยอกล้อว่า “เฮ้ เจ้าสามเคยเข้าไปในหอส้วยเซียงมาแล้วมิใช่หรือ? มันเป็นอย่างไรบ้าง? เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ!”
หยุนลี่เซียวคุยโวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าสิบครั้งโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ถึงกระนั้นก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งอิจฉา อีกส่วนหนึ่งกล่าวหาว่าเขาแต่งเรื่องหลอกลวง
ชายผู้ที่เอ่ยถามเลิกคิ้วขึ้นพร้อมหรี่ตาลง เห็นได้ชัดว่าต้องการให้อีกฝ่ายเสียหน้า ทว่าหยุนลี่เซียวเบ้ปากและไม่แสดงอาการตกใจออกมา เขายืดหลังตรงพลางเหลือบมองชายผู้นั้นก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจกว่า “สถานที่แห่งนั้นโอ่อ่าเสียจนคนบางคนไม่มีปัญญาย่างกรายเข้าไปตลอดชีวิต ฮ่าฮ่า…”
“มันมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าได้ยินมาว่ามีหญิงสาวมากมายที่สามารถระบำและร้องเพลงได้ ซึ่งแต่ละคนงดงามกว่าเทพเซียนเสียอีก”
“เจ้าสาม ในแต่ละครั้งท่านใช้เงินไปเท่าไหร่หรือ? เจ้าทำอะไรบ้าง? ได้จับมือน้อย ๆ ของสาวงามเหล่านั้นหรือไม่?”
แม้จะเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ดวงตาของเหล่าชายฉกรรจ์ผู้เกียจคร้านที่เอาแต่ดื่มสุราทั้งวันก็ฉายแววลามกอนาจาร เมื่อนึกถึงสตรีที่งดงามกว่าเทพเซียนและ ‘เรื่องที่บรรยายไม่ได้’ ของเจ้าสามและหญิงสาวเหล่านั้น
หยุนลี่เซียวกระแอมไอ ในขณะที่สายตามองตรงไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าพร้อมลูบคางของตนราวกับกำลังนึกย้อนถึงเรื่องราวบางอย่างก่อนกล่าวออกมา “หอส้วยเซียงเป็นสถานที่ที่สวยงาม เมื่อข้าย่างเท้าเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมของกำยานทันที… อีกทั้งเรือนร่างของแม่นางเหล่านั้นมีกลิ่นหอมอ่อนของแป้งหอมติดอยู่ พวกนางต่างร้องเพลงและเต้นระบำทำให้ข้ารู้สึกราวกับอยู่บนวังสวรรค์ เรือนร่างเหล่านั้น จุ๊ ๆ ๆ”
ความจริงแล้วหยุนลี่เซียวเข้าไปเที่ยวหอส้วยเซียงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เขามักจะนั่งอยู่ในมุมอับของร้าน ดื่มชาราคาถูกหนึ่งกา และมองแม่นางผู้ที่เล่นกู่ฉินจากที่ไกล ๆ ทั้งยังไม่เคยสัมผัสเรือนร่างของสตรีผู้งดงามราวเทพเซียนสักครั้ง ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่หยุนลี่เซียวเล่านั้นมาจากจินตนาการทั้งหมด แต่เขากลับคุยโอ้อวดเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้งจนทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความจริง
“เฮ้ เจ้าสาม ข้าว่าเจ้าอย่าคุยโวไปเลย!” ชายผู้ที่กล่าวหยอกล้อหยุนลี่เซียวเมื่อครู่ตบต้นขาพร้อมระเบิดหัวเราะ “ใครบ้างจะไม่รู้ว่าวัน ๆ เจ้าเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวันและถูกหลอกจนเงินในกระเป๋าแทบไม่เหลือ ไม่แม้แต่จะออกมาทักทายผู้คน นับประสาอะไรกับเรื่องที่ไปเที่ยวหอส้วยเซียงเล่า พูดปดหน้าด้าน ๆ เช่นนี้ไม่กลัวลิ้นขาดรึ…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าจะพูดเช่นนั้นไม่ได้ เจ้าเห็นเจ้าสามเป็นคนอย่างไรกัน? เขาเป็นคนที่เข้าเมืองไปหาความสำราญต่างหาก!”
“ต่อจากนี้เจ้าสามกำลังจะมีชีวิตที่ดี อย่าลืมพวกเราล่ะ หากวันใดกินเนื้อ เจ้าแบ่งน้ำแกงให้พวกข้าก็พอ พวกเรายังต้องพึ่งพาเจ้า!”
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ ไม่ดื่มเหล้าอะไรกัน มันมีราคาเพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้น เจ้าสาม… เมื่อใดบ้านในเมืองของเจ้าจะสร้างเสร็จรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า”
เหล่าชายหนุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เดิมทีพวกเขาเพียงต้องการหยอกล้อเท่านั้น ไม่มีผู้ใดเก็บคำพูดเหล่านี้ไปคิดจริงจัง ทว่าหยุนลี่เซียวดูเหมือนจะไม่มีความสุขสักเท่าไร เพราะเรื่องที่ตนเคยไปหอส้วยเซียงคือความจริง เพียงแต่พวกที่ไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกหมู่บ้านนั้นไม่เชื่อจึงคิดดูถูกเขา!
ภายในใจของหยุนลี่เซียวอัดแน่นไปด้วยความโกรธ เขาเขวี้ยงจอกเหล้าลงบนพื้นอย่างแรงก่อนส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ “เหล้าพวกนั้นไม่ได้หายากหรอก รอก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะเอามันมาให้พวกเจ้าลิ้มลอง! ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นถึงฝีมือของข้า!”
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันจางหายอย่างช้า ๆ เมื่อความมืดมิดมาเยือน ตะเกียงไฟในแต่ละบ้านจึงถูกดับลง
ในยามราตรีอันมืดมิด ประตูห้องชั้นบนถูกเปิดออก เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกจากลานบ้านอย่างเงียบ ๆ ก่อนเดินไปทางภูเขาหลังหมู่บ้านท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม
ยามบ่ายของวันถัดมา
เหล่าชาวบ้านที่ออกมาเก็บเกี่ยวข้าวต่างนั่งพักอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ในทุ่งนา พวกเขาพักผ่อนอย่างสบายใจขณะที่รอคนในครอบครัวมาส่งอาหารเที่ยง
ทันใดนั้นชายผู้หนึ่งที่มักจะตัวติดกับหยุนลี่เซียววิ่งหน้าตั้งเจ้ามาหาผู้เฒ่าหยุน เมื่อสังเกตเห็นชายชรา เขาจึงโก่งคอตะโกนเสียงดังพลางหอบหายใจอย่างหนักจนใบหน้าแดงก่ำ “ท่านลุง! ยะ แย่แล้ว มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น! เจ้าสามถูกคนในเมืองจับตัวเอาไว้! พวกมันบอกว่าจะตัดมือและหักแขนของเขา!”