ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 291 งานหมั้นของหยุนเยี่ยน
ตอนที่ 291 งานหมั้นของหยุนเยี่ยน
สองวันถัดมา
หยุนลี่จงเก็บสัมภาระไว้พร้อมแล้ว พร้อมเดินทางสู่การสอบคัดเลือกบัณฑิตฤดูใบไม้ร่วงที่แม้แต่ตัวเขาก็จำไม่ได้ว่าสัญจรผ่านมาแล้วกี่หน
คืนก่อนออกเดินทาง แม่เฒ่าจูลงแรงเชือดแม่ไก่ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเพื่อนำเนื้อมาตุ๋นทำเป็นซุป นางใช้เวลาเคี่ยวนานพอสมควรเพื่อให้น้ำซุปหวานกลมกล่อมและเข้มข้นดี นอกจากหยุนลี่จงและผู้เฒ่าหยุนซึ่งนอนป่วยติดเตียงที่สามารถกินได้เพียงครึ่งชามแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดในบ้านได้ลิ้มรสมันอีก
หยุนลี่จงกินเนื้อไก่และซดน้ำซุปจนอิ่มเต็มกระเพาะ หลังยกถ้วยขึ้นซดน้ำเป็นหยดสุดท้ายเขาจึงชูนิ้วขึ้นสามนิ้วชี้ขึ้นฟ้า เป็นสัญลักษณ์เชิงสาบานตนว่าในครั้งนี้เขาจะไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังอีก การสอบจะต้องผ่านพ้นไปด้วยดีและนำไปสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูล
ถึงคราวออกเดินทาง ผู้เฒ่าหยุนปรารถนาจะตามไปส่งบุตรชายคนโต เขาให้คนช่วยพยุงกึ่งแบกร่างของตนไปจนถึงปากทางออกหมู่บ้านไป๋ซี ครั้นเห็นหยุนลี่จงค่อย ๆ เดินออกห่างไปก็อดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ชายชราพยายามโบกมือให้แผ่นหลังนั้น
หลังหยุนลี่จงเดินทางออกจากบ้านไป ไม่อาจรู้แน่ชัดว่าบรรยากาศที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่ หยุนเชวี่ยสังเกตว่าเขตบ้านตระกูลหยุนคล้ายปกคลุมไปด้วยความมืดหม่น มีเพียงความเงียบและหดหู่อย่างน่าประหลาด แม้แต่แม่เฒ่าจูและหยุนชิ่วเอ๋อเองก็ไม่ทำตัวขวางโลกอีกต่อไป ทุกคนไม่ต่างอะไรจากนักโทษที่รอคอยคำตัดสิน
ทว่าความรู้สึกเหล่านั้น สำหรับนางเฉินแล้วถือเป็นข้อยกเว้น นางเอาแต่พล่ามกรอกหูแม่นางเหลียนทุกวันตลอดเช้าจรดเย็นกว่าแปดร้อยครั้ง ‘คืนวันที่ยากลำบากใกล้สิ้นสุดแล้ว’ หรือไม่ก็ ‘เข้าเมืองเพื่อแสวงหาความสุข’ ถ้อยคำเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหูของแม่นางเหลียนจนแทบพอกกลายเป็นรังไหม
แม่นางจ้าว แม่เฒ่าจู รวมถึงหยุนชิ่วเอ๋อล้วนฝากความหวังสุดท้ายของชีวิตไว้ที่หยุนลี่จง ช่วงนี้พวกนางต่างหอบเครื่องสักการะธูปเทียนออกเดินทางไกลกว่าสิบลี้เพื่อเดินสายไหว้พระและบนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรจากเหล่าเทพเซียนให้ช่วยดลบันดาลให้หยุนลี่จงประสบความสำเร็จ
หยุนเชวี่ยนึกในใจ ชาติก่อนหน้านี้สมัยนางเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครอบครัวของนางยังไม่เคร่งเครียดจริงจังถึงเพียงนี้ กลับกันการที่สมาชิกตระกูลหยุนทำเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลให้หยุนลี่จงต้องแบกรับ
ไม่กี่วันต่อมา การเก็บเกี่ยวข้าวในท้องนาก็เกือบสมบูรณ์แล้ว ด้วยสภาพอากาศที่ค่อย ๆ เย็นลงทุกขณะ ทำให้การเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ฤดูใบไม้ร่วงอันร้อนระอุผ่านพ้นไปแล้ว ชาวบ้านซึ่งยุ่งอยู่กับการทำงานกลางแจ้งมากว่าครึ่งเดือนจึงว่างงานตั้งแต่ตอนนี้
หากผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวไปแล้วจึงเข้าสู่ฤดูทำนา ระหว่างนี้จึงเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่บรรยากาศค่อนข้างสดชื่น อากาศยังไม่หนาวจัด ผู้คนแต่ละครอบครัวจึงถือโอกาสนี้วุ่นวายกับอีกเรื่องหนึ่งคือการแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้าน
ครอบครัวตระกูลอู๋เดินทางมาเยือนบ้านตระกูลหยุนอย่างเป็นทางการเพื่อทำการหมั้นหมาย ทั้งยังนำสินสอดทองหมั้นมามอบให้พร้อมกัน มีทั้งหมูอวบอ้วนจำนวนหกตัว เป็นตัวผู้สามและตัวเมียสาม ผูกผ้าแพรสีแดงสดที่คอไว้อย่างสวยงาม ส่วนทรัพย์สินที่เหลือมีทั้งไก่ ปลา ผ้าเนื้อดี ขนมหวานเลิศรส รวมถึงเงินจำนวนหลายสิบตำลึง ส่วนพิธีแต่งงานมีกำหนดการชัดเจนว่าจะจัดขึ้นหลังผ่านช่วงเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ซึ่งตอนนั้นหยุนเยี่ยนจะมีอายุครบสิบหกปีพอดี
เมื่อว่างเว้นจากการทำงาน พิธีส่งของหมั้นในครั้งนี้จึงมีชาวบ้านตามมามุงดูเป็นจำนวนมาก ทุกคนต่างชื่นชมว่าตระกูลอู๋ช่างมั่งคั่งนัก ทั้งยังตั้งขบวนมาถึงบ้านว่าที่เจ้าสาวอย่างเปิดเผย บ้างก็นึกอิจฉาที่หยุนเยี่ยนมีวาสนาดี ยิ่งของหมั้นที่ได้มาจากบ้านฝั่งว่าที่เจ้าบ่าวมากเท่าใด ยิ่งแสดงความพึงใจของแม่สามีต่อลูกสะใภ้มากเท่านั้น
ท่านป้าอู๋เป็นสตรีนิสัยเรียบร้อย ทว่าฝีปากและวาจากลับฉะฉานตรงไปตรงมา นางหัวเราะคิกคักเมื่อมีผู้คนชื่นชมมากเข้า “หากจะบอกว่าเยี่ยนเอ๋อมีวาสนาดี เห็นทีผู้ที่มีวาสนาดีอาจเป็นข้าเสียมากกว่าที่ได้ลูกสะใภ้มากคุณธรรมเช่นนาง สองบ้านมีวาสนาต่อกันยิ่งสร้างเสริมให้รุ่งเรือง”
หยุนเยี่ยนซึ่งหลบอยู่ในห้องลอบหัวเราะก่อนรีบเม้มริมฝีปาก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ส่วนแม่นางเหลียนกลับยิ้มแฉ่งหน้าบานเสียยิ่งกว่า นางจับมือท่านป้าอู๋และพูดคุยกันอย่างถูกคอ
ภายในห้อง สามพี่น้องนั่งล้อมวงรอบโต๊ะ บนโต๊ะเต็มไปด้วยขนมหวาน ผลไม้แห้ง และลูกกวาดอีกจำนวนหนึ่ง หยุนเชวี่ยหยิบกินเรื่อย ๆ บางครั้งก็หยิบยัดใส่มือเสี่ยวอู่ ครั้นปากว่างจากการเคี้ยวแล้วจึงเอ่ยถาม “พี่สาว ตอนนี้ในใจท่านคิดอะไรอยู่หรือ? คงมีความสุขมากใช่หรือไม่?”
ใบหน้าหยุนเยี่ยนแดงก่ำยิ่งกว่าเก่า นางตอบด้วยเสียงแผ่วหวิวราวเสียงยุงฮัมเพลง “เรื่องทั้งหมดนี้ท่านพ่อและท่านแม่เป็นผู้จัดการ พวกท่านตัดสินใจมิใช่ข้า ข้าจะคิดเห็นเป็นอื่นอย่างไรได้? รออีกสองปีป่านนั้นเจ้าคงรู้เอง”
หยุนเชวี่ยได้รับความรู้มาจากเหอยาโถวแล้วว่า ‘สุดแล้วแต่ท่านพ่อและท่านแม่’ มีความนัยแฝงอย่างไร เมื่อได้ยินหยุนเยี่ยนกล่าวเช่นนี้อีกครั้งนางจึงอดหยอกล้ออีกฝ่ายไม่ได้ “พี่สาว ข้าจะเล่าบางเรื่องให้ท่านฟังสักหน่อย”
“เรื่องใดรึ?” หยุนเยี่ยนถามกลับ
“ข้าได้ยินวณิพกนักเล่าเรื่องในเมือง กล่าวถึงเรื่องราวของวีรบุรุษที่ช่วยเหลือสตรีงามอยู่เสมอ ชายคนหนึ่งช่วยชีวิตหญิงสาวคนหนึ่งไว้ หากหญิงสาวชอบพอในตัวชายหนุ่ม นางจะกล่าวกับเขาว่า ข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ไร้สมบัติตอบแทน มีเพียงกายและใจของข้าที่พร้อมอุทิศเพื่อท่านเท่านั้น…” หยุนเชวี่ยจงใจหยุดเล่าพลางหันไปขยิบตาให้หยุนเยี่ยนและเริ่มตั้งคำถาม “แต่หากหญิงสาวคนนี้ไม่ได้ชอบพอในตัวชายหนุ่ม ท่านลองเดาสิว่านางจะกล่าวกับเขาอย่างไร?”
หยุนเยี่ยนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเล่านี้ จะรู้ได้อย่างไร?”
“หากนางไม่ชอบพอในตัวบุรุษที่ช่วยชีวิตนาง นางจะสรรเสริญเขาว่าเป็นผู้มีจิตเมตตาเปี่ยมล้น ตัวนางติดค้างบุญคุณอันยิ่งใหญ่ หากชาติหน้ามีจริงขอให้ตนได้เกิดเป็นวัวเป็นม้าเพื่อทดแทน…” หยุนเชวี่ยพูดกลั้วหัวเราะ จากนั้นจึงขับขานบทเพลงด้วยทำนองไร้แบบแผนราวเป็นการปิดฉากการแสดงของอุปรากร
หยุนเยี่ยน…
เสี่ยวอู่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะคิกคัก กระทั่งเศษขนมชิ้นหนึ่งกระเด็นออกจากปากร่วงลงบนโต๊ะ
ส่วนหยุนเชวี่ยยังไม่หยุดหัวเราะ ทั้งยังตบโต๊ะเสียงดังราวเป็นเรื่องน่าขบขันเสียเต็มประดา “ฮ่า ๆๆๆ!”
“…” หยุนเยี่ยนยังคงนิ่งอึ้งด้วยความงุนงง นางเห็นน้องสาวน้องชายทั้งสองหัวเราะขบขันเสียงดังอยู่ครู่ใหญ่โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องราวดังกล่าวผิดแปลกตรงจุดใด หลังได้สติกลับคืนจึงยกมือตีแขนหยุนเชวี่ยแผ่วเบา “เจ้าแกล้งข้าอีกแล้ว เหตุใดจึงได้อารมณ์ดีนักนะ!”
“ฮ่า ๆๆ!”
พิธีหมั้นหมายของหยุนเยี่ยนเสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นเรื่องใหญ่ที่น่ายินดีของตระกูลหยุนในรอบหลายปี ผู้เฒ่าหยุนพลอยอาการดีขึ้นและเผยรอยยิ้มที่พบเห็นได้ยากยิ่ง เขาเรียกหยุนลี่เต๋อเข้าไปพบเพื่อพูดคุยอยู่พักใหญ่
หยุนเชวี่ยแอบฟังและพอจับใจความได้ว่า หยุนเยี่ยนถือเป็นรุ่นหลานคนแรกของตระกูลหยุนที่มีงานมงคล เพราะฉะนั้นจะต้องจัดการส่งตัวเจ้าสาวออกไปอย่างสมเกียรติ
ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อกลับไม่รู้สึกยินดีปรีดากับเรื่องมงคลของผู้อื่นแม้แต่น้อย นางเกือบหลุดปากเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นผู้เฒ่าหยุนมีความสุขดี จึงทำเพียงกลืนถ้อยคำเหล่านั้นลงคอและบ่นพึมพำกับตนเองอย่างฟังไม่ได้ศัพท์
รอคอยจนกระทั่งหยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยเดินออกไป แม่นางจ้าวจึงขยับเข้ามาใกล้เพื่อโอดครวญ “ตามหลักแล้วผู้ที่เป็นหลานคนแรกของตระกูลหยุนคือหยุนโม่ต่างหากไม่ใช่นาง หลานชายคนโตยังไม่ทันแต่งงาน น้องสาวกลับจะออกเรือนก่อนเสียแล้ว เป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรดี?”
หยุนโม่เป็นหลานชายคนแรกของผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจู ตอนนี้เขาอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์แล้ว สำหรับแถบชนบทถือเป็นช่วงวัยอันเหมาะสมแล้วที่จะตบแต่งภรรยาเข้าเรือน ทว่าดูเหมือนหยุนโม่จะไม่ใส่ใจเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย เขามีนิสัยเก็บตัว พูดน้อยกว่าทุกคนในบ้าน นอกจากเวลามื้ออาหารแล้วแทบไม่ก้าวออกมาจากห้อง คนในบ้านต่างคิดว่าเขาขยันหมั่นเพียรอ่านตำรา ทว่าทักษะหรือแม้แต่ไหวพริบกลับอยู่ในขั้นธรรมดาสามัญเทียบเท่าเด็กหนุ่มวัยเดียวกันที่อ่านออกเขียนได้ ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าหยุนโม่นั้นหลงใหลในด้านบนประพันธ์ประโลมโลกมากกว่าตำราวิชาการเสียอีก ถึงขั้นแต่งเรื่องราวไว้ในสมุดเล่มหนาและเก็บซ่อนเอาไว้ใต้เตียง
“เจ้าจะกล่าวโทษผู้ใดได้?” แม่เฒ่าจูชำเลืองมองแม่นางจ้าวด้วยหางตาแวบหนึ่ง “เบิกตาเพ่งมองความเป็นจริงเสียบ้าง ลูกชายเจ้าไม่คิดแต่งงานก็ไม่เคยบังคับ ตอนนี้เห็นผู้อื่นได้ดีกลับนึกร้อนรน ที่เป็นเช่นนี้ก็มิใช่เพราะแม่ไร้ความสามารถอย่างเจ้าหรอกรึ?!”
“ข้า… ที่ข้าไม่คิดบังคับก็เพื่ออนาคตของเขา” แม่นางจ้าวพยายามปลอบใจตนเอง “หยุนโม่รักการเรียนมาตั้งแต่ยังเล็ก หน้าตาหล่อเหลา มารยาทหรือก็ภูมิฐานเรียบร้อย จะให้แต่งงานกับหญิงสาวชาวบ้านไร้การศึกษาได้อย่างไร?”
ครั้นกล่าวถึงเรื่องนี้แม่นางจ้าวกลับนึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง ต้นปีที่ผ่านมานางสอบถามจากญาติผู้เป็นพี่สะใภ้ จึงรู้มาว่าบ้านตระกูลสวีที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน มีบุตรสาวคนที่สามอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหยุนโม่ที่ยังไม่ออกเรือน ฐานะทางการเงินของพวกเขาไม่มั่งคั่งแต่อย่างใด ทว่าด้วยความที่เป็นครอบครัวบัณฑิตเฉกเช่นเดียวกันจึงคิดให้เกี่ยวดองเป็นทองเนื้อเดียวกันเสีย
แม่นางจ้าวยิ้มยินดีเมื่อรู้เข้า จากนั้นจึงขอร้องให้พี่สะใภ้ของตนจัดการเป็นแม่สื่อเทียวไปเทียวมากับบ้านตระกูลสวี ทว่าเมื่อทางครอบครัวนั้นรู้เข้าว่าบ้านตระกูลหยุนเป็นเพียงครอบครัวบ้านนอกจึงไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองอีก เรื่องนี้ทำให้แม่นางจ้าวอับอายขายหน้ายิ่งนัก