ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 290 เก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้น
ตอนที่ 290 เก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้น
เมื่อผู้เฒ่าหยุนไม่สามารถมาทำงานที่ไร่นาได้ แม่นางจ้าวจึงสามารถประหยัดปริมาณข้าวได้มากขึ้นจำนวนหนึ่ง ครั้นถึงเวลามื้อเที่ยงจึงใช้ให้หยุนเซียงถือตะกร้าเสบียงซึ่งเป็นเพียงข้าวคลุกซอสถั่วเหลืองสีดำปี๋นำไปส่งให้คนงานในไร่
จ้าวต้าหู่รับตะกร้ามาและเปิดผ้าคลุมออก ครั้นเห็นอาหารที่อยู่ภายในก็ถึงขั้นนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ทว่าผู้ที่นำอาหารมาส่งเป็นเพียงเด็กหญิงขี้อาย เขาจึงไม่ได้พร่ำบ่นในสิ่งที่ตนเองสงสัย
“น้องชาย นายท่านตระกูลหยุนของเราก็เป็นเช่นนี้” จางซ่วนเดินตรงมาตบบ่าจ้าวต้าหู่พลางโคลงศีรษะ จากนั้นจึงกล่าวต่อเป็นเชิงขบขันอย่างช่วยไม่ได้ “จ้างเรามาทำงาน แต่ไม่เลี้ยงอาหารร่วมด้วยก็เป็นเช่นนี้ เฮ้อ… เขาเรียกว่าพอหอมปากหอมคอ”
“กินไม่อิ่มท้องแล้วจะมีเรี่ยวแรงทำงานได้อย่างไร?” จ้าวต้าหู่ขมวดคิ้วพลางหยิบขนมปังรังนกจืดชืดขึ้นกัดกิน “หากรู้เช่นนี้แต่แรก ข้าและพี่ชายคงไปทำงานให้กับตระกูลอื่น ใช่ว่างานจะขาดแคลนมากเสียเมื่อไรกัน!”
จางซ่วนเหลือบมองไปยังร่มเงาไม้ใหญ่ด้านข้าง เห็นนางเฉินกำลังถือถ้วยชามและตะเกียบตรงเข้ามาพร้อมร่วมวงมื้ออาหาร เขายกยิ้มพลางกล่าวเสริม “ต่างจากนายท่านที่จ้างงานเจ้าและพี่ชาย รายนั้นเลี้ยงโจ๊กและอาหารเคียงมื้อหนึ่งก็อิ่มยาวไปตลอดทั้งวัน”
“พวกเขาไม่ใช่คนในตระกูลเดียวกันหรอกหรือ?” จ้าวต้าหู่ไม่วายสงสัย “ชายฉกรรจ์ที่พาพวกเรามาทำงานที่นี่เมื่อเช้าเอ่ยเพียงว่าทำงานเก็บเกี่ยวช่วยเหลือครอบครัว แล้วเหตุใดสำรับจึงแตกต่างกัน?”
“พวกเขาเป็นคนร่วมตระกูลเดียวกัน ทว่าครอบครัวรองน่ะแยกบ้านออกมาอยู่เอง ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้อง หม้อข้าวคนละใบ ห้องครัวคนละห้อง” จางซ่วนหยิบตะเกียบขึ้นมาและบิขนมจิ้มซอสเล็กน้อย เขายิ้มเจื่อน “นี่ บางทีพวกเราอาจจะโชคร้ายแค่วันนี้ก็เป็นได้ อดทนเพียงไม่นานก็ข้ามเป็นอีกวันแล้ว”
ลมกระโชกแรงพัดโชยมาจากพื้นที่โล่งแจ้ง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยตามกระแสลมมาแตะจมูก จ้าวต้าหู่ซึ่งหิวโหยเป็นทุนเดิมอดยืนขึ้นและชะเง้อมองตามไม่ได้ด้วยความอยากเห็นอาหารการกินในวงล้อมนั้น ฉับพลันกลับเห็นว่าอู๋ต้าหวังกวักมือเรียกเขาพอดี
“พี่ชายทั้งสอง สะใภ้รองเรียกให้พวกท่านมากินมื้อเที่ยงร่วมกัน!”
สองพี่น้องและจางซ่วนที่กำลังแทะขนมจืดชืดจิ้มซอสชะงักงันไปครู่หนึ่ง ไม่นานสีหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยินดี “โอ้ พวกเราจะกล้ารบกวนมื้ออาหารเลิศรสของท่านได้อย่างไรกัน? แต่หน้าตาดูดีทีเดียว…”
“ที่นี่มีอาหารหลายอย่าง มีโจ๊กด้วยนะ ยิ่งคนเยอะยิ่งกินอร่อย มาเถิดอย่าได้เกรงใจ” อู๋ต้าหวังเป็นเด็กหนุ่มคิ้วเข้มตาโต ใบหน้าคล้ำแดด รอยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบทั้งจริงใจและใสซื่อ
หยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่ได้ยินเช่นนั้นจึงขยับไปด้านข้างให้นั่งชิดกันเพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรู้งาน หยุนเชวี่ยเห็นว่าพวกเขายังนิ่งจึงตะโกนเสริม “ก่อนท่านพ่อขึ้นเขาไปได้กำชับพวกเราให้เตรียมอาหารเผื่อพวกท่านแล้ว มีซุปข้าวตุ๋นและอาหารอีกเหลือเฟือ พี่ใหญ่ทั้งสองมาร่วมวงด้วยกันเถิด”
เจ้าของบ้านเชิญชวนซ้ำหลายหน หากปฏิเสธอีกครั้งคงนับเป็นการเสียมารยาท คิดได้ดังนั้นจ้าวต้าหู่และจางซ่วนที่ยังนึกเกรงใจอยู่บ้างจึงถือตะเกียบติดมือเดินเข้าไปสมทบ
บุรุษที่ทำงานโดยใช้แรงกายอย่างหนักมักกินอาหารในปริมาณมากกว่าคนทั่วไป พวกเขาเริ่มต้นจากการกินผักต้มสองสามชิ้นพลางปาดหยดเหงื่อออกจากใบหน้าไปด้วย ครั้นกินไปสักระยะจึงเริ่มพึงใจในรสชาติ ไม่มีสิ่งใดที่ผ่อนคลายมากไปกว่าการกินดื่มอีกแล้ว
ในวงมื้ออาหารมีเพียงนางเฉินเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกอิ่มหนำสำราญแต่อย่างใด นางไม่วายเอนกายไปกระซิบข้างหูแม่นางเหลียนเป็นเชิงบ่นว่าไม่ควรให้พวกเขากินตามใจชอบเช่นนี้ หากไม่มีพวกเขาแล้วนางยังสามารถเติมซุปข้าวตุ๋นได้อีกตั้งหนึ่งชาม
วันที่ค่อนข้างโกลาหลดำเนินต่อไปกระทั่งสิ้นสุดลงอีกหนึ่งวัน
หยุนลี่เต๋อกลับมาถึงบ้านขณะที่ดวงตะวันใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มที ในมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยซากไก่ป่าและซากกระต่ายที่มัดรวมกันไว้ ใบหน้าดำคล้ำเผยความยินดีปรีดากับผลงานการล่าสัตว์รวมถึงการเก็บเกี่ยวในวันนี้ เขาเรียกหาหยุนเชวี่ยทันที “เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามาดูนี่สิ”
หยุนเชวี่ยเห็นว่าในมือหยุนลี่เต๋อมีไก่ป่าตัวอ้วนที่ถูกรวบขาไว้ทว่ายังอุตส่าห์กระพือปีก ขนที่แทรกอยู่ตามหางของมันมีสีสันสดใสอย่างประหลาด มันทำตาเหลือกและโก่งคอส่งเสียงร้อง ‘กะต๊าก!’ ‘กะต๊าก!’ ออกมา
“อ๊า… มันยังมีชีวิตอยู่หรือนี่?!” หยุนเชวี่ยเอื้อมมือออกไปหมายสัมผัสเจ้าไก่ป่า ทว่ามันกลับพุ่งคอออกไปตรงหน้าอย่างดุร้ายประหนึ่งหยุนชิ่วเอ๋อเวลาเกิดโทสะ “ท่านพ่อ ท่านจับเป็นมันได้อย่างไรกัน?”
“อย่ายื่นมือแตะต้องมันเชียว เจ้าไก่ซื่อบื้อตัวนี้มีฤทธิ์ไม่น้อย ระวังมันจะจิกมือเจ้าทีเผลอ” หยุนลี่เต๋อใช่ฝ่ามือใหญ่เปลี่ยนมาจับปีกของมันแทน “พ่อไม่ได้จับเป็นไก่ป่าตัวนี้เองหรอก วันนี้พ่อเดินลึกเข้าไปในป่าหลังเขา พบน้องชายคนหนึ่งท่าทางยังหนุ่มแน่นใช้หน้าไม้ยิงจนตกลงมาโดยที่มันไม่ทันกระพือปีกด้วยซ้ำ ฝีมือของเขาค่อนข้างชำนาญ เจ้าดูปีกทั้งสองของมันสิ แม้แต่ขนสักเส้นยังไม่หลุดร่วง”
“น้องชายหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยนึกสงสัย “นอกจากท่านพ่อแล้วบนภูเขาหลังหมู่บ้านของเรายังมีผู้อื่นปีนขึ้นไปล่าสัตว์ด้วยรึ?” นางเอ่ยถามพลางมองตามตำแหน่งที่หยุนลี่เต๋อชี้ แน่นอนว่าบริเวณขาไก่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่
“หึหึ… ดูเจ้าถามซิ ภูเขาแห่งนั้นไม่ได้มีทางขึ้นไปเฉพาะจากในหมู่บ้านของเราเสียหน่อย หากพวกเราขึ้นไปได้ แน่นอนว่าผู้อื่นก็ย่อมขึ้นไปได้เช่นเดียวกัน” หยุนลี่เต๋อกวาดสายตามองจนพบเชือกป่านเส้นเล็ก ๆ อยู่บริเวณข้างกำแพง เขาดึงมันออกมาและทำการมัดปีกทั้งสองของไก่ป่ารวบไว้ เจ้าไก่ป่าจึงเลิกดิ้นและนิ่งไป
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ที่ข้าต้องการรู้คือเหตุใดเขาจึงแบ่งปันสัตว์ที่ล่ามาได้ให้กับท่านพ่อด้วยล่ะ?” หยุนเชวี่ยกลอกตา คิดมาถึงตรงนี้แล้วไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่า ‘น้องชาย’ ที่หยุนลี่เต๋อกล่าวถึงคือผู้ใด
ช่วงนี้นางมัวยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องในครอบครัวรวมถึงการค้าขาย หมอนี่ช่างมากความสามารถเสียจริง ไม่เพียงสรรหาอาหารมาประทังชีวิตด้วยตนเองได้ ทว่ายังใช้ชีวิตเที่ยวเล่นอย่างอิสระจนน่าอิจฉา ตอนนี้เห็นทีสืออีคงไม่ต่างจากชาวป่าหรือคนเถื่อนบนภูเขา
หยุนลี่เต๋อตักน้ำใส่อ่างไม้ จากนั้นจึงวักน้ำขึ้นล้างมือและใบหน้าจนสะอาด จากนั้นจึงเล่าเรื่องต่อไป “อ้อ น้องชายผู้นั้นยังรู้ดีอีกด้วยว่าสัตว์ป่าเหล่านี้สามารถนำไปขายได้ราคาไม่น้อย จึงฝากพ่อให้ช่วยนำมันไปขายในเมืองแทน”
หยุนเชวี่ยตบหน้าผากฉาดใหญ่ “ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรกับเขาไปบ้างเจ้าคะ? ตกลงราคากันอย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้พวกเราไปที่ภัตตาคารหลงชิง กระต่ายป่าไม่ว่าตัวเล็กหรือใหญ่ล้วนได้ราคาอยู่ที่ตัวละยี่สิบเหรียญ ไก่ป่าได้ราคาสิบห้าเหรียญ เมื่อวานเจ้าเพิ่งบอกพ่อว่าพวกเขาจะจ่ายให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นั่นเท่ากับว่ากระต่ายหนึ่งตัวราคาสี่สิบเหรียญ ส่วนไก่ป่ากลายเป็นตัวละสามสิบเหรียญ พ่อคำนวณถูกต้องหรือไม่?” หยุนลี่เต๋อไม่รู้อะไรจึงตอบตามตรงและเผยรอยยิ้มซื่อไปตามระเบียบ
“เอ่อ… ท่านพ่อ…” มุมปากของหยุนเชวี่ยพลันกระตุกขึ้นมา
“มีสิ่งใดผิดพลาดงั้นหรือ?”
“มะ… ไม่เลยเจ้าค่ะ! ข้าเพียงชื่นชมว่าเขาเป็นคนดีเสียจริง!”
ทันทีที่หยุนลี่เต๋อได้ยินว่าหยุนเชวี่ยรู้จักชมเชยคนแปลกหน้า จึงเผยรอยยิ้มกว้างขึ้นกว่าเก่า “เจ้าว่าเป็นเรื่องน่าสรรเสริญหรือไม่? ผู้ที่ขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา หากไม่ใช่คนในหมู่บ้านของเราก็คงเป็นคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นแน่ ยังหนุ่มแน่นแต่รู้จักหาเงิน อีกทั้งยังเลือกอาชีพที่ใช่ว่าจะทำกันโดยง่าย”
หยุนเชวี่ย…
หยุนลี่เต๋อคิดว่าการเป็นพ่อค้าของป่าไม่ใช่เรื่องง่าย เขายังต้องนำมันมาให้ภรรยาและลูก ๆ ช่วยกันถอนขนให้เกลี้ยงและทำความสะอาดให้หมดกลิ่นคาว อีกทั้งยังต้องพึ่งพาหยุนเชวี่ยให้เดินทางไกลกว่าสามสิบลี้เพื่อไปส่งสินค้าถึงในตัวเมือง กว่าจะได้เงินมาแต่ละเหรียญไม่ใช่เรื่องง่าย
หยุนเชวี่ยวางแผนจะไปพบสืออีเสียหน่อยเพื่อถามความสมัครใจว่าเขาต้องการตามหาครอบครัวหรือไม่ คาดไม่ถึงว่าเช้าวันรุ่งขึ้น อีกฝ่ายกลับมาดักรออยู่นอกทางเข้าหมู่บ้านราวรู้ล่วงหน้าว่านางต้องการพบเขา
หยุนเชวี่ยเดินผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่โดยแบกตะกร้าไว้บนหลัง ทันใดนั้นใบไม้กลับร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบนราวเกล็ดหิมะร่วงโรยโดยที่ไม่มีสายลมพัดโชยแม้แต่น้อย หยุนเชวี่ยหยุดเดินทันทีและเอ่ยขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย “อีกแล้วนะ รีบลงมาเร็วเข้า”
เสียงกิ่งก้านสาขาโยกเยกดังขึ้นจากเหนือศีรษะ คบไม้ใหญ่สั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนที่ร่างกำยำสูงเพรียวจะกระโดดลงมาจนสองเท้ากระทบพื้นเสียงดัง สืออียืนอยู่ตรงหน้าหยุนเชวี่ยอย่างมั่นคง
“ไม่ได้เจอหน้าเสียหลายวัน ดูเหมือนเจ้าตัวสูงขึ้นนะ” เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะหยุนเชวี่ยอย่างเบามือ หางตาโค้งขึ้นเล็กน้อยเพราะมีความสุข จากนั้นจึงขยับไปคว้าตะกร้าบนหลังนางมาสะพายไว้กับตัว ราวเป็นสิ่งที่ทำจนเคยชินโดยไม่ต้องร้องขอ
หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะหลบไม่ทันจึงได้แต่มองค้อนใส่ “ไม่ได้เจอหน้าเสียหลายวัน แต่เจ้ากลับมากความสามารถ ทั้งยังเรียนรู้ที่จะหาเงินเองได้แล้ว”
สืออีเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้ายังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ถึงกระนั้นกลับแสร้งเผยสีหน้าราวคับข้องใจเสียเต็มประดา “เรื่องนี้จะโทษข้าได้อย่างไร? ผู้ใดกันรับปากกับข้าว่าจะจ้างงานข้าในระยะยาว กลับกลายเป็นว่าอาหารมื้อเดียวยังไม่เคยได้ร่วมวง”
คราวนี้หยุนเชวี่ยเป็นฝ่ายชะงักงันไปเสียเอง
สืออีก้มศีรษะลงพลางหรี่ตาและกระตุกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน “หากหาเงินมาได้ ข้าจะมอบให้เจ้าทั้งหมด”
“มอบให้ด้วยเหตุใดกัน?”
“จ่ายคืนหนี้ที่ติดค้าง”
“แต่เจ้าติดค้างข้าเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ”
“ที่เหลือเพื่อตอบแทนบุญคุณ”
“ชีวิตของเจ้าไม่มีเป้าหมายอื่นเลยหรืออย่างไรกัน?”
สืออีฟังแล้วได้แต่เม้มริมฝีปาก เขาตอบคำถามนางในใจว่า ‘เก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้นอย่างไรล่ะ!’ ค่อย ๆ เก็บออมไปสักวันคงเพิ่มพูนขึ้นเอง