ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 287 โกรธเคือง
ตอนที่ 287 โกรธเคือง
หยุนชิ่วเอ๋อถูกทุกคนตามใจเสียจนเคยตัว งานบ้านซึ่งหนักที่สุดสำหรับนางคือการให้อาหารไก่ ดังนั้นการวิ่งไปไกลเกือบสิบลี้โดยใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดภายในชั่วอึดใจเดียวถือเป็นสิ่งที่ชีวิตนี้ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้น เวลานี้นางมีสภาพค่อนไปทางย่ำแย่ ซ้ำยังอับอายและหงุดหงิดไม่น้อย
เมื่อมองจากระยะไกลแล้วหยุนชิ่วเอ๋อเห็นหยุนเชวี่ยกำลังยืนพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ ทั้งยังแสยะยิ้มเป็นเชิงขบขัน ทำให้นางถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความโกรธเคืองยิ่งและเริ่มสบถด่า “นะ… นังเด็กสารเลว! เจ้าทิ้งข้าไว้กลางทาง…”
“ท่านอาชิ่วเอ๋อเป็นอะไรไปรึ? เหตุใดใบหน้าจึงแดงก่ำราวก้นลิงเช่นนี้เล่า?!” หยุนเชวี่ยใช้สายตาหยอกล้อสำรวจหยุนชิ่วเอ๋อตั้งแต่หัวจรดเท้า ตอนอยู่ในบ้านนางกล้าหาญไม่กริ่งเกรงสิ่งใดและพร้อมฟาดงวงงาได้ทุกเมื่อ คาดไม่ถึงว่าเพียงเดินผ่านหลุมศพจะหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อถึงเพียงนี้
“นังเด็กบ้า! ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีเจตนาดี! รอกลับถึงบ้านก่อนเถิดข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า!” หยุนชิ่วเอ๋อหมดเรี่ยวแรงโดยแท้ นางก้มลงใช้สองมือพยุงเข่าไว้ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“อาชิ่วเอ๋อควรหยุดพักผ่อนเสียก่อนเถิด” หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะจนใบหน้าเสมอกับระดับใบหน้าของหยุนชิ่วเอ๋อ มือทั้งสองข้างพลิกกลับไปมาตรงหน้าเป็นเชิงหยอกล้อ “ท่านบอกว่าท่านไม่กลัว แต่ข้ารู้ดีว่าท่านน่ะกลัวจนฉี่แทบราด”
ใบหน้าของหยุนชิ่วเอ๋อแปรเปลี่ยนจากแดงระเรื่อเป็นขาวซีด “ฟ้า… ฟ้าดินจะต้องลงโทษเจ้า!”
“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเผยรอยยิ้มยียวน “หากฟ้าดินจะลงโทษข้า ข้าว่าควรลงโทษท่านก่อนไม่ดีหว่าหรือ? นับตั้งแต่ก้าวออกจากประตูรั้วบ้านก็มีสายตาหลายคู่จ้องจับผิดจนเหลียวหลังเสียปานนั้น หากหายเหนื่อยแล้วก็รีบเดินต่อเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวร้านรวงจะปิดเสียหมด”
หลังกล่าวจบหยุนเชวี่ยได้ใช้หางตาชำเลืองมองหยุนชิ่วเอ๋อ พลางยกแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทางเกียจคร้านและหันหลังกลับ หยุนชิ่วเอ๋อที่ยังไม่ทันหายเหนื่อยล้าได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นทันควันด้วยความโกรธเคืองระคนตกใจ นางแทบไม่เชื่อหูตัวเองด้วยซ้ำ ‘นังเด็กนี่กล้ายอกย้อนข้าเกินไปแล้ว! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!?’
“อย่ามัวชักช้าอยู่เลย ในเมืองมีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน หากพลัดหลงขึ้นมาท่านอย่าได้โทษว่าเป็นความผิดของข้าเชียว” หยุนเชวี่ยกล่าวโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
หยุนชิ่วเอ๋อรีบปัดเศษฝุ่นดินออกจากรองเท้าและชายกระโปรงก่อนยืดตัวเดินหลังตรง เดินตามหยุนเชวี่ยไปประมาณสองสามก้าว สายตาจ้องเขม็งไปยังท้ายทอยของอีกฝ่ายพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากเจ้ายังกล้าเล่นตุกติกกับข้าอีก กลับไปคราวนี้ข้าจะหักขาเจ้าเป็นสองท่อนของจริงแน่…”
“หยุนชิ่วเอ๋อ” หยุนเชวี่ยกล่าวชื่อเต็มของอีกฝ่ายโดยเน้นย้ำทีละคำ ใบหน้าเบือนไปด้านข้างเล็กน้อย ริมฝีปากโค้งขึ้นแสยะยิ้ม “ท่านยังมีคำด่าอื่นอีกหรือไม่? แต่ละวันคิดคำนึงแต่จะหักขาข้า แล้วท่านสามารถทำได้อย่างปากว่าแล้วหรือยัง?”
“…”
หยุนชิ่วเอ๋อนิ่งอึ้ง
“สุนัขที่เก่งแต่เห่าไม่ยอมกัดคน เห็นทีคงไม่ต่างอะไรไปจากท่าน!”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!? หากกล้าก็ลองพูดอีกครั้งซิ!” หยุนชิ่วเอ๋อตกตะลึงอยู่เป็นนาน ทันใดนั้นไฟแห่งความอับอายและความแค้นที่สุมอยู่เต็มทรวงอกแต่เดิมพลันลุกโชนขึ้น หากไม่ใช่เพราะเวลานี้ทั้งคู่ผ่านเข้ามาในเขตเมืองแล้ว เห็นทีนางคงปรี่เข้าไปฉีกร่างหยุนเชวี่ยออกเป็นชิ้น ๆ
“ต่อให้ข้าพูดซ้ำอีกสิบครั้งหรือร้อยครั้ง แล้วท่านสามารถทำร้ายข้าได้จริงหรือ?” หยุนชิ่วเอ๋อหยุดชะงักไปชั่วครู่ขณะหันไปมองหยุนชิ่วเอ๋ออย่างนึกขบขัน “อ้อ อย่าลืมสิเจ้าคะว่าคำให้การของหวังหลี่เจิ้งยังอยู่ในมือของข้า ทางแยกถัดจากอีกสองตึกด้านหน้าคือที่ตั้งของที่ว่าการมณฑล หรือเราควรเปลี่ยนเส้นทางไปที่นั่นก่อนดี?”
“เจ้ากล้าดียังไง!” ใบหน้าหยุนชิ่วเอ๋อแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดอีกครั้ง เส้นเอ็นบริเวณลำคอเกร็งตึงไปหมดด้วยพยายามข่มอารมณ์โทสะของตนไว้ “ร่างกายพอดีไม่กลัวเงาเอียง* ข้าไม่เคยขโมยอะไรทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัว!”
* ร่างกายพอดีไม่กลัวเงาเอียง = เป็นสํานวนภาษาจีน มักใช้เพื่อเปรียบเทียบว่าตราบใดที่เป็นผู้บริสุทธิ์จริงและประพฤติตัวอย่างถูกต้องก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว
“แน่ใจหรือเจ้าคะว่าไม่กลัว?” หยุนเชวี่ยหรี่ตามองพลางกระตุกยิ้มมุมปาก
“ฮึ่ม!”
“ชู่ว… ยังไงเสียต่อให้ท่านขโมยหรือไม่ได้ขโมยก็ไร้ซึ่งหลักฐานใดมามัดตัวท่านอยู่แล้ว ผู้ใดเล่าจะจับกุมท่านได้?” หยุนเชวี่ยมองหน้านางพร้อมเผยสีหน้าแสร้งว่าเห็นอกเห็นใจเสียเต็มประดา เปลือกตากะพริบปริบ ๆ “อันที่จริงข้อหาลักทรัพย์ไม่นับว่าเป็นโทษร้ายแรง อย่างมากก็ถูกขังคุกไม่เกินหนึ่งปีครึ่ง ผลกระทบก็ไม่สาหัสอะไร เพียงเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่อาจแต่งงานไปชั่วชีวิต…”
หยุนชิ่วเอ๋อ…
ตอนนี้รูปลักษณ์ภายนอกของนางแปรเปลี่ยนจากไก่ชนขนงามที่พร้อมปะทะศัตรูกลายเป็นไก่ขี้เรื้อนขนร่วงไปเสียแล้ว ใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกที่แตกต่างกัน ทำได้เพียงขบกรามแน่นไม่กล้าปริปากเอ่ยคำใดอีก ส่วนหยุนเชวี่ยนั้นสำราญยิ่ง ฝีเท้าคล่องแคล่วขึ้นกว่าเก่าหลายเท่าตัว
ภายในเมืองหยุนเชวี่ยรู้จักกับผู้คนมากมาย แม้จดจำชื่อแซ่ไม่ได้แม่นยำทว่าเมื่อพบหน้าแล้วก็ทักทายยิ้มแย้มอย่างเปี่ยมอัธยาศัย ทั้งท่านป้าผู้ใจดี เด็ก ๆ ที่เที่ยวเล่นเป็นกลุ่มสามถึงห้าคน และบรรดาพ่อค้าหาบเร่
ขณะเดินผ่านภัตตาคารหลงชิ่งพวกนางบังเอิญพบเข้ากับเจิ้งเอ้อร์ฉ่าว… นายน้อยรองของตระกูลเจิ้ง ชายหนุ่มผู้นี้มีนิสัยคล่องแคล่ว ช่างพูดช่างแสดงออกและมีอารมณ์ขันสูง ครั้นพบเจอคนที่รู้จักมักคุ้นก็โบกพัดเพื่อทักทายอยู่เนือง ๆ
“โอ้ สาวน้อย ข้าไม่ได้พบหน้าเจ้าเสียหลายวัน รู้มาจากเถ้าแก่ว่าช่วงนี้เจ้าไม่ได้มาส่งของป่าที่ภัตตาคารของเราเลย หรือเจ้ารังเกียจที่พี่เขยสามของสหายเจ้าไม่ใจกว้างพอ?”
หยุนเชวี่ยได้ยินนายน้อยเจิ้งกล่าวเชิงหยอกล้อจึงตอบกลับเป็นเชิงหยอกล้อเช่นเดียวกัน “ช่วงนี้ข้าเองก็วุ่นวายอยู่กับการเก็บเกี่ยวพืชผล ท่านพ่อไม่มีเวลาขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ตัวท่านเองก็ใกล้เป็นเจ้าบ่าวเต็มตัวแล้วมิใช่หรอกหรือ? เหตุใดยังสนใจเรื่องการค้าขายอยู่อีก?”
“สาวน้อยเอ๋ย” นายน้อยเจิ้งพับพัดในมือลง ก่อนยื่นไปเคาะศีรษะหยุนเชวี่ยเพียงเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงกล่าวต่ออย่างมีความสุข “เจ้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง ยิ่งใกล้มีครอบครัวก็ต้องหาเงินมาเลี้ยงภรรยาให้อยู่ดีมีสุขสิ”
“โอ้ เช่นนั้นข้าขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย” หยุนเชวี่ยประสานมือและโค้งกายเพื่อคารวะ “ขอให้การค้าของพี่เจิ้งเอ้อร์รุ่งเรืองสืบไป ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่เซียงเอ๋อยาวนานสามร้อยปี”
“เจ้าและน้องเขยของข้า หมายถึงเหอยาโถวน่ะ ช่างฝีปากกล้ากล่าววาจาเฉียบแหลม” นายน้อยเจิ้งชื่นชมหยุนเชวี่ยอย่างเป็นกันเอง เขายิ้มกว้างอย่างปีติยินดีจนตาหยี “รอให้ข้าแต่งงานกับพี่สาวสามของสหายเจ้าอย่างเป็นทางการเสียก่อน อย่าลืมชวนพวกเขามากินเลี้ยงฉลองที่นี่ด้วยล่ะ!”
พวกเขาในความหมายของอีกฝ่ายหมายถึงเผยเสี่ยวส้วยและเหลียวชีจิน นายน้อยเจิ้งเคยพบหน้าพวกเขาเพียงสองครั้งจึงไม่ทันรู้จักชื่อแซ่ เรียกแทนว่าสาวน้อยตัวเล็กและเจ้าเด็กซื่อบื้ออยู่ตลอด ทว่าด้วยความใจกว้างและร่ำรวยจึงเชิญชวนทุกคนมาร่วมฉลองด้วยความเต็มใจ
“จริงสิ” นายน้อยเจิ้งเดินกลับเข้าร้านไปแล้วสองก้าว แต่แล้วกลับเดินออกมาใหม่ “หลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว พ่อของเจ้าจะยังล่าสัตว์อยู่หรือไม่?”
หยุนเชวี่ยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “ไม่อาจรับปากได้เจ้าค่ะ” หากทบทวนตามแผนการแล้ว หลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ครอบครัวของนางจะเริ่มต้นสร้างบ้านหลังใหม่เพื่อโยกย้ายออกจากบ้านตระกูลหยุน ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้บอกกล่าวให้คนนอกรับรู้เลยแม้แต่คนเดียว
“หากมีอีกอย่าลืมนำมาส่งให้ภัตตาคารข้าดังเดิมล่ะ ข้าจะสั่งให้พ่อครัวหมักเนื้อไว้ปรุงอาหาร” นายน้อยเจิ้งกล่าวพลางโบกมือด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย “หลังฤดูใบไม้ร่วงสัตว์ป่าเหล่านั้นคงอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าทุกหน ข้ายินดีจ่ายเพิ่มให้เจ้าเป็นสองเท่า!”
สองเท่าเชียวรึ! หยุนเชวี่ยคิดคำนวณราคาในใจและรีบตอบตกลงทันที “ได้เลยเจ้าค่ะ!”
กระทั่งนายน้อยเจิ้งคลี่พัดออกอีกครั้งและหันหลังเดินจากไป หยุนชิ่วเอ๋อได้แต่ชำเลืองมองตามพลางเบ้ปาก ทั้งยังส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างประหลาด
หยุนเชวี่ยได้ยินอย่างชัดเจนแต่เกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจนางจึงรีบเดินทางต่อผ่านเข้าไปในตรอกแคบ ๆ แห่งหนึ่ง และลัดเลาะต่อไปยังซอยเล็ก ๆ เพื่อไปยังโรงรับจำนำที่ใกล้ที่สุด พวกนางต้องนำกำไลไปแลกเป็นเงินก่อน จึงจะสามารถนำเงินที่ได้ไปซื้อยารักษา
หลังจากพยายามอดทนมานาน หยุนชิ่วเอ๋อก็คันปากจนอดนินทาไม่ได้ นางพึมพำเบาด้วยน้ำเสียงเชิงเสียดสี “ฮึ่ม! นายน้อยเจิ้งอะไรนั่น มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าชู้เพียงใด เหอเซียงเอ๋อเตรียมรอรับความทุกข์หลังแต่งงานไว้ให้ดีเถิด!”
“ท่านชะเง้อคอกินองุ่นไม่ถึงจึงเอาแต่พร่ำบ่นว่าองุ่นมันเปรี้ยว ระวังจะริษยาจนเบ้าตาร้อนผ่าวเอานะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าไร้อารมณ์ขณะสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หยูซื่อก็ออกจะซื่อสัตย์ไม่เจ้าชู้ เหตุใดท่านจึงไม่ยอมแต่งงานกับเขาเล่า?”
“นี่! เจ้า…”
“ใคร่หักขาข้าอีกแล้วรึ? ใช่ว่าข้าจะสู้ท่านไม่ได้เสียหน่อย รอให้ถึงวันที่ลุงใหญ่สอบเป็นขุนนางได้ หรือรอให้ท่านกลายเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่เสียก่อนเถิด ถึงเวลานั้นท่านจะทุบตีข้าอย่างไรก็ย่อมได้” หยุนเชวี่ยยักคิ้วเพื่อยั่วยุโทสะหยุนชิ่วเอ๋อ “แต่ก่อนจะถึงวันนั้นท่านควรประพฤติตนให้เหมาะสมเสียก่อน หากยังคิดข่มขู่ทำร้ายข้าก็ไปตัดสินแพ้ชนะกันที่ศาลาว่าการ หากไม่เชื่อท่านจะลองดูก็ได้นะเจ้าคะ จะได้รู้ว่าข้ากล้าจริงอย่างปากกล่าวหรือไม่!”
หยุนชิ่วเอ๋อโกรธจัดเสียจนไม่รู้ว่าควรระบายความคับข้องนี้ออกมาอย่างไรดี เหงื่อบนใบหน้าแตกพลั่ก สายตาดุดันประหนึ่งอาวุธคมกริบที่พร้อมเชือดเฉือนขูดเลือดเนื้อหยุนเชวี่ยออกเป็นชิ้น ๆ