ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 292 นายท่านสาม อย่ามัวโอ้อวดเลย
ตอนที่ 292 นายท่านสาม อย่ามัวโอ้อวดเลย
แม่นางจ้าวผูกใจเจ็บกับเหตุการณ์ดังกล่าวไม่รู้คลาย แม้กระนั้นก็ยังไม่วายต้องการให้หยุนโม่แต่งงานกับหญิงสาวที่ ‘สูงส่งและคู่ควร’ ไม่เปลี่ยนแปลง
ในสายตาของผู้เป็นแม่ ไม่ว่าอย่างไรบุตรชายย่อมดีเลิศไปเสียทุกสิ่ง รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ทั้งยังรู้จักเขียนอ่านตำรามาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อุปนิสัยอ่อนโยนเรียบร้อย แม้อายุยังน้อยทว่ากลับทุ่มเทเวลาไปกับการเล่าเรียนมากกว่าเที่ยวเตร่ ไม่ช้าก็เร็วก็ถึงคราวสอบเป็นบัณฑิตมีทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ ถึงเวลานั้นแล้วบรรดาหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาจะไม่อยู่ในสายตาแม่นางจ้าวอีกต่อไป
“ชาวนาย่อมคู่ควรกับพ่อค้าเนื้อจึงนับว่าเหมาะสม” แม่นางจ้าวมวยผมขึ้นก่อนกล่าวต่อไป “แท้จริงหยุนโม่ก็ใช่จะรีบร้อน รอต่อไปอีกหน่อย ไม่แน่ปีหน้าอาจได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลใหญ่ก็เป็นได้”
หยุนชิ่วเอ๋อแค่นเสียงฮึดฮัด ช่วงนี้นางรู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับสิ่งรอบกายเป็นพิเศษ พบเจอผู้ใดก็ไม่ชอบหน้า ฟังแม่นางจ้าวพูดพล่ามเรื่องการแต่งงานไม่หยุดปาก ตัวนางยิ่งเกิดความร้อนใจ ในที่สุดก็ข่มกลั้นไว้ไม่ไว้จนต้องพ่นไฟแห่งความริษยา
“อย่ามัวหมกมุ่นเรื่องการแต่งงานนักเลย หากคราวนี้พี่ใหญ่สอบราชการไม่ผ่านอีก เห็นทีครอบครัวเราคงต้องตระเวนขอข้าวผู้อื่นกินเสียแล้ว! ท่านว่างนักรึจึงมีเวลาเพ้อฝันคิดการใหญ่ อีกอย่างสตรีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเช่นท่านไม่เห็นจะทำสิ่งใดให้เป็นประโยชน์ นอกจากคอยล้างผลาญทรัพย์สินของตระกูลจนหมดเกลี้ยง…”
“เรื่องนี้เจ้าจะโทษข้าได้อย่างไร? ข้ามีเงินทองสำหรับใช้จ่ายเป็นของตัวเองเสียเมื่อไรกัน?” เมื่อแม่นางจ้าวถูกหาเรื่องอย่างไร้เหตุผลจึงแสร้งบีบน้ำตาด้วยความคับข้องใจ “เงินที่ใช้จ่ายไปก็เพื่อส่งเสริมท่านพี่ทั้งนั้น มิฉะนั้นเขาจะมีแรงกำลังใฝ่เรียนเพื่อนาคตของตระกูลรึ?”
“เชอะ ท่านอย่ามัวกล่าววาจาไร้สาระอยู่เลย เหตุใดไม่หัดส่องกระจกดูเงาของตนเสียบ้าง?” หยุนชิ่วเอ๋อเกียจคร้านเกินกว่าจะต่อปากต่อคำให้ยืดยาว “ผู้ใดจะรู้ว่าท่านลอบยักยอกเงินไปใช้ส่วนตัวตั้งเท่าใด”
“ข้ามีมโนธรรมมากพอ!” แม่นางจ้าวถูกกล่าวหาเช่นนั้นจึงผุดลุกขึ้นอย่างร้อนรน นางชี้นิ้วไปยังห้องฝั่งปีกตะวันออก “หากเจ้าไม่เชื่อก็จงเข้าไปค้นห้องของข้าเสีย! พลิกแผ่นดินหาได้เท่าที่เจ้าต้องการ! หากพบว่าข้ายักยอกทรัพย์สินของตระกูลดังที่เจ้ากล่าวหา ขอให้ฟ้าส่งอสนีบาตฟาดลงโทษข้าเสีย!”
“หากใคร่ทะเลาะวิวาทกันก็ออกไปจากห้องนี้ซะ!” ผู้เฒ่าหยุนใช้มือข้างที่พอมีแรงตบโต๊ะสองถึงสามครั้ง ขณะเปล่งเสียงตวาดออกจากลำคออย่างยากลำบาก หลังจากพักฟื้นร่างกายมาหลายวัน อาการเจ็บป่วยก็เริ่มดีขึ้นเล็กน้อย เขาสามารถพูดได้แล้ว ทั้งยังใช้มือข้างที่พอมีเรี่ยวแรงประคองตนเองให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียงได้
หยุนชิ่วเอ๋อเพียงกลอกตาและเงียบปากไปเสีย
นางไม่อยากอาศัยอยู่ในห้องนี้เลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่ผู้เฒ่าหยุนล้มป่วย เขาทำทุกกิจกรรมทั้งกินดื่มและขับถ่ายภายในห้องนี้ โดยมีแม่เฒ่าจูคอยปรนนิบัติโดยการยกกระโถนออกไปทิ้ง ทว่ากลิ่นเหม็นตลบยังคงคละคลุ้งไปทั่วห้องไม่จางหาย
ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อจะอยู่ไปที่ใดได้อีกหากไม่ใช่ในห้องนี้? จะออกไปเดินเที่ยวเล่นนอกเรือนชาวบ้านต่างก็เอาแต่ซุบซิบนินทา จะเดินข้ามเขตไปฝั่งปีกตะวันตกตนก็ไม่ชอบขี้หน้าสองพี่น้องทั้งหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด หากนางมีห้องส่วนตัวทุกอย่างคงดีกว่าที่เป็นอยู่มากนัก
ครั้นเห็นว่าแม่นางจ้าวและหยุนชิ่วเอ๋อนิ่งเงียบไป ผู้เฒ่าหยุนจึงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง มือผอมแห้งข้างหนึ่งเลื่อนไปจับขอบเตียงและพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แม่เฒ่าจูรีบหันไปพับผ้าห่มขึ้นวางซ้อนบริเวณหลัง
ขณะนั้นเอง มีเสียงตะโกนร้องเรียกดังขึ้นจากด้านนอกลานบ้าน “นายท่านตระกูลหยุน นายท่านซิ่วไฉ่ พวกท่านอยู่หรือไม่? พวกเรามาจากตระกูลกั๋ว มาเรียกเก็บที่ดินตามการนัดหมาย”
ใบหน้าของหญิงสาวต่างวันทั้งสามคนในห้องชั้นบนแปรเปลี่ยนเป็นชะงักงัน ผู้เฒ่าหยุนหลับตาลงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลืมตาขึ้นและหันไปสั่งอย่างช้า ๆ “สะใภ้ใหญ่ ไปเชิญพวกเขาขึ้นมาพบที่นี่เถอะ” คนที่ควรมาในที่สุดก็มาถึง
อันที่จริงนับตั้งแต่ทำการซื้อขายที่ดินและได้รับเงินมาหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว เรื่องทั้งหมดก็ควรจะสิ้นสุดลงในวันนั้น ทว่าคนของตระกูลกั๋วค่อนข้างละเอียดอ่อนกับเรื่องดังกล่าว และเข้าใจว่าบ้านตระกูลหยุนต้องประสบปัญหาเป็นแน่จึงทำการขายที่ดินผืนนั้น
ผู้ที่เดินทางมาเจรจาในครั้งนี้คือพ่อบ้านของตระกูลกั๋ว โดยนายท่านกั๋วฝากฝังให้เขาทำหน้าที่แทน เวลานั้นเขาตัดสินใจให้ตระกูลหยุนใช้ที่ดินเป็นหลักประกันเพื่อแลกกับการให้ยืมเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งยังเขียนสัญญาลงในแผ่นกระดาษและทำการประทับรอยนิ้วมือเป็นหลักฐาน ตกลงกันว่าหลังจากพ้นฤดูเก็บเกี่ยวแล้วให้นำเงินมาคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อแลกโฉนดที่ดินคืน
พ่อบ้านตระกูลกั๋วพาเด็กรับใช้มาด้วยสองคน พวกเขาเผยรอยยิ้มกว้าง ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามาจึงประสานมือคารวะ “โอ้ ท่านผู้เฒ่าล้มป่วยอย่างนั้นหรือ? พวกเรามารบกวนแล้ว!”
“พวกท่านอุตส่าห์ลำบากเดินทางมาถึงที่นี่ เห็นทีคงเป็นข้าเองที่รบกวนพวกท่าน” ผู้เฒ่าหยุนพูดพลางฝืนยิ้มแย้มต้อนรับ จากนั้นจึงยื่นมือที่ซูบผอมราวกิ่งไม้แห้งเพื่อเชื้อเชิญพร้อมกล่าว “เชิญนั่งก่อน”
พ่อบ้านทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในฐานะแขกและเจ้าบ้านอยู่ประมาณสองสามประโยคตามมารยาท จากนั้นจึงเข้าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา “ดูสิ ก่อนหน้านี้ท่านยืมเงินจากนายท่านของข้าไปหนึ่งร้อยตำลึง เวลานี้จะชดใช้คืนอย่างไร?”
“เฮ้อ…” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาวก่อนกล่าวตอบด้วยถ้อยคำคลุมเครือ “นายท่านกั๋วโอบอ้อมอารี มีเมตตาเปี่ยมล้น อุตส่าห์รอให้ครอบครัวของข้าได้ทำการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์จนเสร็จสิ้น เรื่องนี้ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก!”
แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวบ่งบอกถึงความหมายชัดเจน ว่าผู้พูดไม่มีปัญญาหาเงินมาชำระหนี้ สิ่งที่ทำได้คือการนำโฉนดที่ดินเป็นสิ่งชดเชยแทนกันเท่านั้น
พ่อบ้านเข้าใจนัยที่ผู้เฒ่าหยุนต้องการสื่อดีจึงพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก เขาหยิบแผ่นกระดาษออกมาจากอกเสื้อและวางไว้บนโต๊ะ
ผู้เฒ่าหยุนหันมองแม่เฒ่าจูเป็นเชิงสั่ง ใบหน้าของแม่เฒ่าจูดำคล้ำไม่น่ามองขณะเปิดลิ้นชักออกและหยิบโฉนดที่ดินออกมาจากโต๊ะข้างเตียงอย่างไม่เต็มใจ สองมือจับแผ่นกระดาษมูลค่าสูงนั้นไว้แน่น นางลูบคลำมันอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงส่งให้คนของตระกูลกั๋วอย่างอาลัยอาวรณ์
“ข้าขอรับไว้” พ่อบ้านตรวจสอบโฉนดและหลักฐานสัญญาว่าถูกต้องตรงกัน หลังมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาดจึงพับเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคารวะอีกครั้ง “ข้าจะเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดี พวกเราทั้งสองฝ่ายเจรจากันกระจ่างชัดแล้ว ผู้เฒ่าโปรดดูแลสุขภาพร่างกายด้วย”
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง จากนั้นจึงหันไปสั่งแม่นางจ้าวให้ตามลงไปส่งพวกเขาหน้าประตูเรือน แขกทั้งสามจากตระกูลกั๋วออกไปแล้ว ผู้เฒ่าหยุนก็ทรุดกายลงบนเตียงราวถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมด ริมฝีปากอ้าขยับพึมพำเสียงแผ่วหวิว “หมดสิ้นแล้ว หมดสิ้นอย่างแท้จริง ไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้ว…”
แม้ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าหยุนจะเตรียมใจรับชะตากรรมดังกล่าวตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจขายที่ดินยี่สิบไร่แลกกับเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึง แต่เมื่อโฉนดที่ดินทำกินสุดท้ายของตระกูลถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของผู้อื่นต่อหน้าต่อตา เขาก็อดไม่ได้ที่จะเสียดายและเสียใจอย่างยิ่ง
ขอบตาผู้เฒ่าหยุนพลันร้อนผ่าว นึกในใจว่าตนชราภาพลงทุกวัน ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
เสียงพึมพำของแม่เฒ่าจูและหยุนชิ่วเอ๋อแว่วมาให้ได้ยิน “มีเมตตาอย่างไรกัน?! หากมีน้ำใจเอื้อเฟื้อและร่ำรวยถึงเพียงนั้นจะยังสนใจที่นาไม่กี่สิบไร่ของเราอีกรึ?! ยิ่งกดขี่ชาวบ้านพวกมันยิ่งมั่งคั่ง ยิ่งเรายากจนลงพวกมันกลับกลายเป็นเศรษฐี! ถุย!” แม่เฒ่าจูหันหน้าไปด้านข้างพร้อมถ่มน้ำลายลงพื้น
“ต้องเป็นพวกน้องสาวน้องชายของเหอเยี่ยเอ๋อเป็นแน่! มันจงใจใส่ความให้พวกหมาบ้าตระกูลกั๋วหันมาสร้างปัญหาให้กับบ้านเรา! ก่อนหน้านี้ข้าด่าทอนังจิ้งจอกแพศยาไปสองสามประโยค มันได้ยินเข้าคงโกรธเกลียดข้าจึงหาทางกลั่นแกล้งกันเช่นนี้!” นังจิ้งจอกแพศยาในความหมายของหยุนชิ่วเอ๋อคือเหอเซียงเอ๋อ ยิ่งนึกถึงพี่น้องตระกูลเหอ หยุนชิ่วเอ๋อยิ่งขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น
…
ขณะนั้นเอง หยุนลี่เซียวผู้เกียจคร้านกำลังคุยโวอยู่กับกลุ่มชายเสเพลที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เล่าว่าพี่ใหญ่ของตนเดินทางไปสอบราชการแล้ว อีกไม่ถึงสิบวันจะเดินทางกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ถึงตอนนั้นตนจะกลายเป็น ‘นายท่านสาม’ อย่างแท้จริง
“หากสอบผ่านจะได้บรรจุเป็นขุนนางทันทีอย่างนั้นรึ?”
“สามารถสมัครสอบขุนนางได้ตั้งแต่อายุเท่าใดกัน?”
“หากเป็นขุนนางแล้วจะได้แต่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์เป็นภรรยาใช่หรือไม่?”
“เฮ้ นายท่านสาม ท่านรู้รายละเอียดเหล่านี้มาจากที่ใดกัน? เล่าให้พวกเราฟังอีกสิ!”
ชายฉกรรจ์หลายคนต่างส่งเสียงดังเอะอะ หยุนลี่เซียวเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ราวคนไร้กระดูกสันหลัง เขาประสานมือวางไว้ด้านหลังศีรษะก่อนพูดพล่ามต่อไปด้วยสีหน้าจริงจัง ราวเรื่องที่เล่าเป็นความจริงทั้งหมด “สอบผ่านแล้ว อย่างต่ำก็ได้เป็นถึงนายอำเภอ และที่ทำงานของนายอำเภออยู่ในที่ว่าการมณฑลอย่างไรล่ะ! มีเกียรติสูงส่งถึงเพียงนี้ย่อมต้องมีจวนหลังงามเป็นของตนเอง จวนหลังใหญ่มีสาวรับใช้มากมายนับไม่ถ้วน ถึงเวลานั้นเจ้าเพียงสอดส่ายสายตาหาคนที่พึงใจก็ไม่มีผู้ใดขัดขืนได้ทั้งนั้น ฮ่า ๆ!”
หยุนลี่เซียวหัวเราะลั่นพร้อมยกคิ้วสลับข้าง เขาลำพองใจราวตอนนี้ตนอยู่ในจวนหลังใหญ่ดังที่ตนโอ้อวด จินตนาการถึงภาพอนาคตที่ตนมีสาวรับใช้รายล้อมอยู่แนบกายไม่ห่าง ทันใดนั้นชายร่างกำยำคนหนึ่งหาบถังน้ำเดินผ่านมาพลันตะโกนใส่หยุนลี่เซียว “นายท่านสาม อย่ามัวคุยโวโอ้อวดอยู่เลย รีบไปดูที่นาของตระกูลหยุนก่อนเถิด ครู่นี้ข้าเห็นชาวบ้านหน้าตาไม่คุ้นเคยหลายคนทยอยแบกจอบเสียมเดินเข้าไปในผืนนา ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่!”