ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 289 จ้างคนงานระยะสั้น
ตอนที่ 289 จ้างคนงานระยะสั้น
สาเหตุที่หยุนเชวี่ยกล่าวเช่นนั้นก็เพราะนางตระหนักดีว่าผู้เฒ่าหยุนไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาวัยสามขวบ เพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางตัดสินใจทำสิ่งใดเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
ครั้นลองมาคิดดูอย่างลึกซึ้ง ภายในใจของเขาจะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าที่นาทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในมือ หากไม่ใช่หยุนลี่จงผู้เป็นลูกชายคนโตของเขา? ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนเช่นหยุนลี่จงสามารถหว่านล้อมให้ผู้เฒ่าหยุนยอมเสี่ยงเดิมพันแม้กระทั่งชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งตระกูล โดยขายที่ดินและนำเงินมาให้เขา หมายความว่าเขาฝากความหวังไว้ที่อนาคตอันรุ่งโรจน์ของหยุนลี่จงอย่างถึงที่สุด
แน่นอนว่าความดังกล่าวคงไม่อาจปิดบังไว้จากหยุนลี่เซียวได้ คนผู้นี้ไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์แต่กลัวเหลือเกินว่าตนจะเสียเปรียบ หากรู้เรื่องโดยละเอียดแล้วคงไม่พ้นโวยวายขอแยกครอบครัวออกไปเป็นแน่
หยุนเชวี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เรื่องที่ดินซึ่งถูกขายไปสุดท้ายแล้วคงไม่อาจปิดบังต่อไปได้อีก หลังผ่านพ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวไป เจ้าของที่ดินรายใหม่คงไม่วายตามมาสร้างความโกลาหลจนเรื่องแพร่สะพัดออกไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซ้ำร้ายตอนนี้ผู้เฒ่าหยุนยังไม่มีแม้แต่กำลังจะจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ให้คลี่คลายลง
สุดท้ายสิ่งที่ทำได้เวลานี้คือต้องกระตุ้นให้หยุนลี่เต๋อจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จสิ้นรวดเร็วขึ้นกว่าเก่า เพื่อที่ครอบครัวจะได้รีบย้ายออกไปจากที่นี่เสียที ปล่อยให้คนบ้านใหญ่จัดการแก้ปัญหากันเอง ไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ อีกต่อไป
หยุนลี่เต๋อแม้โง่เขลาแต่เรื่องการทำงานกลับคล่องแคล่วนัก หลังปรึกษากันว่าต้องจ้างคนมาช่วยงานในระยะสั้น วันรุ่งขึ้นเขาก็สามารถพาชายสองคนมาช่วยงานได้สำเร็จ พวกเขามีชื่อว่าจ้าวต้าหลงและจ้าวต้าหู่ ทั้งสองเป็นพี่น้องกันและมีพื้นฐานเป็นชาวนา ตกลงแล้วว่าจะให้ค่าแรงเท่ากันกับจางซ่วน
เขาพาชายทั้งสองไปยังผืนนาและอธิบายการทำงานด้วยน้ำเสียงสุภาพไม่ใช่เชิงสั่ง หลังจากนั้นก็คว้าน้ำเต้าและสะพายหน้าไม้เดินหายขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ทั้งยังแบกตะกร้าใบใหญ่สองใบติดไปด้วย
ราคาสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! เขาคิดคำนวณโดยคร่าวในใจว่าอย่างน้อยก็พอมีเงินสำหรับเจียดให้ภรรยาและลูก ๆ ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้สวมใส่ในเทศกาลวันตรุษ อีกทั้งหากมีเงินเหลือพอยังสามารถซื้อสุราหมักได้สักไห รอเสร็จสิ้นจากการงานทั้งหมดแล้วยังคิดชวนหยุนลี่จงมาดื่มเพื่อเฉลิมฉลองสักมื้อ
นับตั้งแต่แม่เฒ่าจูคอยปรนนิบัติผู้เฒ่าหยุนหลังล้มป่วยก็ไม่มีเวลามาคอยจับตามอง งานบ้านของนางเฉินจึงผ่อนเบาลงกว่าก่อนหน้า ครั้นสะสางงานทุกอย่างเสร็จสรรพ นางเฉินจึงเดินเตร่ข้ามเขตไปยังบ้านฝั่งปีกตะวันตกเพื่อสนทนากับเหลียนซื่อ
“พี่สะใภ้รอง อย่าหาว่าข้าจุ้นจ้านเลย แต่สามีของท่านชักจะซื่อบื้อเกินไปแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้จะเกณฑ์คนมาช่วยงานทำไมตั้งมากมายกัน? สิ้นเปลืองพืชผลของเราไปเสียเปล่า ๆ สู้เก็บเกี่ยวกันเองไม่ดีกว่ารึ?”
“ไม่เป็นไร ไม่เห็นสิ้นเปลือง” แม่นางเหลียนก้ม ๆ เงย ๆ ทำงาน หยดเหงื่อเม็ดเป้งไหลหยดลงมาถึงคาง “ผลผลิตในที่แบ่งสันปันส่วนไว้เพียงพอสำหรับปากท้องของเราทุกคนแล้ว ว่าแต่เจ้าเถิด ไม่คิดสะสมธัญพืชเพิ่มหรือ? ยังพอมีเสบียงหลงเหลืออยู่หรือไม่?”
นับตั้งแต่แยกครอบครัวออกมา แม่เฒ่าจูก็แบ่งส่วนธัญพืชให้ครอบครัวรองในปริมาณที่น้อยลงจนแทบไม่พอยาไส้ในแต่ละมื้อ ดังนั้นนางจึงพยายามประหยัดเสบียงเอาไว้ให้มากที่สุดและเริ่มทำการค้าขาย หยุนลี่เต๋อขึ้นเขาไปล่าสัตว์ทุกวัน ได้ไก่ กระต่าย และเนื้อสัตว์ป่าต่าง ๆ ติดมือกลับมา นำไปตุ๋นหรือปรุงเป็นอาหารไม่ได้ขาดหม้อ ทำให้อาหารการกินของครอบครัวรองค่อย ๆ สมบูรณ์ขึ้น ของจำพวกข้าวสารอาหารแห้งจึงยังไม่พร่องลงแม้แต่น้อย
นางเฉินได้ยินเช่นนั้นจึงลอบเบ้ปาก “จุ๊จุ๊… พี่สะใภ้รอง ตอนนี้ครอบครัวของท่านพัฒนาขึ้นมากนัก ถึงขั้นสามารถจ้างคนงานระยะสั้นได้หลายคน แต่ท่านจะใจกว้างถึงเพียงนี้ไปไยกัน? เหตุใดจึงไม่มองหาคนใกล้ตัวเช่นคนร่วมตระกูลเสียก่อน? เราต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมิใช่รึ?”
“ดูเจ้าพูดเข้า” แม่นางเหลียนปาดเหงื่อออกจากหน้าผากอย่างหมดสิ้นคำกล่าว ทว่าวันนี้นางค่อนข้างอารมณ์ดีจึงตอบกลับอีกฝ่ายอย่างใจเย็น “คนงานที่มาเกี่ยวข้าวให้เราต่างก็ทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่ หากจะได้ส่วนแบ่งเป็นค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร คนเราจะมีแรงทำงานก็ต้องเริ่มต้นจากการกินไม่ถูกรึ?”
นางเฉินกลอกตาด้วยคิดว่าตนนั้นฉลาดกว่า “พี่สะใภ้รอง ท่านช่างเบาปัญญาเสียจริง พวกเขาทำงานในแปลงนาซึ่งเป็นที่ดินของเรา ท่านควรกำหนดค่าจ้างและผลผลิตต่อวันว่าควรเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนเท่าไร ทว่าสิ่งที่ท่านสนใจไม่ใช่คุณภาพการทำงานแต่ห่วงใยว่าจะกินกันอิ่มหรือไม่ หากพวกเขาเกียจคร้านขึ้นมาเท่ากับเราจ่ายเงินจ้างอย่างเสียเปรียบ เฮ้อ… เหตุใดท่านถึงไม่คำนึงถึงข้อนี้บ้าง ทำการค้าไปก็มีแต่ขาดทุน”
แม่นางเหลียนเพียงยกยิ้ม ไม่ต้องการถกเถียงกับนางเฉินให้มากความ
“พี่สะใภ้รอง ท่านคิดว่าอาการทรุดหนักของท่านพ่อจะกลับมาหายเป็นปกติหรือไม่? หากยังไม่ดีขึ้นแล้วผู้ใดเล่าจะคอยปรนนิบัติป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดอึเช็ดฉี่? ภาระนั้นคงไม่ตกมาถึงลูกสะใภ้อย่างเรา ๆ ที่เป็นคนนอกไส้หรอกกระมัง” นางเฉินนึกแล้วพลันถอนหายใจยาวด้วยความรันทด “เหตุใดท่านจึงมีชีวิตที่ดีเช่นนี้กันนะ? แยกครอบครัวออกไปก็สามารถพักผ่อนได้อย่างชื่นอารมณ์ ไม่มีสิ่งใดให้กังวลอีก ต่างจากข้าที่ยังต้องทนใช้แรงงานเป็นวัวและม้าตลอดทั้งวัน”
“สะใภ้สาม ข้าว่าเจ้าควรไปเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว งานฝั่งบ้านใหญ่มีมากกว่าฝั่งบ้านข้ามากมายนัก ด้วยจำนวนคนที่มากกว่า เห็นทีควรรีบเก็บสะสมเสบียงเอาไว้ให้มาก” แม่นางเหลียนขับไล่นางเฉินโดยการพูดอ้อมค้อม เพราะไม่ต้องการเสวนากับนางอีกต่อไป
ทว่านางเฉินผู้นี้นอกจากมีใบหน้าหนาทนยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว คำกล่าวที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวลกลับเป็นสิ่งที่นางไม่อาจตีความหมายที่แท้จริงออก ดังนั้นนางเฉินจึงฉีกยิ้มกว้าง “ในเมื่อท่านจ้างคนมาแล้ว ข้ายังต้องไปช่วยเก็บเกี่ยวด้วยเหตุใดอีก? ให้ข้าได้พักผ่อนบ้างซี กว่าจะปลีกตัวออกมาจากงานบ้านที่กองสุมท่วมหัวนั้นยากเย็นแสนเข็ญจะตายไป ข้าไม่พาตัวเองไปลำบากเพิ่มหรอก”
แม่นางเหลียนถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก
“พี่สะใภ้รอง วันนี้พี่รองขึ้นเขาไปล่าสัตว์อีกแล้วรึ? ลงทุนให้คนงานมาช่วยเกี่ยวข้าวแทนเช่นนี้ เห็นทีเนื้อไก่และเนื้อกระต่ายป่าอะไรเทือกนั้นคงนำไปขายได้เงินมาไม่น้อยเลยใช่หรือไม่?” นางเฉินคล้ายหมดหัวข้อการสนทนาแล้วจึงหยิบยกเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาตั้งคำถามไม่ได้หยุดปาก นางหัวเราะคิกคักและขยับกายเข้าใกล้แม่นางเหลียนกว่าเก่า “พี่สะใภ้รอง เช่นนั้นท่านก็ลองปรึกษากับพี่รองดูให้เขาพาสามีข้าติดสอยห้อยตามไปด้วย ถึงอย่างไรบนภูเขาย่อมมีสิงสาราสัตว์นับไม่ถ้วน ต่อให้ล่าทั้งวันก็คงไม่ขาดแคลน”
“เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับว่าน้องสามจะเต็มใจติดตามเขาไปหรือไม่ การเดินทางขึ้นหรือลงเขาแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วยาม เส้นทางข้างบนนั้นก็ลดเลี้ยวเคี้ยวคดซ้ำยังแคบมาก…” แม่นางเหลียนพูดพลางก็นึกพิศวงในคำเสนอของนางเฉิน หยุนลี่เซียวนั้นขี้เกียจตัวเป็นขน โดยปกติแล้วใช้ให้ไปเกี่ยวข้าวยังหาทางบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอ แล้วเขาจะตามหยุนลี่เต๋อเดินทางผ่านเส้นทางทรหดขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างไร?
นางเฉินคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็เปลี่ยนตัวเป็นซานหลางไปแทน ข้าสามารถสั่งให้ซานหลางคอยติดตามลุงรองของเขาขึ้นไปล่าสัตว์ ไม่เพียงหาเงินจุนเจือครอบครัวแต่ยังได้เนื้อสัตว์มาประทังชีพ ซานหลางจะต้องเต็มใจเป็นแน่”
แม่นางเหลียนลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ นางรู้สึกว่าการสนทนากับนางเฉินเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่หนึ่งไร่ด้วยตัวคนเดียวเสียอีก ทว่านางไม่อาจแสดงออกว่าไม่สบอารมณ์ได้จึงพยายามอดทนต่อไป
“อาสะใภ้สาม” หยุนเชวี่ยหอบรวงข้าวมัดหนึ่งเดินเข้ามา นางเผยรอยยิ้มพร้อมกล่าว “อีกไม่นานพวกท่านก็จะติดตามท่านลุงใหญ่ไปอาศัยอยู่ในเมืองแล้วมิใช่รึ? เหตุใดจึงสนใจใคร่ทำงานหยาบ ๆ เยี่ยงวิถีชาวบ้านแถบชนบทอีกเล่า?”
“จริงด้วย!” นางเฉินตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ “นังหนู! ในที่สุดเจ้าก็พูดจาได้เข้าหูอายิ่งนัก! ข้าแต่งงานเข้าตระกูลหยุนมานานเกินสิบปี ไม่เคยแม้แต่จะได้มีช่วงชีวิตสุขสบายเลยสักวัน ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาแห่งความอิ่มเอมแล้ว!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!” หยุนเชวี่ยแสร้งคล้อยตามคำพูดเพ้อฝันของนางเฉินด้วยน้ำเสียงร่าเริง “อาสะใภ้สาม ท่านต้องทนทุกข์ทรมานกายใจมาเป็นเวลานานแล้ว ต่อไปก็ควรสวมเสื้อผ้าสะสวยใส่เครื่องประดับให้อู้ฟู่ ให้คนอื่นเห็นแล้วต้องริษยาตาร้อนกันไปข้าง!”
นางเฉินได้ยินคำกล่าวถูกอกถูกใจเช่นนั้นจึงบิดร่างกายไปมาอย่างนึกลำพอง “เชวี่ยเอ๋อ แท้จริงแล้วเจ้าก็เป็นคนจิตใจดีงามไม่น้อย เห็นว่าอาสะใภ้กำลังจะมีความเป็นอยู่ที่ดีก็รู้จักส่งเสริม”
ในที่สุดแม่นางเหลียนก็สามารถผ่อนลมหายใจยาวโดยไม่ต้องลักลอบทำอีกต่อไป ครั้นสบจังหวะจึงลุกเดินหนีไปอีกด้าน
“ท่านแม่ เชวี่ยเอ๋อ มื้อเที่ยงนี้ข้าอาสาเข้าครัวปรุงอาหารเอง” หยุนเยี่ยนวางงานในมือลงและตะโกนบอกพวกนางจากระยะไกล “กินอะไรกันดี? ซุปข้าวตุ๋นหรือซุปถั่วเขียว?”
หยุนเชวี่ยหันหน้าไปตามเสียง ยังไม่ทันตะโกนตอบ นางเฉินกลับเป็นฝ่ายตะโกนตอบหยุนเยี่ยนจนสุดเสียง “ซุปข้าวตุ๋นสิ! บ้านของเจ้าเคี่ยวจนหอมเสียยิ่งกว่าอะไร เวลาปรุงใส่น้ำให้น้อยลงหน่อยข้าวจะได้จับตัวเหนียวนุ่ม อย่าลืมเพิ่มอาหารผัดน้ำมันอีกสักสองชามล่ะ เมื่อเช้านี้ข้ากินไม่ค่อยอิ่มท้อง พี่สะใภ้ใหญ่แบ่งข้าวให้น้อยนิดเสียเหลือเกิน!”
หยุนเยี่ยนได้ยินแล้วถึงกับกล่าวคำใดไม่ออก หลายวันมานี้นางเฉินเดินเตร่มาลิ้มรสอาหารบ้านฝั่งปีกตะวันตกอยู่บ่อยครั้ง เวลาผ่านเข้าสู่ช่วงเที่ยงนางมักหยิบถ้วยจานเดินดุ่ม ๆ เข้ามาทั้งที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยเชิญ ไม่สำนึกเสียด้วยซ้ำว่าตนไม่ใช่คนในครอบครัวรอง หญิงสาวนางอื่นผ่ายผอมลงถึงสามชั่งเพราะอาหารการกินในช่วงนี้ไม่อุดมสมบูรณ์นัก มีเพียงนางเฉินที่ดูเจริญอาหารกว่าปกติ พินิจดูให้ดีจะเห็นว่าบริเวณคางของนางมีก้อนไขมันหนุนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น