ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 285 หน้าซื่อใจคด
ตอนที่ 285 หน้าซื่อใจคด
น้ำเสียงของหยุนชิ่วเอ๋อเฉียบแหลมและดังก้องราวเสียงร้องของห่านตัวใหญ่ นางเห็นคนที่อยู่ในห้องจับจ้องตนเองด้วยสีหน้าและอารมณ์ที่หลากหลาย นางจึงกลอกตาอย่างอารมณ์เสียพลันเบือนหน้าหนี
บางทีอาจเป็นเพราะนางรีบร้อนพูดสิ่งใดไปดังใจนึกจนลืมคำนึงว่าสมควรหรือไม่ หยุนชิ่วเอ๋อจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจโดยพัดพามรสุมไปทางแม่นางจ้าวทันที “ก่อนหน้านี้ท่านพ่อให้เงินกับพี่ใหญ่ไปไม่น้อย ตอนนี้ท่านพ่อเป็นฝ่ายล้มป่วยรอคอยการรักษา ดังนั้นควรหยิบเอาสินสอดทองหมั้นของพี่สะใภ้ใหญ่มาจ่ายเพื่อทดแทนด้วย”
เดิมทีแม่นางจ้าวไร้ปากเสียงเพราะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน ใบหน้าของนางขณะสังเกตการณ์ความโกลาหลที่เกิดขึ้นอยู่ด้านข้างอย่างกระตือรือร้นแปรเปลี่ยนไปฉับพลัน นางบรรจงมวยผมอย่างเนิบช้าขณะตอบโต้ “สินสอดทองหมั้นส่วนตัวของข้าไม่เหลืออยู่แล้ว หลายปีมานี้ข้าใช้พวกมันจุนเจือครอบครัวอยู่เสมอ แม้แต่ปิ่นปักผมหางหงส์ทองแดงที่เจ้าเห็นเมื่อหลายวันก่อน เจ้าก็เกิดชื่นชอบขึ้นมา ข้าก็ได้มอบให้เจ้าไปแล้วมิใช่หรอกหรือ?”
กล่าวมาถึงจุดนี้แม่นางจ้าวก็อดโกรธเคืองไม่ได้ นับตั้งแต่นางแต่งเข้าตระกูลหยุนฐานะทางครอบครัวจากเดิมพลันแปรเปลี่ยนไปถึงขั้นพลิกผัน เดิมทีนางได้รับเครื่องประดับมาจากผู้เป็นมารดามากมาย ทว่าแม่เฒ่าจูกลับริบเอาไปทีละชิ้นสองชิ้น แม้แต่ต่างหูที่ถือเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายยังถูกหยุนลี่จงขโมยไปเพื่อสร้างประโยชน์ให้ตนเอง เวลานี้ไม่มีสมบัติสักชิ้นหลงเหลือติดตัวอีก
แม่นางจ้าวไม่หลงเหลือสมบัติใด ๆ แล้ว หากจะพอมีก็คงเหลือเพียงเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตัดเย็บขึ้นจากผ้าไหมเนื้อดีเท่านั้น ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อยังคงกล่าววาจาก้าวร้าวไม่ยอมแพ้ “ทรัพย์สมบัติก้อนสุดท้ายที่ท่านพ่อและท่านแม่เก็บออมมาทั้งชีวิตก็ได้ยกให้ครอบครัวของพวกท่านไปแล้ว อย่าคิดเอาแต่บ่ายเบี่ยงอยู่เลย! หากยังพอมีความกตัญญูหลงเหลืออยู่บ้างก็ไตร่ตรองดูให้ดีเสียว่าสมควรละเลยท่านเช่นนี้หรือไม่?!”
ปิ่นปักผมลายหางหงส์ทองแดงนั้นมีสีสันสวยงามประณีตยิ่ง ทั้งยังนับเป็นสินสอดทองหมั้นที่มีมูลค่าสูงพอควรที่แม่นางจ้าวมี หยุนชิ่วเอ๋อพูดจาหว่านล้อมอยู่นานสองนานกว่าจะได้มันมาครอบครอง จะทวงคืนเช่นนั้นรึ?! อย่าได้หวังไปเลย!
“ใครว่าข้าละเลยต่อบุพการีกัน?” หยุนลี่จงพับแขนเสื้อขึ้นก่อนยืดเอวขึ้นยืนหลังตรงอย่างผึ่งผาย จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงราวเป็นคำสัตย์ปฏิญาณ “ในฐานะที่ข้าเป็นพี่ใหญ่ของตระกูลหยุน เพราะฉะนั้นควรกตัญญูต่อบิดามารดา ภายภาคหน้าก็ควรดูแลพี่น้องร่วมตระกูลให้สุขสบายเช่นกัน มิเช่นนั้นที่ผ่านมาข้าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนเป็นบัณฑิตไปด้วยเหตุใด? มิใช่เพื่ออนาคตที่รุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูลเราหรอกรึ? ยิ่งเวลานี้การสอบภาคฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาเต็มที ภาระอันหนักอึ้งทั้งหมดก็ล้วนกดอยู่บนบ่าของข้า…”
หยุนลี่จงพูดจาสมแล้วที่มีการศึกษาสูงถึงขั้นบัณฑิต วาจาทั้งแยบยลและไพเราะเปี่ยมด้วยเหตุและผล หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองอีกฝ่ายและเห็นว่าเขาแสดงท่าทีราวตนสง่างามเสียเต็มประดา นางแทบอยากเบ้ปากเสียให้รู้แล้วรู้รอด ‘หน้าซื่อใจคด’ สี่คำดังกล่าวคือสิ่งที่อธิบายตัวตนของหยุนลี่จงอย่างแท้จริง
หยุนลี่จงยังคงพล่ามสารพัดประโยคออกมาราวถ้อยคำเหล่านั้นกลั่นกรองออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เกรงว่าแม้แต่ตัวคนพูดเองยังอาจหลงเชื่อว่าเป็นความจริง “ชิ่วเอ๋อ พี่เคยรับปากเจ้ามิใช่หรือว่าสักวันจะสรรหาบุรุษชาติตระกูลดีมาตบแต่งกับเจ้า จะทำให้เจ้ากลายเป็นฮูหยินใหญ่ผู้มีเกียรติ มีทั้งเงินทองและเครื่องหยกมากมายนับไม่ถ้วน ถึงเวลานั้นทรัพย์สินในมือที่เจ้ามีจะไม่ควรค่าแก่การเสียดายอีกต่อไป…”
“อือ… อือ… อือ…” ขณะนั้นเองผู้เฒ่าหยุนซึ่งไม่ได้เปล่งเสียงใด ๆ มาเป็นเวลานานกลับลืมตาขึ้น ริมฝีปากอ้าพะงาบ ขาข้างหนึ่งพยายามขยับเตะไปมาอย่างไม่ย่อท้อถึงสองครั้ง นิ้วมือกระดกเคาะพื้นเตียงข้างลำตัว
หยุนลี่จงซึ่งถูกขัดจังหวะหยุดพูดทันที เขาก้มตัวลงกระซิบข้างหูผู้เฒ่าหยุน “ท่านพ่อ ท่านจะกล่าวสิ่งใดหรือ? อย่าใจร้อนไป ค่อย ๆ พูดช้า ๆ”
เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าหยุนยังคงติดค้างอยู่ตรงลำคอเช่นเคย เขายกมืออีกข้างและพยายามผงกศีรษะขึ้น เส้นเอ็นบริเวณลำคอพลันปูดโปนอย่างน่ากลัวราวมีเพียงผิวหนังเหี่ยวย่นหุ้มไว้เพียงชั้นเดียวเท่านั้น หากไม่แล้วคงพร้อมระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
ผู้เฒ่าหยุนสูดลมเข้าทางปาก หากตั้งใจฟังจะได้ยินเป็นถ้อยคำง่าย ๆ เพียงสองสามคำเท่านั้น หยุนลี่จงขมวดติ้วและส่ายศีรษะ “ท่านพ่อ วางใจเถิด ข้าไม่ละเลยท่านอย่างเด็ดขาด”
“พ่อของเจ้ากล่าวว่าอะไรงั้นหรือ?” แม่เฒ่าจูซึ่งนั่งอยู่ปลายเตียงเอ่ยถาม
“ท่านพ่อบอกว่าหากไม่มียาก็ไม่อาจรักษาให้หายขาด” หยุนลี่จงพูดพลางพ่นลมออกทางจมูกด้วยความลำบากใจ สายตาหันไปมองหยุนลี่เต๋อและหันไปหยุดอยู่ที่หยุนชิ่วเอ๋อ “ชิ่วเอ๋อ สำหรับเจ้าแล้ว ชีวิตของท่านพ่อสำคัญน้อยกว่าเครื่องประดับที่เจ้ามีอยู่อย่างนั้นหรือ?”
ก่อนเอ่ยคำถามหยั่งเชิงนั้น หยุนลี่จงก็ใคร่ครวญคิดหาหนทางที่จะผลักภาระออกไปจากตนอย่างแนบเนียนไว้แล้ว เขาต้องบิดเบือนว่าอาการป่วยของผู้เฒ่าหยุนไม่อาจรักษาให้หายขาด มิฉะนั้นหาเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะกลายเป็นว่าเขาซึ่งมีฐานะเป็นบุตรชายคนโตอกตัญญู วันข้างหน้าเขายังหวังว่าอาจรับราชการขุนนาง ดังนั้นชื่อเสียงต้องไม่เสียหาย
หากจะรักษามีทางเดียวคือต้องยอมควักเงิน หยุนลี่เต๋อแยกครอบครัวออกไปแล้ว ทั้งผลประโยชน์ยังไม่เกี่ยวข้องกันและไม่อาจบังคับอย่างไรได้ อีกอย่างเด็กเชวี่ยเอ๋อก็ฉลาดเป็นกรดรับมือได้ยากยิ่ง ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อแตกต่างจากพวกเขา
หยุนชิ่วเอ๋อเป็นบุตรสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือน เพราะฉะนั้นถือว่ายังอยู่ใต้อาณัติของบิดามารดาโดยสมบูรณ์ เมื่อมีเรื่องสำคัญใดไม่พ้นต้องพึ่งพาการตัดสินใจจากพ่อแม่และพี่ชายคนโต ดังนั้นหากนางยังต้องการแต่งงานกับตระกูลที่สูงส่งเพื่อสวมชุดหงส์เพลิง นางก็ต้องยอมศิโรราบต่อเขาแต่โดยดีมิใช่หรือ?
แม้สมองของหยุนลี่จงไม่อาจซึมซับเนื้อหาในตำราวิชาการได้มากนัก ทว่าเรื่องของผลประโยชน์แล้วเขากลับคิดคำนวณอย่างรอบคอบและปราดเปรื่องอย่างหาใดเปรียบ ทันทีที่เขาวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบได้อย่างรวดเร็ว จึงเบนหัวลูกศรไปทางหยุนชิ่วเอ๋อที่ตนสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า
ใบหน้าของหยุนชิ่วเอ๋อแข็งกระด้าง “พี่ใหญ่ ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดไม่ย้อนนึกถึงตนเองบ้างเล่า? หากไม่ใช่เพราะท่าน…”
“ชิ่วเอ๋อ” หยุนลี่จงตัดบทนางพร้อมเผยสีหน้าจริงจัง “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญสูงสุดคือชีวิตของท่านพ่อ หากอาการล้มป่วยบรรเทาลงบ้างแล้ว ข้าจึงจะสามารถเข้าสอบได้อย่างไร้กังวล หากพี่ใหญ่คนนี้ประสบความสำเร็จได้เป็นขุนนาง ความฝันของเจ้าย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม จะจัดหาแม่สื่อและหาฤกษ์ยามมงคลให้อย่างดีทีเดียว”
หยุนชิ่วเอ๋อกลอกตาด้วยโต้เถียงไม่ออกอีกต่อไป
แม่นางจ้าวได้ทีรีบกล่าวเสริม “ใช่แล้ว ขอเพียงพี่ใหญ่ของเจ้ามีหน้าที่การงานดี ทั้งครอบครัวของเราก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในแถบชนบทนี้ไปตลอดชีพ แต่งงานกับตระกูลใหญ่ชื่อเสียงคับฟ้า มีไร่นาเป็นร้อยไร่จะไม่เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน ชิ่วเอ๋อ เชื่อฟังคำพี่ใหญ่เสียเถิด ทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น…”
คำพูดของหยุนชิ่วเอ๋อจุกค้างอยู่ตรงลำคอ ต่อให้ตนเองปากคอเราะร้ายอย่างไรก็ไร้ความกล้ามากพอที่จะทำให้หยุนลี่จงผู้เป็นพี่ชายเสื่อมเสียเกียรติ เพราะเวลานี้แม้แต่ตัวนางเองก็รู้ดีแก่ใจว่าชื่อเสียงของตนป่นปี้อย่างไรบ้าง
“แค่ก… แค่ก…” หยุนลี่จงกระแอมไอบ่งบอกว่ากำลังคอยคำตอบจากหยุนชิ่วเอ๋ออยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่ หยุนชิ่วเอ๋อซึ่งครุ่นคิดอยู่เป็นนานแค่นเสียงออกมาอย่างจำใจ นางขยับไปนั่งอยู่ข้างแม่เฒ่าจู จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมลงกว่าก่อนหน้า “แม้ว่าข้าจะเต็มใจ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถามไถ่ท่านแม่เสียก่อน”
“ถามไถ่ข้าด้วยเหตุใดกัน? ยายแก่หัวหงอกอย่างข้ายังมีค่าสำหรับพวกเจ้าอยู่งั้นรึ?” ใบหน้าของแม่เฒ่าจูดำคล้ำ สายตาคมกริบพร้อมเชือดเฉือนทุกขณะ “เอาเป็นว่าหากนำออกไปก็เท่ากับไม่หลงเหลือสิ่งใดแล้ว ถึงเวลานั้นหากเจ้าออกเรือนก็จงอย่าโทษข้า ข้าจะไม่เก็บหอมรอมริบไว้เพื่อเจ้าอีก!”
เดิมทีแม่เฒ่าจูคิดกดดันภาระไปให้ครอบครัวรองเป็นผู้รับผิดชอบ ทว่าครอบครัวใหญ่กลับรวมหัวกันบีบบังคับให้หยุนชิ่วเอ๋อจำต้องเสียสละสินสอดทองหมั้น ไม่คาดคิดเลยว่าเหตุใดสถานการณ์จึงพลิกผันไปเช่นนี้ หางตาเหลือบมองไปอีกทางและสบเข้ากับนัยน์ตาเข้มขรึมของผู้เฒ่าหยุนพอดิบพอดี เห็นเช่นนั้นแล้วให้รู้สึกหวั่นเกรงเล็กน้อย
หลังจากชะงักค้างกันไปครู่หนึ่งแม่เฒ่าจูจึงบ่นพึมพำออกมาอีกครั้งก่อนหันไปหยิบกล่องไม้ออกมาจากลิ้นชักมาวางโครม พร้อมทั้งโยนกุญแจผูกเชือกสีแดงไปตรงหน้าหยุนชิ่วเอ๋อด้วย “เอาไป! เอาไปล้างผลาญเสียให้สิ้น แม้แต่ชีวิตของข้าก็เอาไปเสียให้สิ้นเรื่อง!”
หยุนชิ่วเอ๋อขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น ไม่อาจล่วงรู้ว่านางเกลียดชังผู้ใดเป็นพิเศษหรือโกรธเคืองทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ นางเปิดฝากล่องบรรจุเครื่องประดับที่เป็นสินสอดทองหมั้นออกพลางกวาดสายตามองอย่างนึกเสียดาย
แม่นางจ้าวสายตาเฉียบคมยิ่ง เพียงชะเง้อมองแค่ปราดเดียวก็เหลือบเห็นปิ่นปักผมหางหงส์ทองแดงที่เคยเป็นของตนอยู่ในกล่องนั้น ทันใดนั้นก็อดสาปแช่งหยุนชิ่วเอ๋อในใจไม่ได้ ‘ขอให้อยู่เป็นสาวเทื้อไม่มีบุญแต่งงานไปจนแก่ตาย!’
“ยารักษาทั้งหมดมีมูลค่ารวมกันเท่าไรเชียว? คงไม่ต้องใช้ทั้งหมดนี้หรอกกระมัง!” หยุนชิ่วเอ๋อถลึงตาใส่หยุนเชวี่ยด้วยยังไม่คลายความระแวง “นังเด็กผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าหากมีส่วนต่างนางจะไม่เก็บยักยอกเอาไว้เสียเอง?”