ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 293 เอะอะโวยวาย
ตอนที่ 293 เอะอะโวยวาย
หยุนลี่เซียวไม่แยแส “บุกรุกที่ดินของตระกูลข้าแล้วอย่างไร? พวกเขาขุดย้ายไปเป็นของตนได้หรือ?”
คนรอบข้างได้ยินเช่นนั้นก็พลอยหัวเราะขบขันตามไปด้วย จากนั้นหยุนลี่เซียวจึงพูดพล่ามต่อไปอีกสักระยะ กระทั่งนางเฉินวิ่งตรงมาหาเขาจนไขมันบนร่างกายสั่นกระเพื่อมตามจังหวะ นางแหกปากร้องตะโกนดังลั่น “พี่สาม! แย่แล้ว! แย่แล้ว!”
หยุนลี่เซียวเหลียวไปมองตามเสียง ครั้นเห็นภรรยาของตนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยรูปลักษณ์อันน่าสมเพชก็อับอายขายหน้าต่อเพื่อนฝูงยิ่ง เพื่อแสดงออกให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานะที่ตนเป็นใหญ่ในครอบครัว เขาจึงกอบกู้เศษหน้าโดยการตะโกนด่ากลับด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “เจ้าแหกปากร้องหาพระแสงอะไร! นี่มันกี่โมงยามแล้ว ยังมัวเดินเตร่นอกบ้านอยู่อีก ไสหัวกลับไปเตรียมอาหารให้ข้าได้แล้ว! ตลอดทั้งวันหากยังไม่รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์ ข้าจะหย่ากับเจ้าเสีย!”
นางเฉินคุ้นเคยกับประโยค ‘ข้าจะหย่ากับเจ้า’ เป็นอย่างดี ได้ยินบ่อยครั้งเข้านางก็ทำหูทวนลมเพิกเฉยไปเสีย นางไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้าทั้งยังร้องตะโกนต่อไป “แย่แล้ว! พี่สาม! เจ้ารีบกลับไปดูเร็วเข้า! ครู่นี้มีคนมากมายแห่แหนกันเข้ามาในทุ่งนาของเรา…”
“เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว! เจ้าจะตื่นตระหนกไปไย?!”
“คนพวกนั้นบอกว่าท่านพ่อขายที่ดินผืนนั้นให้นายท่านของเขาไปแล้ว! นับตั้งแต่ตอนนี้ ที่นาเหล่านั้นจะไม่ใช่สมบัติของตระกูลเราอีกต่อไป!”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!?” หยุนลี่เซียวรีบผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างจนใหญ่ยิ่งกว่าตาวัว “ตาเฒ่านั่นขายที่ดินให้ใคร?! ตั้งแต่เมื่อไรแล้ว?! เหตุใดข้าจึงไม่รู้มาก่อน?!”
“ข้าเองก็ไม่รู้! ได้ยินคนงานเหล่านั้นบอกว่าตนเองทำงานให้กับตระกูลกั๋วแห่งหมู่บ้านต้นบัณฑิต…”
นางเฉินยังไม่ทันกล่าวจนจบประโยค หยุนลี่เซียวก็สาวเท้ายาว ๆ วิ่งออกไปเสียแล้ว ความโกรธแผ่ซ่านขึ้นจากทรวงอกลามขึ้นไปยังศีรษะจนร้อนผ่าว เขากัดฟันแน่นพลางแค่นเสียงสบถด่า “ตาเฒ่าหยุน! เจ้าทั้งรักทั้งลำเอียงแต่พี่ใหญ่มาตลอด! ครั้งนี้ยังแอบขายที่ดินลับหลังข้า! ขายไปไม่ว่า แต่เงินเล่า!? เงินหายไปที่ใดเสีย? เขาต้องแบ่งให้พี่ใหญ่แค่คนเดียวเป็นแน่!”
ยิ่งหยุนลี่เซียวคิดเรื่องนี้มากเพียงใด โทสะในจิตใจก็ยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น เขาวิ่งตรงไปยังทุ่งนาก่อนอื่น พบว่ากลางทุ่งมีชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาประมาณเจ็ดถึงแปดคน ทั้งยังมีวัวสามตัวเทียมคันไถกำลังไถพรวนปรับหน้าดิน กระสอบบรรจุปุ๋ยหมักหลายกระสอบวางเรียงอยู่ด้านข้าง พวกเขากำลังเพาะปลูกอย่างขะมักเขม้น
“พวกเจ้าเป็นคนของตระกูลกั๋วอย่างนั้นรึ?!” หยุนลี่เซียวปรี่เข้าไปคว้าคอเสื้อคนงานคนหนึ่งพร้อมตะคอกถาม
ชายคนนั้นเห็นท่าทางหยาบคายของหยุนลี่เซียวก็ตะลึงนิ่งไปชั่วครู่ ได้สติแล้วจึงพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว นายท่านของข้าเพิ่งตามไปยึดโฉนดที่ดินมาได้ จากนั้นจึงสั่งให้พวกข้าเข้ามาจัดการปรับหน้าดินให้เรียบร้อย ไถนาใส่ปุ๋ยไว้ก่อนเพื่อที่ปีหน้าพืชผลจะได้เจริญงอกงามดี”
หยุนลี่เซียวนิ่งเงียบ ดวงตาแข็งกร้าวทั้งยังปูดโปนแทบหลุดออกจากเบ้า ทว่าแม้มีนิสัยเป็นนักเลงอันธพาลอย่างไร เขากล้ารังแกเฉพาะกับผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น กับผู้ที่มีกำลังทัดเทียมกันเขาไม่กล้าก่อเรื่องด้วยแต่อย่างใด ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายมีจำนวนคนมากกว่าจึงกลืนคำด่าลงคอ พยายามข่มกลั้นโทสะขณะเอ่ยถาม “เจ้าของที่ดินผืนนี้ขายมันให้กับนายท่านกั๋วของพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
“ข้าเองก็ไม่รู้ เป็นเรื่องส่วนตัวของนายท่าน พวกเราเป็นเพียงคนงานจึงไม่มีสิ่งใดต้องยุ่งเกี่ยว” ชายร่างสูงจ้องมองหยุนลี่เซียว “เจ้าเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้งั้นรึ? ที่นี่ไม่ใช่ของเจ้าอีกแล้ว กลับไปถามคนในครอบครัวเสียให้ชัดเจนก่อนดีหรือไม่?”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าหยุนลี่เซียวกระตุกแรงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เขารีบหันหลังกลับหมายมุ่งตรงกลับบ้านทันที นางเฉินเห็นแล้วจึงพาร่างกายอวบอ้วนของจนวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังสามีไป “นี่! พี่สาม อย่าเดินเร็วนักสิ รอข้าด้วย!”
“เจ้าอยู่บ้านตลอดทั้งวัน ไม่รู้เลยเชียวรึว่าตาแก่นั่นลอบขายที่ดินลับหลังข้า!?” หยุนลี่เซียวตวาดด่านางเฉินด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
นางเฉินเกิดน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาที่ถูกตำหนิ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ต้องเป็นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่สองคนนั้นแน่ที่เกลี้ยกล่อมให้ท่านพ่อยอมใจอ่อน เจ้าและเขาต่างก็เป็นลูกชายแท้ ๆ เหตุใดเขาจึงลำเอียงช่วยเหลือแต่พี่ใหญ่กันนะ? ไม่หลงเหลือมรดกไว้ให้แม้แต่ชิ้นเดียว…”
“นังหญิงชั้นต่ำไร้ประโยชน์!”
นางเฉินปิดปากเงียบทันที
หลังเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้น เหลียนซื่อจึงมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจสักระยะ นางครุ่นคิดอย่างเบิกบานใจว่าจะจัดการตัดเย็บผ้าเนื้อดีที่ได้รับเป็นของหมั้นจากตระกูลอู๋เพื่อทำเป็นชุดใหม่ให้บรรดาลูกสาวของตนอย่างไรดี หยุนเชวี่ยนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ฝันว่าผักดองที่หมักทิ้งไว้หลายไหทยอยบรรจุใส่ห่อและนำเข้าไปขายในเมือง หนำซ้ำยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เหรียญสีทองเหลืองเป็นกองพะเนินวางอยู่ตรงหน้า นางพยายามนับแต่นับอย่างไรก็ไม่จบสิ้นเสียที ขณะที่กำลังร้อนใจอยู่นั้นเสียง “เคร้ง!” พลันดังขึ้นขัดจังหวะ จนกองเงินในความฝันของหยุนเชวี่ยพังทลายลง
แม่นางเหลียนเอ่ยถามเสียงแผ่ว “เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เสียงเก้าอี้ล้มโครมครามกระแทกพื้น ตามด้วยเสียงถีบกระทืบประตูให้เปิดออก หยุนเชวี่ยซึ่งเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นจากการนับเงินในความฝันตกใจเสียงอึกทึกจากด้านนอก นางอดขุ่นเคืองไม่ได้ที่เสียงนั้นทำลายความฝันชั้นดีของตนจึงลุกขึ้นนั่งและตะโกนออกไปนอกหน้าต่าง “หยุดเอะอะเสียที!”
“ชู่ว!” หยุนเยี่ยนรีบปีนขึ้นเตียงและจับตัวหยุนเชวี่ยที่รักการนอนยิ่งสิ่งใดจนอาละวาดไม่รู้ความ “อย่าตะโกนเชียว! นั่นฝีมืออาสาม”
“อาสามเสียสติอะไรขึ้นมาอีกล่ะ?” หยุนเชวี่ยรู้เช่นนั้นยิ่งโมโหมากกว่าเก่าเสียอีก เสียงทำลายข้าวของภายนอกยังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงนางจึงร้องโวยวายอีกครั้ง “ท่านพี่ปล่อยข้า! ข้าจะออกไปดูว่าเขาไปกินรังแตนจากที่ใดมา เหตุใดจึงมีฤทธิ์มากนัก!”
“พอเถอะ เหตุใดเจ้าจึงโกรธมากถึงเพียงนี้เล่า?” หยุนเยี่ยนรีบใช้มือปิดปากหยุนเชวี่ยด้วยความหวาดกลัว “ท่านพ่อของเราไม่อยู่บ้าน ฉะนั้นเจ้าอย่ายั่วโทสะอาสามเลย ลืมแล้วหรือว่าคราวก่อนเขาวิ่งไล่กวดเจ้าอย่างไรบ้าง? เจ้าความจำสั้นหรอกรึ?”
“อื้อ… อื้อ…” หยุนเชวี่ยขยับดิ้นไปมาโดยแรงจนปากเป็นอิสระจากฝ่ามือของหยุนเยี่ยน ได้ทีจึงแค่นเสียงเหยียดหยัน “หากเขากล้าทุบตีข้าอีกครั้ง ท่านพ่อประกาศไว้แล้ว หากเขากล้าแตะต้องร่างกายข้าแม้เพียงปลายเล็บจะตัดพี่ตัดน้องเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”
หยุนลี่เต๋อประกาศกร้าวเช่นนั้นจริง จากวันนั้นมาหยุนลี่เซียวก็สงบคำและอยู่อย่างเป็นร่องเป็นรอยมากขึ้น เขาได้แต่ข่มขู่ว่าถ้าจับนางได้เมื่อไรจะแขวนร่างไว้บนขื่อและหักขาออกเสีย
เสียงด้านนอกดังมากจนกลบเสียงร้องโวยวายของหยุนเชวี่ยไปเสียสิ้น หลังจากนั้นจึงมีเสียง “ปัง!” ดังออกมาจากห้องชั้นบน คล้ายมีของบางอย่างถูกโยนทิ้งจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง
คำถามที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจพ่นออกมาจากปากของหยุนลี่เซียว น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเพราะแรงโทสะ “นี่มันเรื่องอะไรกัน!? รวมหัวกันทำเรื่องใหญ่ลับหลังเช่นนี้ เห็นข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร?! ท่านพ่อ! ท่านขายที่ดินไปด้วยเหตุใดกัน? แล้วเงินที่ได้มาหายไปไหนหมด?! ท่านนำออกมาให้ข้าดูสิ! ไม่มีใช่หรือไม่? เหอะ ท่านมอบให้พี่ใหญ่ทั้งหมดก็บอกมาตามตรง!”
“เพล้ง!”
“เงินล่ะ? เก็บซ่อนเงินไว้ที่ใดกันแน่?! ฮึ่ม! พวกท่านต่างก็รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไรแต่ก็ยังคิดปิดบังข้า! ข้าผิดอะไร?! กลัวว่าข้าจะล้างผลาญทรัพย์สินของตระกูลงั้นรึ? แล้วท่านจะให้กำเนิดลูกหลายคนด้วยเหตุใดหากท้ายที่สุดก็ลำเอียงรักพี่ใหญ่เพียงคนเดียว! ท่านยังเห็นข้าเป็นลูกอยู่หรือไม่?!”
ทันใดนั้นแม่เฒ่าจูจึงทนฟังต่อไปไม่ได้ ตวาดด่าทอเขาทันที “เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน!”
“สัตว์เดรัจฉานอย่างนั้นรึ?! หากข้าเป็นเช่นนั้นจริงจงตอบมาว่าเหตุใดท่านจึงคลอดข้าออกมาได้!? และเหตุใดสิ่งดีงามทั้งหลายจึงหล่นทับหัวพี่ใหญ่เพียงคนเดียว!? เพราะอะไรกัน!?” เสียงตะคอกของหยุนลี่เซียวดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
แม่นางเหลียนเดินออกจากบ้านปีกตะวันตกไปชะเง้อมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างลานบ้าน ยังไม่ทันก้าวขึ้นไป ถ้วยกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งกลับลอยออกมาจากหน้าต่างและตกแตกกระแทกพื้นจนเกือบบาดเข้าที่เท้า นางรีบก้าวถอยหลังทันที ไม่กล้าขึ้นไปช่วยเกลี้ยกล่อมแต่อย่างใด
“โอ้ เหตุใดชีวิตข้าจึงได้รันทดอดสูถึงเพียงนี้!? มีฐานะเป็นสะใภ้ของตระกูลหยุนเฉกเช่นเดียวกัน ทว่าสะใภ้ใหญ่กลับได้กินแต่อาหารชั้นดี แต่งกายสวยงามสะอาดสะอ้าน ทั้งยังถือครองมรดกก้อนสุดท้ายที่พวกท่านหลงเหลืออยู่ไว้แต่เพียงผู้เดียว! ข้าทำงานบ้านเหนื่อยหนักอย่างสุดแสน ทุ่มเทแรงกายเยี่ยงวัวและม้า ปรนนิบัติรับใช้ตระกูลหยุนแทบทุกอย่างแต่กลับไร้คนมองเห็นความดี…”
แม่นางเหลียนคิดเข้าไปปลอบประโลมนางเฉิน ทว่านางรู้ตัวดีว่าตนไม่มีอำนาจพอจะโน้มน้าวใจใครให้หยุดการกระทำเหล่านั้น จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี นางเฉินวิ่งออกมาจากบ้านทั้งที่น้ำตานองหน้า ครั้นเห็นแม่นางเหลียนจึงพุ่งตัวเข้าไปหาก่อนทรุดกายลงนั่งกับพื้นพลางกอดขาอีกฝ่ายไว้แน่น ปากก็ร้องคร่ำครวญไม่หยุดหย่อน “พี่สะใภ้รอง ดูสภาพข้าในตอนนี้สิ! โปรดบอกทีว่าสิ่งที่ข้าเป็นอยู่ยุติธรรมดีแล้วหรือ? ท่านเห็นหรือไม่ว่าชีวิตของข้าทุกข์ลำบากเพียงใด! พี่สะใภ้รอง ท่านพูดออกมาตามจริงสิ!”