ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 280 เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าสาม!
ตอนที่ 280 เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าสาม!
เสียงของผู้มาเยือนสร้างความตกตะลึงไม่น้อย เหล่าชาวบ้านที่นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณนั้นต่างหันมองเขาเป็นตาเดียว ทว่าชายผู้นั้นไม่สนใจและมุ่งหน้าไปทางผู้เฒ่าหยุนด้วยความร้อนรน “ท่านลุง…”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ? อธิบายมาให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น!” สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนมืดมนลงทันที
“เจ้าสาม…เจ้าสามถูกคนในเมืองจับตัวไว้!”
“ใคร? เหตุใดต้องจับตัวเขาด้วย?” หยุนลี่เต๋อลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชายผู้นั้นชำเลืองมองหยุนลี่เต๋อพลางเม้มปากแน่นไม่เอื้อนเอ่ยคำใดราวกับรู้สึกผิด
“หลี่เหล่าซาน เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่!” ผู้เฒ่าหยุนเผยสีหน้าตึงเครียด ดวงตาขุ่นมัวจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย “เจ้าเดรัจฉานตัวนั้นก่อเรื่องอีกแล้วใช่หรือไม่?”
“เอ่อ…”
“ช่างหัวมัน ข้าไม่สนใจเขาหรอก ก่อเรื่องอันใดไว้ก็จัดการเองเถิด” ผู้เฒ่าหยุนหยุดพูดและข่มความโกรธเอาไว้ “ข้าจะแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยเลี้ยงดูเจ้าเดรัจฉานตัวนั้นมาก่อน”
“ท่านพ่อ…”
“ท่านลุง…”
หยุนลี่เต๋อและหลี่เหล่าซานอุทานขึ้นพร้อมกัน
คนหนึ่งเดินไปข้างหน้าเพื่อพยุงผู้เฒ่าหยุนเอาไว้ก่อนกล่าวปลอบใจ “ท่านอย่าเพิ่งโกรธไป ฟังเขาเล่าก่อนเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น”
อีกคนหนึ่งกลอกตาสองสามครั้ง ขณะที่ริมฝีปากแห้งผากเม้มแน่นก่อนกัดฟันกรอด “เจ้าสาม…เจ้าสามไปที่โรงรับจำนำในเมือง…”
ยังไม่ทันที่ชายผู้นั้นจะพูดจบ หยุนเชวี่ยที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็เงยหน้ามองเขาเมื่อได้ยินคำว่าโรงรับจำนำ หยุนลี่เซียวช่างโง่เง่าเสียจริง เขาไม่สามารถข่มตัณหาของตนเองได้แม้แต่น้อย
“เพราะเหตุใด?” หยุนลี่เต๋อกล่าว
นัยน์ตาของหลี่เหล่าซานสั่นระริก เขาทำทีราวกับจะกล่าวอะไรสักอย่าง ทว่าต้องกล้ำกลืนคำเหล่านั้นลงไป จากนั้นมองหน้าผู้เฒ่าหยุนและตอบอย่างรู้สึกผิด “พวกมันบอกให้ข้ากลับมารายงานว่าหากพวกท่านไม่ไปที่โรงรับจำนำภายในหนึ่งชั่วยาม พวกมันจะตัดมือและหักแขนของเจ้าสาม”
“…” ผู้เฒ่าหยุนขมวดคิ้วพร้อมขบกรามแน่น เขาอยากปล่อยให้เจ้าลูกชายไม่รักดีตายไปเสีย
หยุนลี่เต๋อเกิดความสงสัยว่าโรงรับจำนำนั้นเป็นสถานที่ถูกกฎหมาย ทว่าเหตุใดจึงมีพฤติกรรมที่โหดร้ายเหมือนโจรเล่า เจ้าสามทำอะไรลงไปกันแน่?
“ท่านลุง คนเหล่านั้นโหดร้ายเกินไปแล้ว! ตอนที่ข้าไปถึงพวกมันชักมีดออกมาข่มขู่ด้วยขอรับ! ท่านลุง ท่านรีบไปเถิด หากท่านไม่ไปข้ามั่นใจว่าเจ้าสามต้องตายแน่นอน!” หลี่เหล่าซานเดินไปจับแขนผู้เฒ่าหยุนขณะที่น้ำตาคลอเบ้า
หลี่เหล่าซานและหยุนลี่เซียวเป็นเพียงเป็นคนที่ร่วมวงดื่มสุราและคุยโอ้อวดกันเท่านั้น ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันฉันเพื่อนแต่อย่างใด เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะว่าตอนเช้าเขาว่างงานและบังเอิญเห็นหยุนลี่เซียวผิวปากอย่างเบิกบานใจขณะเดินไปทางหน้าหมู่บ้านจึงขอติดตามไปด้วย เพราะคิดว่าต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นแน่นอน
หยุนลี่เซียวไม่ปฏิเสธทว่ากลับคุยโม้ตลอดทาง อีกทั้งบอกว่าเร็ว ๆ นี้ตนกำลังจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เมื่อได้เงินแล้วก็จะเอาเงินนั้นไปซื้อสุราชั้นดีมาเลี้ยงคนอื่นและจะคอยดูว่ามีใครยังกล้าดูถูกตนอีกหรือไม่
หลี่เหล่าซานพยักหน้าพลางโค้งคำนับก่อนเดินตามหยุนลี่เซียวเข้าไปในโรงรับจำนำ หยุนลี่เซียวหยิบจี้หยกออกมาจากสาบเสื้อและยื่นให้เถ้าแก่ของโรงรับจำนำ จากนั้นกระดิกเท้ารอรับเงินอย่างสบายใจ พลันใดนั้นคนรับใช้หลายคนก็วิ่งออกจากห้องโถงชั้นในและจับทั้งสองคนไว้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ใครจะคิดว่าการฉวยโอกาสกลับต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างไม่มีวันลืม หลี่เหล่าซานรีบตัดความสัมพันธ์กับหยุนลี่เซียวทันที โดยบอกว่าตนพบกับหยุนลี่เซียวระหว่างทางและเป็นคนนำทางอีกฝ่ายมาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ กลุ่มชายเหล่านั้นไม่ติดใจกับคำตอบของหลี่เหล่าซาน เพียงแต่ขู่เขาว่าหากหนีไปจะถือว่าเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
หลี่เหล่าซานมีอุปนิสัยขี้ขลาดเฉกเช่นเดียวกับหยุนลี่เซียว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแรงกว่า ร่างกายของเขาจะไม่สามารถขยับได้ ขาทั้งสองข้างเขาสั่นระริก วิ่งกลับมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างร้อนรนใจ
“ท่านลุง พวกเรารีบไปกันเถิด หากชักช้าจะไม่ทันการเอา!” หลี่เหล่าซานดึงแขนผู้เฒ่าหยุนพลางคร่ำครวญอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าสามรอให้ท่านช่วยอยู่นะขอรับ! ท่านลุง…”
“นี่นับว่าเป็นการกระทำการอุกอาจกลางวันแสก ๆ มิใช่หรือ?” หยุนลี่เต๋อยังไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาขมวดคิ้วพร้อมกล่าวว่า “ท่านพ่อ พวกเราไปแจ้งความกันดีกว่าขอรับ! อย่าทำตามแผนคนเหล่านั้นเลย!”
“ไม่จำเป็น!” ผู้เฒ่าหยุนโบกมือปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ผู้เฒ่าหยุนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เขานิ่งเงียบไปอยู่ครู่หนึ่งขณะที่ในใจครุ่นคิดเกี่ยวกับคำพูดของหลี่เหล่าซานที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย อย่างไรก็ตามเขารู้จักนิสัยของบุตรชายคนที่สามดี ในเมื่อหยุนลี่เซียวรนหาที่ ดังนั้นจึงสมควรที่จะรับกรรมที่ตนก่อเอาไว้
ไม่นานบุตรชายคนโตจะต้องเข้าร่วมการสองในฤดูใบไม้ร่วง เช่นนั้นเขาจะไม่เอาตัวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เด็ดขาด! หัวใจของผู้เฒ่าหยุนอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดขณะสูดหายใจเข้าลึก “เจ้ารอง ตามข้าเข้าไปในเมืองเดี๋ยวนี้”
“เฮ้! ข้าจะนำทางไปเอง!” หลี่เหล่าซานออกเดินอย่างไม่รีรอ
“…” แม่นางเหลียนลุกยืนขึ้นก่อนเดินไปหาหยุนลี่เต๋อพร้อมส่งสายตาห่วงใยโดยไม่กล่าวคำใด
“ไม่เป็นไร ข้าไปกับท่านพ่อเพียงไม่นานแล้วจะรีบกลับมา พวกเจ้ากินข้าวกันก่อนเถิด ไม่ต้องรอข้า”
แม่นางเฉินโพล่งขึ้นหลังจากแอบฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ “ท่านพ่อจะให้ข้ากินข้าวก่อนหรือไม่? แล้วท่านจะพาท่านพี่สามกลับมาเมื่อไรหรือเจ้าคะ? ท่านพ่อ…”
ไม่แปลกใจเลยที่นางจะมีท่าทีสงบนิ่งเมื่อได้ยินว่าสามีของตนกำลังจะถูกตัดแขน เพราะคนไร้ค่าอย่างหยุนลี่เซียวไม่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นนอกจากนอนรอความตายไปวัน ๆ ดังนั้นการที่เขาพิการอาจทำให้ผู้อื่นสบายใจมากกว่าเดิม
ผู้เฒ่าหยุนมีความคิดเช่นเดียวกัน แม้จะเกลียดชังบุตรชายคนที่สามมากเท่าใด ทว่าเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้หยุนลี่เซียวเผชิญกับความโหดร้ายได้!
ครานี้หยุนเชวี่ยไม่ได้ติดตามไปด้วย เพราะนางรู้ดีว่าเจ้าอ้วนเฉียนเป็นคนใจกว้างและให้ความช่วยเหลือตนทุกครั้ง ดังนั้นหยุนเชวี่ยจึงปล่อยให้หยุนลี่เซียวรับผลกับการกระทำโดยที่นางไม่แม้แต่จะไปที่สำนักการจัดการเพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้เขา
ไม่นานหยุนเยี่ยนก็นำอาหารกลางวันมาส่ง แม่นางเหลียนเรียกอู๋ต้าหวังที่ทำงานในทุ่งนามากินด้วยกัน เขารีบเดินเข้าไปพักใต้ร่มไม้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของอู๋ต้าหวังแดงก่ำ เหงื่อไหลโซมกาย
หยุนเยี่ยนดันถ้วยน้ำแกงให้อู๋ต้าหวังโดยไม่เงยหน้ามองเขา
แม่นางจ้าวมาส่งอาหารให้แม่นางเฉินกับลูกจ้างชั่วคราวเช่นกัน อาหารวันนี้คือขนมวอโถวและผักดอง เมื่อแม่นางเฉินเห็นว่าผู้เฒ่าหยุนไม่อยู่ นางจึงฉวยโอกาสกินอาหารในส่วนของเขา แต่แม่นางจ้าวรู้ทันจึงเก็บอาหารที่เหลือใส่ตะกร้าดังเดิม
“พี่สะใภ้ใหญ่…นี่ พี่สะใภ้ใหญ่” แม่นางเฉินถือผักดองที่เหลืออยู่ครึ่งชามพร้อมเบ้ปาก “นี่มันอะไรกัน ท่านยังทำอาหารมาไม่เพียงพออีกหรือ? พี่สะใภ้ใหญ่… ท่านดูงานของข้าสิ…”
แม่นางจ้าวไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น นางหยิบตะกร้าแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
แม่นางเฉินมองไปยังชามข้าวของจางซ่วนอีกครั้งพลางบ่นพึมพำ “ถุย ทำอย่างกับข้าเป็นลูกจ้างไปได้ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่านางมีความสุขที่ได้กลั่นแกล้งข้า อำมหิตสิ้นดี!”
จางซ่วนก้มหน้ากินขนมวอโถวโดยไม่ตอบโต้ ทว่าในใจกลับสบถด่าทอไม่น้อย จากนั้นเขาสังเกตเห็นหญิงอ้วนเดินถือชามข้าวของตนตรงไปร่วมวงกินข้าวกับครอบครัวอื่นอย่างหน้าไม่อาย