ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 282 ผู้เฒ่าหยุนล้มป่วย
ตอนที่ 282 ผู้เฒ่าหยุนล้มป่วย
กรามของผู้เฒ่าหยุนอ้าค้าง ลูกกระเดือกกลิ้งขึ้นลงราวกับต้องการกล่าวบางอย่าง ทว่าดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงที่มีนั้นไม่เพียงพอ เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียง ‘อือ…อือ’ ในลำคอขณะที่เส้นเลือดสีเขียวบนขมับปูดโปน
“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งรีบร้อนเลยขอรับ” หยุนลี่เต๋อก้าวไปข้างหน้าพลางเอามือไปวางไว้หลังศีรษะของบิดาก่อนกล่าวปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “ท่านพ่อทำใจให้สบายเถิด หมอกำลังเดินทางมาขอรับ”
“อือ… อือ…” ผู้เฒ่าหยุนกระเสือกกระสนยกมือขึ้นคว้าแขนของหยุนลี่เต๋อ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าอันซีดเผือดบิดเบี้ยวด้วยความกังวล
“ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ อีกประเดี๋ยวหมอจะมาถึงและจัดยาให้ท่านกิน จากนั้นพักผ่อนสองสามวันก็หายแล้ว…”
“อือ… อือ… อือ…”
“ทำใจให้สบายเถิด ข้าจะคอยดูแลท่านพ่อเอง”
“อือ…อือ…” ชายชราส่ายศีรษะไปมาด้วยความจริงจังพร้อมจ้องมองบุตรชายอย่างไม่วางตา
หยุนลี่เต๋อเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เฒ่าหยุนต้องการสื่อสาร ทว่าเขาไม่ได้มีนิสัยละเอียดอ่อน ดังนั้นความพยายามจึงไม่เป็นผล
ทันใดนั้นเสียงอุทานด้วยความตกใจพลันดังขึ้น หยุนลี่จง แม่นางจ้าว และแม่เฒ่าจูที่เดิมทีรออยู่ในเรือน เดินสาวเท้าเข้ามาหาผู้เฒ่าหยุนอย่างร้อนรน
“ท่านพ่อเป็นอะไรไป!” แม่นางจ้าวเผยท่าทีตกใจขณะเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปาก
หยุนลี่จงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว จับมือเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าหยุนเอาไว้พลางส่ายศีรษะและกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป! ท่านพ่อ ท่านจะไม่รอดูความสำเร็จของลูกชายรึ! ท่านพ่อ ท่านอย่าเป็นอะไรไปนะขอรับ…”
ผู้เฒ่าหยุนผงกศีรษะขึ้นมองลูกชายคนโต หน้าอกผอมบางของเขากระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อยขณะเปล่งเสียงแหบแห้ง ‘อือ…อือ’ เป็นระยะราวกับว่าสามารถเป็นลมได้ทุกเมื่อ
อีกด้านหนึ่ง หยุนชิ่วเอ๋อยืนกำผ้าเช็ดหน้าแน่นอยู่ด้านนอกวงล้อมของชาวบ้านทำให้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น นางมองไปยังใต้ต้นไม้อยู่ครู่หนึ่งก่อนเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของแม่นางจ้าวยังคงฉายแววหวาดกลัวและสับสน
โดยปกติแล้วแม่เฒ่าจูมักมีท่าทีหยิ่งผยองและเจ้าระเบียบเมื่ออยู่กับสมาชิกในครอบครัว ทว่าทุกครั้งที่ต้องก้าวเท้าออกจากเรือนตระกูลหยุนหรือมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น นางจะกลายเป็นหญิงชราผู้ขลาดเขลาและขี้อายตามแบบฉบับของฮูหยินเฒ่าที่อาศัยอยู่ในชนบทจนลืมสิ้นความกังวล นางยืนนิ่งอยู่กับที่ ยื่นมือออกไปข้างหน้าราวกับต้องการคว้าบางสิ่งบางอย่าง
“ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป ข้าใจคอไม่ดีเอาเสียเลย อย่าทำให้ข้าใจเสียเช่นนี้สิขอรับ ท่านพ่อ…” หยุนลี่จงคำรามเสียงดังพร้อมกับน้ำมูกที่ไหลยืดยาวท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่!” หยุนลี่เต๋ออดไม่ได้ที่จะห้ามปราม “อย่าเขย่าตัวท่านพ่อเช่นนี้สิ ท่านพ่อจะทนไม่ไหวเอา ตอนนี้ต้าหวังไปเชิญหมอมาแล้ว อีกประเดี๋ยวคงมาถึง พวกเรา…”
ยังพูดไม่ทันจบ หยุนลี่จงก็ผลักหยุนลี่เต๋ออย่างแรงด้วยความโกรธเคืองพลางคำรามเสียงดัง “เกิดอะไรขึ้น? เมื่อเช้าท่านพ่อยังสบาย แต่เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้? เจ้า…เจ้าบอกข้ามาสิ!”
หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งไม่ตอบโต้ ปล่อยให้พี่ชายวิพากษ์วิจารณ์ตามอำเภอใจ
แม่นางจ้าวเลิกคิ้ว แน่นอนว่านางไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะทำให้พี่น้องแตกคอกันหลุดลอยไป ทว่านางพูดเพียงคำว่า “โอ๊ย” หยุนเชวี่ยก็พูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“ท่านปู่ป่วยเพราะถูกท่านอาสามยั่วยุเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ “เมื่อครู่ท่านปู่ ท่านพ่อ และท่านอาสามเพิ่งกลับมาจากในเมือง จากนั้นท่านปู่สั่งให้ท่านอาสามไปทำนา แต่เขาปฏิเสธและบอกว่าท่านลุงใหญ่กำลังเตรียมตัวสอบในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เขาต้องกลับบ้านไปช่วยท่านลุงใหญ่เตรียมตัว เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านปู่จึงโกรธเจ้าค่ะ”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น หยุนเชวี่ยจงใจหยุดสายตาอยู่ที่ใบหน้าของหยุนลี่จงครู่หนึ่ง เมื่อคำว่า ‘การสอบ’ และ ‘เตรียมตัว’ ออกจากปากของนาง ร่างกายของหยุนลี่จงก็แข็งทื่อราวกับได้ยินคำข่มขู่
“ถูกต้อง ข้าเห็นเหตุการณ์ ท่านผู้เฒ่าหยุนโกรธเจ้าสามเป็นฟืนเป็นไฟเชียวล่ะ…”
“เคราะห์ดีที่เจ้ารองพยุงไว้ทัน ผู้เฒ่าหยุนจึงไม่ล้มหัวฟาดพื้น มิเช่นนั้นเขาต้องอาการหนักกว่านี้แน่ จุ๊ ๆ เขาอายุมากแล้ว ไหนเลยจะฝืนสังขารได้…”
“เจ้าสามช่างก้าวร้าวเสียจริง!”
“พวกเจ้าสองคนเลิกเถียงกันได้แล้ว พาผู้เฒ่าหยุนกลับบ้านก่อนเถิด…”
ผู้เฒ่าหยุนนอนนิ่งอยู่บนพื้น เขาเอื้อมมือไปจับมือของหยุนลี่เต๋อแทนหยุนลี่จงพลางมองบุตรชายคนที่สองด้วยสายตาสงบนิ่ง อารมณ์มากมายอัดแน่นอยู่ภายในดวงตาขุ่นมัวคู่นั้น ทว่าเมื่อเหลือบมองเห็นบุตรชายคนโต ความรู้สึกเหล่านั้นพลันจางหายไป
หยุนลี่จงชำเลืองมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาริษยาก่อนก้มศีรษะและกล่าวว่า ‘ท่านพ่อ’ จากนั้นผู้เฒ่าหยุนจึงอ้าปากและพยักหน้าอย่างว่าง่ายราวกับหุ่นเชิด
หยุนลี่เต๋อลุกยืนขึ้นโดยไม่กล่าวคำใด
ในเวลานี้แม่เฒ่าจูไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงสบถด่าทอด้วยเสียงแหลมสูงและกัดฟันด้วยความโมโห “เจ้ารอง! เจ้าคิดจะทำอะไร! ลูกทรพี! เหตุใดถึงไม่ดูแลพ่อของเจ้าให้ดี!”
หญิงชรารู้ดีว่าผู้ใดสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ดี ทว่านางคุ้นชินกับการทำตัวหยิ่งผยองมานานหลายปีจนลืมแล้วว่าคำพูดสวยงามนั้นเป็นเช่นไร ยิ่งกังวลมากเท่าไหร่ แม่เฒ่าจูก็ยิ่งด่าทอมากขึ้นเท่านั้น
“ข้าจะหาอะไรมาเคลื่อนย้ายท่านพ่อขอรับ” หยุนลี่เต๋อกล่าวตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ถึงกระนั้นหยุนเชวี่ยยังคงได้ยินเสียงถอนหายใจของบิดา
จิตใจของแม่เฒ่าจูอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดราวกับพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ในขณะที่แม่นางจ้าวเสแสร้งกล่าวเป็นห่วงผู้เฒ่าหยุนสองสามประโยค หยุนชิ่วเอ๋อหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนหยุนลี่จงนั่งอยู่ข้างบิดาและกล่าวคำเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานหยุนลี่เต๋อก็เข็นรถเข็นไม้ล้อเดียวที่ยืมมาจากคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านร่วมแรงกันยกตัวผู้เฒ่าหยุนวางในรถเข็นอย่างคล่องแคล่วแล้วปล่อยให้หยุนลี่เต๋อพาเขากลับบ้าน
ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนของชาวนา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเวลามุงดูเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างมากทำได้เพียงพูดซุบซิบกันสองสามประโยคเท่านั้น เมื่อหยุนลี่เต๋อพาตัวผู้เฒ่าหยุนกลับบ้าน ชาวบ้านเหล่านั้นจึงแยกย้ายกันกลับไปทำงาน
เรือนตระกูลหยุน
ผู้เฒ่าหยุนเอนหลังพิงหัวเตียง สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับใบหน้าเขียวคล้ำเมื่อก่อนหน้านี้ ทว่ายังคงไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกมาได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงพยายามยกมือข้างเดียวอย่างสุดชีวิต
มืออีกข้างหนึ่งของผู้เฒ่าหยุนไม่ตอบสนองอย่างที่ใจคิด ไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใด มันก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
“อือ อือ อือ!” เมื่อฟื้นคืนสติ ชายชราก็มองดูผู้คนภายในห้องอย่างตื่นตระหนกและเว้าวอน ขณะที่ดวงตาสีเหลืองขุ่นเริ่มฉายแววหวาดกลัว
“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งรีบร้อนเลยขอรับ หลี่หลางจงกำลังจะมาถึงแล้ว” หยุนลี่จงนั่งอยู่ข้างเตียงคล้ายลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งตนเคยโดนหลอกจนเสียเงินไปหลายสิบเหรียญ
แม่นางเฉินผู้ไร้หัวใจเอียงคอกระซิบข้างหูแม่นางเหลียน “อาการของท่านพ่อเหมือนกับอาการของหวังหมาจื่อมิใช่หรือ ทั้งขยับไม่ได้และพูดไม่ชัด! ต้องให้ผู้อื่นป้อนอาหารให้กินราวกับเด็กสามขวบ! ท่านดูหวังหมาจื่อเป็นตัวอย่างสิ จุ๊ ๆ ๆ ไม่มีผู้ใดเหลียวแล แล้วดูตอนนี้สิน่าสมเพชยิ่งนัก…”
แม่นางเหลียนถลึงตาใส่แม่นางเฉิน “เจ้าพูดให้น้อยหน่อยเถอะ!”