ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 286 อย่าพูดให้ข้ากลัวไปหน่อยเลย
ตอนที่ 286 อย่าพูดให้ข้ากลัวไปหน่อยเลย
หยุนเชวี่ยรู้สึกขบขันในความหวาดระแวงของหยุนชิ่วเอ๋อ นางแบมือออกแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่แยแส “อาชิ่วเอ๋อไม่เชื่อใจข้าก็สุดแล้วแต่ ระยะทางจากที่นี่ถึงตัวเมืองอันผิงรวมไปกลับประมาณสามสิบลี้เท่านั้น ท่านไปด้วยตนเองก็ย่อมได้”
ระยะทางร่วมสามสิบลี้ไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับคนที่จำเป็นต้องเดินทางไกลทุกวัน ทว่าสำหรับหยุนชิ่วเอ๋อแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความที่นางไม่เคยพาสองเท้าเล็ก ๆ ของตนออกไปไหนไกลเกินกว่าหน้าประตูเรือน นับประสาอะไรกับการเดินทางเข้าเมืองโดยไม่คุ้นชินเส้นทางแม้แต่น้อย
“ไปเองก็ย่อมได้ ใช่ว่าตัวข้าไม่เคยเข้าเมืองเสียเมื่อใดกัน!?” หยุนชิ่วเอ๋อคลำหาสมบัติอยู่ครู่ใหญ่ก่อนหยิบสร้อยข้อมือแสนประณีตเส้นหนึ่งออกมาจากกล่องและสวมไว้ที่ข้อมือของตนเอง
ถึงขั้นนี้แล้วหยุนเชวี่ยจึงค่อยรู้สึกโล่งใจ ขณะที่นางกำลังจะดึงมือหยุนเยี่ยนออกไปจากห้อง หยุนชิ่วเอ๋อกลับกล่าวขึ้นโดยแสร้งทำท่าทีผ่อนคลาย “คิดเสียว่าข้าถือโอกาสไปเที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาชมความครึกครื้นในเมืองใหญ่ ชวนหยุนเยว่ไปเป็นเพื่อนอีกคนก็สิ้นเรื่อง”
‘ใจเย็นเสียนี่กระไร!’ หยุนเชวี่ยคิดในใจอย่างหมดคำจะเอื้อนเอ่ย ‘บิดาของเจ้าล้มป่วยถึงขั้นพูดไม่ได้ เจ้ายังมีกะจิตกะใจใคร่เที่ยวเล่นชมเมืองอยู่อีกหรือ?! เกรงว่าท่านปู่คงขาดใจตายเสียก่อนที่เจ้าจะกลับมาเป็นแน่!’
ใช่ว่ามีเพียงหยุนเชวี่ยที่คิดเช่นนั้น หยุนลี่จงขมวดคิ้วทันทีพลางกำชับเสียงเข้ม “ชิ่วเอ๋อ รีบไปซื้อยาแล้วก็รีบกลับ เวลานี้ก็บ่ายคล้อยแล้ว ร่างกายของท่านพ่อสำคัญยิ่งสิ่งใด อย่ามัวเสียเวลาหลงระเริงอยู่ในเมืองเชียว”
หยุนชิ่วเอ๋อเบ้ปากไม่ยอมรับฟังและลุกออกไปเคาะประตูห้องของหยุนเยว่
ในตอนที่ผู้เฒ่าหยุนเพิ่งถูกพาตัวเข้ามาในห้องชั้นบน หยุนเยว่เพียงออกมาสังเกตการณ์ชั่วครู่เท่านั้น ครั้นเห็นว่ามีคนคอยดูแลปรนนิบัติอยู่เต็มห้องจึงกลับเข้าห้องไป โดยปกติแล้วนางไม่ชอบสุงสิงกับคนในครอบครัวนัก เมื่อได้ยินว่าหยุนชิ่วเอ๋อมาชวนตนออกไปในเมืองจึงกล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ท่านอาชิ่วเอ๋อ หลายวันมานี้ข้ามีอาการวิงเวียนศีรษะทั้งยังรู้สึกไม่สบายตัวเท่าไรนัก เกรงว่าข้าอาจเดินทางไกลไปพร้อมท่านไม่ได้ อีกอย่างข้าไม่คุ้นชินกับเส้นทางในเมืองเอาเสียเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงรับจำนำตั้งอยู่ที่ใด ให้เชวี่ยเอ๋อไปกับท่านจะเป็นการดีกว่า”
หยุนเชวี่ยที่ถอยออกมาดื่มน้ำได้ยินเช่นนั้นจึงนึกอยากเขวี้ยงถ้วยชากระทบใบหน้าหยุนเยว่เสียเหลือเกิน นางเงยหน้ามองเด็กสาวไร้อนาคตที่เห็นแก่ตัวทั้งสองคนสนทนากันแล้วให้รู้สึกละเหี่ยใจไม่น้อย
หากหยุนชิ่วเอ๋อไม่ยอมไป เห็นทีภาระการเดินทางคงไม่พ้นหยุนลี่เต๋ออีกเป็นแน่ ทว่าไม่ว่าทางใดนางก็ไม่อาจทนเห็นผู้เฒ่าหยุนต้องล้มป่วยเช่นนี้จนอาการทรุดลงต่อหน้าต่อตา หากนิ่งดูดายจนอีกฝ่ายตายตกไปจะกลายเป็นตราบาปที่ฝังแน่นในชีวิตไปตลอด คิดแล้วจึงเหลือบมองอีกครั้งจนประสานสายตาเข้ากับหยุนชิ่วเอ๋อที่กำลังเผยสีหน้าลำบากใจ
“มองอะไร?” หยุนชิ่วเอ๋อถลึงตาใส่หยุนเชวี่ยอย่างนึกรำคาญ “เจ้ายังจะเข้าเมืองเช่นครู่นี้ที่อาสาอยู่หรือไม่? หากไม่ไปก็ให้พ่อของเจ้ามากับข้า ฮึ่ม! อย่าคิดว่าเข้าเมืองบ่อยครั้งแล้วจะวางตนว่าเหนือชั้นกว่าข้าเชียวนะ”
หยุนเชวี่ยยังไม่ทันได้ตอบรับแต่หยุนชิ่วเอ๋อกลับสะบัดหน้าไปอีกทางเสียแล้ว หยุนเชวี่ยจึงวางแก้วในมือลงอย่างเสียไม่ได้ “ไปก็ไป ไปเดี๋ยวนี้แหละ ท่านอย่าลืมหยิบใบสั่งยาติดมือมาด้วย”
…
เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มแล้วที่หยุนเชวี่ยเดินทางไปกลับจากหมู่บ้านไป๋ซีเข้าไปขายของในเมืองอันผิง ทั้งยังเป็นช่วงฤดูที่อากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี ตอนเช้าหยุนเชวี่ยสะพายตะกร้าไม้ไผ่หนัก ๆ วิ่งเข้าเมือง ตอนบ่ายกลับจากเมืองวิ่งขึ้นเขา นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากิจวัตรของตนทำให้ร่างกายเกิดความคุ้นชินจนเดินทางระยะไกลได้คล่องแคล่วขึ้นมาก
เวลานี้ดวงอาทิตย์ไม่แผดจ้าจนร้อนจัดเพราะเลยเวลาเที่ยงมาแล้ว นางเดินรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วกระทั่งชายเสื้อปลิวสะบัดตามแรงลมจากการเคลื่อนที่ ไม่นานนักนางจึงเดินห่างไปไกลทิ้งหยุนชิ่วเอ๋อที่เดินนวยนาดไว้ข้างหลัง
“ท่านอา ท่านต้องเดินให้เร็วขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ไม่เช่นนั้นหากเราล่าช้าไปกว่านี้เกรงว่าโรงรับจำนำและร้านขายยาในเมืองคงปิดลงเสียก่อน ถึงเวลานั้นจะเสียทั้งแรงกายเสียทั้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ หากอาการของท่านปู่ทรุดลงจะโทษผู้ใดได้?” หยุนเชวี่ยหันกลับมากล่าวเร่งเร้า
หยุนชิ่วเอ๋อพยายามซอยเท้าเล็ก ๆ ของตนอย่างเต็มที่ สวมชุดกระโปรงยาวลากพื้นตัวงาม หลังเดินทางออกจากหมู่บ้านไป๋ซีได้เพียงไม่นานก็เริ่มเหนื่อยล้าเสียแล้ว หยาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามรูขุมขนทำให้แป้งที่ใช้ผัดหน้าเริ่มจับตัวเป็นก้อน นางจ้องหยุนเชวี่ยเขม็งพลางขบกรามแน่น
“ท่านอา ท่านเดินช้าเสียจริงเชียว หรือข้าควรหยุดพักตามร่มเงาไม้แถวนี้เพื่อรอให้ท่านเดินตามมาทัน?”
หยุนชิ่วเอ๋อ…
“อ้อ หากเดินผ่านหน้าหมู่บ้านเว้าจื่อถนนจะค่อนข้างวังเวงรกร้างอยู่สักหน่อย ตามรายทางมีหลุมศพเล็ก ๆ อยู่ริมถนน เวลากลางวันไร้ผู้คนสัญจรผ่าน ระวังให้ดีเถิด ข้าได้ยินคนเล่าขานว่าแถวนี้ผีร้ายมักออกอาละวาด”
หยุนชิ่วเอ๋อรวบชายกระโปรงขึ้นพลางแค่นเสียงเย็นชา “อย่าพูดให้ข้านึกกลัวไปหน่อยเลย”
“ท่านไม่กลัวก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยยักไหล่และรีบวิ่งห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่วิ่งก็ตะโกนกลั้วหัวเราะเสียงดัง “แท้จริงแล้วอาชิ่วเอ๋อไม่เห็นต้องกลัวสิ่งใด เกรงว่าภูตผีอาจเกรงกลัวท่านเสียมากกว่า!”
“นะ… นังเด็กแพศยา!” หยุนชิ่วเอ๋อกระทืบเท้าโดยแรงและพยายามวิ่งตามไป ครั้นตระหนักว่าตนไล่ตามอีกฝ่ายไม่ทันแน่จึงชะลอฝีเท้าลงนางหยิบกระจกทองเหลืองขนาดพกพาที่เหน็บไว้ตรงบั้นเอวออกมาส่องรูปโฉม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าถนนตรงหน้าไร้ซึ่งวี่แววของหยุนเชวี่ย
“นังเด็กผี! รอกลับถึงบ้านก่อนเถิด ข้าจะเล่นงานเจ้าให้สาสม!” ว่าแล้วหยุนชิ่วเอ๋อก็สะบัดคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกด้วยแรงอารมณ์ นางบรรจงซับเหงื่อบนใบหน้าอย่างละเมียดละไมก่อนจัดแต่งผมเผ้าที่เสียทรงและเดินตรงต่อไปตามทาง
หมู่บ้านเว้าจื่อถูกขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มต่ำ ทั้งยังตั้งอยู่บริเวณหลังภูเขาสูงใหญ่ จึงไม่เหมาะแก่การเพาะพืชพันธุ์ทำการเกษตรแต่อย่างใด แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็เบาบางไม่เขียวชอุ่ม ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้าจึงกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
คนในแถบชนบทห่างไกลเมืองไม่ใส่ใจยึดถือในเรื่องของฮวงจุ้ยแต่อย่างใด หากบ้านใกล้เรือนเคียงหลังใดมีคนตาย พวกเขาก็จะเตรียมโลงศพที่ทำจากแผ่นไม้อย่างบางและใช้ผืนเสื่อห่อศพไว้อย่างเรียบง่าย ถึงเวลาก็นำศพไปฝังโดยไม่มีพิธีรีตองใดมากนัก เวลาผ่านไปหลุมศพก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ
เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลก เพราะในแถบชนบทผู้คนนิยมนำศพมาฝังไว้ตามป่าลึกที่มองเห็นได้อย่างดาษดื่น เดิมทีอาจไม่มีสิ่งใดน่ากลัว แต่ ‘เรื่องผี’ ที่หยุนเชวี่ยกล่าวขึ้นเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็นความจริง เพราะวันนี้มีหลุมศพอีกหนึ่งหลุมผุดขึ้นตรงริมถนน
เมื่อสังเกตจากหน้าดินแล้วจะรู้ได้ทันทีว่ามันเพิ่งทำการฝังแล้วเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ ผืนผ้าสีขาวที่ปักอยู่ข้างหลุมศพนั้นโบกสะบัดพลิ้วตามลมจนเกิดเสียงกึกก้องท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด กระดาษเงินกระดาษทองถูกโปรยไว้ตามรายทาง ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ยิ่งเห็นชัดว่ามีตุ๊กตาสองตัวที่ทำจากกระดาษปักไว้หน้าหลุมศพ
หุ่นกระดาษรูปทรงคล้ายมนุษย์นั้นมีความสูงประมาณสามฉื่อซึ่งทำขึ้นเอง ใบหน้าขาวซีดถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดเหมือนกันทั้งสองตัว ท่อนลำตัวสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด รอยยิ้มที่เหมือนจะสดใสกลับแข็งกระด้างและให้ความรู้สึกหลอนอย่างไรชอบกล
“ตายแล้ว!” หยุนชิ่วเอ๋อกรีดร้องลั่นด้วยความตระหนก
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด กวาดสายตามองโดยรอบเห็นเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่มีหลุมศพเรียงรายอยู่ริมถนนทั้งสองข้างทาง มีเพียงหยุนชิ่วเอ๋อเท่านั้นที่ยังเป็นมนุษย์มีชีวิตและเลือดเนื้อ เสียงร้องลั่นเมื่อครู่ยิ่งทำให้นางดูงุ่มง่ามเข้าไปใหญ่
ทันใดนั้นเส้นขนของหยุนชิ่วเอ๋อพลันลุกชัน ‘ข้าได้ยินคนเล่าขานว่าแถวนี้ผีร้ายมักออกอาละวาด…’ ถ้อยคำของหยุนเชวี่ยก้องกังวานอยู่ในมโนสำนึกของนางตลอดเวลาราววนเวียนอยู่ข้างใบหู ยิ่งเดินต่อไปนางยิ่งเข้าใกล้หลุมศพใหม่นั้นมากขึ้น หยุนชิ่วเอ๋อก้มหน้ามองพื้นและเร่งฝีเท้าให้ผ่านไปเร็วขึ้น
สัญชาตญาณของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อกลัวสิ่งใดย่อมไม่กล้าเผชิญหน้า ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองด้วยความใคร่รู้ นางกลัวเหลือเกินว่าหุ่นกระดาษหน้าหลุมฝังศพนั้นจะมีชีวิตขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทันทีที่เดินผ่านหน้าหลุมมาได้หยุนชิ่วเอ๋อพลันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หางตาเหล่มองไปด้านข้าง
บังเอิญจังหวะนั้นมีสายลมกระโชกแรงพัดผ่านมาพอดี หุ่นกระดาษโบกสะบัดพัดปลิวสองครั้งกระทั่งใบหน้าขาวซีดร่วงลงบนพื้น ดวงตาไร้ชีวิตคู่นั้นจับจ้องหยุนชิ่วเอ๋อจากมุมมองด้านล่าง!
หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกชาวาบไปทั้งเรือนร่าง ริมฝีปากไม่อาจหลุดเสียงร้องอุทานใด ๆ ออกมา นางชะงักค้างนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนรีบวิ่งหนีเต็มฝีเท้าไปด้านหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย มีบางสิ่งย้ำเตือนว่ามีสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังตามไล่หลังนางไป กระทั่งรู้สึกหนาวเหน็บเยือกไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง
หยุนชิ่วเอ๋อวิ่งไปได้ไกลถึงสามลี้ภายในอึดใจเดียวเท่านั้นจนพ้นเขตรกร้างสองข้างทาง หยดเหงื่อไหลโซมไปทั่วร่างของนาง ไม่รู้เป็นเพราะอากาศร้อนเกินไปหรือเพราะความตื่นตระหนกเมื่อครู่กันแน่ นางไม่กล้าเดินอ้อยอิ่งหรือหยุดเดินอีกต่อไป ทั้งยังเดินรุดไปข้างหน้าหวังเข้าสู่เขตเมืองโดยเร็ว
หมู่บ้านเว้าจื่ออยู่ห่างจากตัวเมืองอันผิงประมาณยี่สิบลี้ หยุนเชวี่ยกำลังหยุดยืนรอใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งริมทาง เดิมทีคิดว่าหยุนชิ่วเอ๋อคงเดินกรีดกรายบิดเอวเขย่งเท้าอย่างเชื่องช้า คาดไม่ถึงว่าเพียงครู่เดียวนางกลับมองเห็นร่างหนึ่งที่กำลังหิ้วชายกระโปรงซอยเท้าถี่ตรงมาจากระยะไกล
เมื่อเพ่งมองให้ดีแล้วหยุนเชวี่ยจึงอดขบขันไม่ได้ ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นแดงก่ำ เหงื่อแตกพลั่ก บนรองเท้ามีเศษดินโคลนเปื้อนเปรอะ ผมเผ้าที่จัดแต่งได้ทรงสวยเบี้ยวกระเซิงไปด้านข้าง ทั้งยังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สตรีผู้นี้จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่หยุนชิ่วเอ๋อ…