ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 283 เคลือบแคลงใจ
ตอนที่ 283 เคลือบแคลงใจ
ผู้เฒ่าหยุนจับมือหยุนลี่จงที่นั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมพยายามพูดบางอย่าง ในขณะที่บุตรชายพยักหน้าไม่หยุด
หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม อาการของผู้เฒ่าหยุนก็ดีขึ้น เขาสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากตั้งใจฟังแล้ว ผู้ฟังจะสามารถแยกแยะสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อออกจากเสียง ‘อือ อือ’ ได้
“ท่านพ่ออย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย พักผ่อนก่อนเถิด” หยุนลี่จงถอนหายใจพลางชักมือที่ถูกบิดากอบกุมออก ทว่าไม่นานผู้เฒ่าหยุนก็เอื้อมมือมาจับมือของเขาอีกครั้ง
มือของผู้เฒ่าหยุนมีลักษณะราวกับกิ่งไม้ที่เหี่ยวแห้ง หนังบาง ๆ หุ้มกระดูก เส้นเลือดสีเขียวใต้ผิวหนังที่สามารถมองเห็นได้ชัดจนราวกับมันสามารถระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ปากดำคล้ำของเขาอ้าพะงาบอยู่หลายครั้ง “ตระกูลกั๋ว…ตระกูลกั๋ว… เรา ที่ดิน… โฉนดที่ดิน…ไม่ ไม่…”
คิ้วของหยุนลี่จงขมวดเป็นปม เขาพยายามฟังสิ่งที่บิดาพูดอย่างตั้งใจก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “หมอล่ะ? เมื่อไรหมอจะมาถึง?”
หยุนลี่เต๋อนิ่งเงียบพลางมองพี่ชายด้วยสายตาสับสนราวกับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากคำพูดของผู้เฒ่าหยุน
“เจ้ารอง เหตุใดเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้น?” หยุนลี่จงกล่าวด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “ยังไม่ไปเชิญหมอมาอีกรึ เจ้าให้คนนอกไปเชิญเขาได้อย่างไร?”
“…” หยุนลี่เต๋อสบสายตากับหยุนลี่จงและเผยท่าทีราวกับต้องการพูดบางอย่าง ทว่าเขาก็ตัดสินใจเดินออกไปเสียก่อน
ขณะนี้ฝ่ามือของหยุนลี่จงชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพราะเกรงว่าเจ้ารองจะรู้เรื่องบางอย่างก่อนก้มลงมองผู้เฒ่าหยุนที่ยังคงสะลึมสะลือด้วยสายตากังวล
แม้เจ้ารองรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ทว่าเขาจะทำอะไรได้ เนื่องจากผู้เฒ่าหยุนและตระกูลกั๋วตกลงซื้อขายที่ดินและเงินที่ได้รับมาก็ถูกใช้จ่ายไปนานแล้ว ลูกชายที่แยกครอบครัวออกไปจะมีสิทธิ์ทำอะไรได้เล่า? เมื่อคิดเช่นนั้นหยุนลี่จงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แรกเริ่มเดิมทีหยุนลี่เต๋อไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้อื่น ทว่าหากเขายังปะติดปะต่อเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ก็นับว่าโง่เต็มทน มันถูกขายไปรึ? ท่านพ่อขายที่ดินให้ตระกูลกั๋ว? เหตุใดจึงต้องขายด้วย? เป็นชาวนาแต่ไม่มีทุ่งนาทำกินแล้ววันหน้าจะเป็นอย่างไร? ท่านแม่รู้เรื่องนี้หรือไม่? แล้วเจ้าสามล่ะ?
ความสงสัยและความวิตกกังวลอัดแน่นอยู่ภายในใจของหยุนลี่เต๋อจนแทบระเบิด เขาก้มหน้าเดินต่อไปจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน ทันใดนั้นหยุนลี่เต๋อจึงได้ยินเสียงของอู๋ต้าหวังและหลี่หลางจงมาจากที่ไกล ๆ
“นายท่านหลี่ เรารีบไปกันเถิด! ชีวิตมนุษย์นั้นสำคัญยิ่ง! หากท่านเดินไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะแบกเองขอรับ ท่านวางใจได้เพราะข้ามีร่างกายแข็งแรงไม่ล้มง่ายแน่นอน!” อู๋ต้าหวังผู้ที่มีนิสัยพูดน้อยกล่าวเร่งเร้าหลี่หลางจงตลอดทางเขาร้อนใจเสียจนอยากจะแบกท่านหมอไว้บนบ่าและวิ่งกลับไปให้เร็วที่สุด
“บาปกรรม เจ้าทรมานคนแก่เช่นข้าโดยแท้! ชีวิตใครไม่สำคัญบ้าง? เหตุใดท่านผู้เฒ่าหยุนถึงป่วยเล่า ปีนี้เขาคงอายุมากแล้วสินะ” หลี่หลางจงบ่นพลางหอบหายใจอย่างหนักขณะเดินตามอู๋ต้าหวัง “พวกเขาจะเชิญหมอเช่นข้าไปเพื่ออะไร เหตุใดจึงไม่ไปเชิญท่านเทพแทน!”
อู๋ต้าหวังที่ถือกล่องเครื่องมือหมอยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลางจงถึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ เมื่อเดินมาถึงหน้าหมู่บ้าน เขาก็สังเกตเห็นหยุนลี่เต๋อที่มายืนรอก่อนเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ท่านลุง’ พลางเอ่ยถาม “ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“ฟื้นแล้ว แต่ยังพูดไม่ได้” หยุนลี่เต๋อรีบประสานมือทำความเคารพหลี่หลางจงอย่างรวดเร็วก่อนผายมือเพื่อเชิญเขาไปที่บ้านด้วยความสุภาพ จากนั้นฉวยโอกาสนี้อธิบายถึงอาการของผู้เฒ่าหยุน
หลี่หลางจงเป็นคนมีน้ำใจ แม้ปากจะบ่นทว่ากลับมุ่งหน้าไปยังเรือนของตระกูลหยุนให้เร็วที่สุด และเมื่อมาถึงจุดหมายแล้ว เขาก็รีบเข้าไปวินิจฉัยอาการโดยไม่หยุดพักทันที
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง? เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?” หยุนลี่จงเอ่ยถามขณะยืนเอามือไพล่หลัง
ดวงตาของหลี่หลางจงหรี่ลงเล็กน้อย เขาลูบเคราและค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นเปิดกระเป๋าเครื่องมือหมอราวกับไม่ได้ยินคำถามของหยุนลี่จงก่อนกางกระดาษฟางอย่างใจเย็น
หยุนลี่เต๋อยกถ้วยชาเข้าไปให้หลี่หลางจงพลางประสานมือพร้อมกล่าวอย่างสุภาพ “หลี่หลางจง รบกวนท่านบอกมาเถิดขอรับว่าท่านพ่อเป็นโรคอะไร? และตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง?”
“โรคหลอดเลือดสมอง” หลี่หลางจงมองหยุนลี่เต๋อด้วยหางตาก่อนก้มหน้าเขียนใบสั่งยาพลางกล่าวว่า “เคราะห์ดีที่ยังฟื้นคืนสติ แสดงว่าอาการไม่ได้หนักหนาสาหัส แต่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ดังนั้นเขาจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามทำงานหนัก อีกทั้งห้ามให้โมโหและวิตกกังวลเด็ดขาด…”
หลี่หลางจงเขียนคำว่า ‘หญ้าคลุ้มคลั่ง’ ด้วยมือข้างเดียว ตัวอักษรเหล่านั้นต่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกันจนเกรงว่ามีแต่สหายร่วมงานเท่านั้นที่สามารถอ่านเข้าใจ หลังจากเขียนเสร็จแล้ว เขาก็ถูปลายนิ้วเข้าด้วยกันพร้อมกล่าวออก ‘ค่ารักษา’
หยุนลี่จงหลุบตามองต่ำพร้อมก้มหน้าลง
หยุนลี่เต๋อถอนหายใจก่อนเอ่ยถาม “เท่าไหร่ขอรับ?”
“สามสิบเหรียญ” หลี่หลางจงชูนิ้วขึ้น “อีกประเดี๋ยวข้าจะฝังเข็มให้ท่านผู้เฒ่าสักสองสามเข็ม ส่วนยาที่เขียนในใบสั่งให้พวกเจ้าเข้าไปซื้อที่ในเมืองและต้มให้เขากินวันละสามมื้อ…”
ผู้เฒ่าหยุนเอนกายพิงหัวเตียงพลางอ้าปากร้อง ‘อือ อือ’ ขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองตรงไปที่แม่เฒ่าจูพร้อมใช้มือตบลงบนเตียงอย่างเต็มแรง ก่อนเอื้อมออกไปคว้าความว่างเปล่าหลายต่อหลายครั้ง
ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงตอนที่หมอเดินทางมาถึงนั้นใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วยาม ดังนั้นแม่เฒ่าจูจึงคลายกังวลไปไม่น้อย นางสบตากับผู้เฒ่าหยุนพร้อมอ้าปากบ่นตามความเคยชิน “แค่เขียนใบสั่งยาก็เก็บสามสิบเหรียญแล้วหรือ เหตุใดถึงไม่ปล้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่า”
เสียงบ่นของแม่เฒ่าจูไม่ดังและไม่เบาเกินไปคล้ายพึมพำกับตนเอง ทว่าคนทั้งห้องกลับได้ยินอย่างชัดเจน
ในช่วงครึ่งปีมานี้หลี่หลางจงเดินทางเข้าออกเรือนตระกูลหยุนอยู่หลายครั้ง ดังนั้นจึงไม่โกรธเคืองเพราะรู้นิสัยของคนในตระกูลนี้ดี เขาลูบเคราพลางมองแม่เฒ่าจูด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สามสิบเหรียญสำหรับฝังเข็ม แต่หากไม่ฝังเข็มก็ห้าสิบเหรียญ”
แม่เฒ่าจูกลอกตาโดยไม่กล่าวคำใด ส่วนผู้เฒ่าหยุนใช้มือตบโต๊ะพร้อมส่งเสียง ‘อือ อือ’ แต่เสียงนั้นฟังดูร้อนรนใจกว่าเมื่อครู่ยิ่งนัก ทันใดนั้นผู้เฒ่าหยุนก็คว้าแขนเสื้อของหยุนลี่จงไว้แน่น
หยุนลี่จงก้าวถอยหลังพร้อมสะบัดมือที่คล้ายกับท่อนไม้แห้งอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงกล่าวแก้ตัวทันที “การฝังเข็มจะช่วยท่านพ่อได้หรือ?”
หลี่หลางจงไม่พอใจกับท่าทีหยิ่งผยองของหยุนลี่จงเท่าไรนัก เขาจึงเอียงคอมองพร้อมกล่าวตอบ “ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าการฝังเข็มเป็นประโยชน์ต่อโรคนี้ ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและปล่อยให้เขาพักฟื้นอย่างเต็มที่”
แม่เฒ่าจูเกือบโพล่งออกมาว่า ‘หากไม่มีค่าใช้จ่ายแล้วเหตุใดจึงเก็บค่ารักษาเล่า?’ ทว่าเมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าหยุนจ้องเขม็งมายังตนพร้อมอ้าปากพะงาบ ๆ นางจึงกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไปท่ามกลางสายตาของทุกคนภายในห้อง นางดึงเชือกสีแดงออกจากกระเป๋าบริเวณเอวก่อนดึงกล่องไม้มาจากหัวเตียงและเปิดออกเผยให้เห็นกล่องกำมะหยี่สีแดงด้านใน
ดวงตาของหยุนชิ่วเอ๋อเบิกกว้างขณะกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นพร้อมกัดปลายลิ้นอย่างไม่รู้ตัว เพราะว่าในกล่องนั้นบรรจุสินเดิมของนางเอาไว้!