ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 295 เปลวเพลิงลุกโชนในห้องฝั่งตะวันออก
ตอนที่ 295 เปลวเพลิงลุกโชนในห้องฝั่งตะวันออก
น้ำในอ่างล้างหน้าสามารถดับไฟบนชั้นวางหนังสือได้มากกว่าครึ่ง ทว่ากองเพลิงขนาดเล็กยังคงเผาไหม้ที่มุมหนึ่งของผ้าปูที่นอนก่อนลุกลามเผาไหม้ฟูกและผ้าห่มผืนบางจนหมดสิ้นภายในชั่วพริบตา
“ให้ตายสิ! เจ้าฆาตกรเผาบ้าน!” แม่เฒ่าจูคำราม
ใบหน้าของแม่นางจ้าวซีดเผือดขณะกระทืบเท้าพร้อมตะโกนเสียงดัง “มัวแต่ยืนอึ้งเพื่ออะไร! ช่วยกันดับไฟสิ!”
หยุนเยี่ยนถืออ่างว่างเปล่าพร้อมเผยสีหน้าตื่นตระหนก “ไม่มีน้ำแล้วเจ้าค่ะ! โอ่งทั้งสองใบไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย!”
“เช่นนั้นก็ไปตักน้ำสิ! ไปขอน้ำที่บ้านของคนอื่นมา!”
แม่นางเหลียนและหยุนเยี่ยนตั้งสติก่อนวิ่งถือถังน้ำออกไปข้างนอกบ้าน หยุนลี่เซียวและหยุนโม่ที่เป็นชายฉกรรจ์ยังคงตะลึงงันกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม่เฒ่าจูยังคงก่นด่าต่อไปขณะที่เปลวเพลิงลุกลามทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง ขณะที่แม่นางเฉินนั่งนิ่งอยู่บนพื้นราวกับพระพุทธรูป เวลานี้มีเพียงหยุนชิ่วเอ๋อที่พอเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง นางวิ่งออกจากบ้านและตะโกนขอความช่วยเหลือทันที
หยุนเชวี่ยมองดูคนไร้ประโยชน์เหล่านั้นอย่างเอือมระอา ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่สามารถพึ่งพาผู้ใดได้เลยทั้งหัวหงอกและหัวดำ
“มัวแต่ยืนทำอะไรเล่า? จะรอจนไฟเผาบ้านจนมอดไหม้ก่อนหรือ” หยุนเชวี่ยหยิบพลั่วข้างกำแพงก่อนตะโกนเสียงดังอยู่ข้างสวนผัก “หยุนโม่ มานี่”
หยุนโม่เผยท่าทีงุนงง
หยุนเชวี่ยถือพลั่วที่สูงกว่าตนประมาณครึ่งศีรษะและลงมือตักดินใส่ในถังโดยไม่กล่าวคำใด จากนั้นยกถังอันหนักอึ้งเข้าไปในห้องฝั่งตะวันออกและโรยลงบนฟูกที่ถูกเผาไหม้
เปลวไฟที่ลุกโชนดับลงทันที เมื่อเห็นดังนั้นหยุนโม่จึงเข้าใจจุดประสงค์ของหยุนเชวี่ย เขาจึงตักดินและรีบยกเข้าไปดับไฟในห้องทันที
“ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านยังยืนเฉยอยู่ล่ะเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นแม่นางจ้าวยืนนิ่งหลังจากที่ตนวิ่งถือตะกร้าเข้าออกห้องฝั่งตะวันออกประมาณสามรอบ
แม่นางจ้าวตื่นตระหนกจนไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร
“ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้สาม มาช่วยกันเถิด! ไฟลามไปอีกห้องแล้ว!” ร่างกายของหยุนโม่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยออกแรงมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน ดังนั้นขาทั้งสองจึงอ่อนล้าหลังจากวิ่งไปมาเพียงไม่กี่รอบ
“อะ อืม” แม่นางจ้าวตื่นจากภวังค์ นางไม่เคยลงมือทำเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเองจึงหันไปตะโกนสั่งแม่นางเฉิน “น้องสะใภ้สาม รีบไปช่วยดับไฟสิ! เหตุใดเจ้าถึงโง่เช่นนี้? ต้องมีคนตายในกองเพลิงก่อนหรือ!”
เหล่าคนไร้ประโยชน์รีบตักดินจากสวนผักใส่ลงในตะกร้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไฟไหม้สิ่งของภายในห้องจนกลายเป็นเถ้าถ่าน หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งแม่นางเหลียนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันก็ถือถังน้ำและหม้อใส่น้ำมาช่วยดับไฟ
ความจริงแล้วไฟที่ลุกไหม้นั้นไม่ได้โหมกระพือแผดเผาทุกอย่างจนวอดวาย ทว่าเป็นเพราะน้ำมันที่หยุนลี่เซียวราดลงบนพื้นทำให้เพลิงนั้นน่ากลัวกว่าความเป็นจริง ซึ่งในขณะนั้นผู้คนที่อยู่ภายนอกบ้านต่างตกตะลึงจึงทำให้ดับไฟไม่ทัน ส่วนแม่นางจ้าวตื่นตระหนกจนขาดสติและเปิดประตูออกมาทำให้ลมพัดเปลวเพลิงเข้าไปในห้อง
ประตูของห้องฝั่งตะวันออกครึ่งหนึ่งถูกเผาจนกลายเป็นตอตะโก ชั้นวางหนังสือและหนังสือเสียหายทั้งหมด ผ้าปูเตียงและผ้าห่มเสียหายครึ่งหนึ่งและส่วนที่เหลือถูกปกคลุมไปด้วยขี้เถ้า
“หยุนโม่ เข้าไปดูหน่อยสิ อย่าให้เกิดประกายไฟขึ้นมาอีกล่ะ” แม่นางเหลียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ชาวบ้านที่มาช่วยดับไฟยืนเบียดเสียดอยู่ในลานบ้านต่างชะเง้อคอมองเข้าไปในห้องที่ถูกเผาไหม้ก่อนถอนหายใจพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น ตอนนี้กลางวันแสก ๆ พวกเขาคงไม่จุดตะเกียงทิ้งไว้หรอก เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เส้นผมของแม่นางจ้าวยุ่งเหยิง เสื้อผ้ามีเต็มไปด้วยคราบสกปรก นางทิ้งพลั่วในมือและนั่งลงข้างสวนผักพลางใช้สองมือปิดใบหน้าก่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านแม่” หยุนโม่ยื่นมือไปประคองมารดา “ไม่เป็นไรนะขอรับ ไม่เป็นไร ไฟดับหมดแล้ว อีกทั้งห้องของเราไม่ได้เสียหายมากมาย ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย…”
“ฮือ ๆ ๆ…” แม่นางจ้าวฟุบหน้าลงกับฝ่ามือพร้อมร้องไห้ครวญครางด้วยความเศร้าเสียใจ “รังแกกันเกินไปแล้ว รู้ว่าสามีของข้าไม่อยู่บ้านก็ทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้เลยหรือ เจ้าสามโหดเหี้ยมเกินคน ฮือ ๆ ๆ”
“ท่านแม่หยุดร้องไห้ได้แล้ว ไปนั่งพักที่ห้องของข้าก่อนเถิด คนมากมายกำลังจ้องมองท่านอยู่” หยุนโม่ไม่ค่อยสบายใจนัก เนื่องจากเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสืออยู่แต่ภายในห้องจึงไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากเท่าที่ควร ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนสาธารณชนจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย
แม่นางจ้าวร่ำไห้อย่างหนักหน่วงจนน้ำมูกน้ำตาไหลเปื้อนใบหน้าจนไม่เหลือความสง่างามของภรรยาบัณฑิตแม้แต่น้อย อีกทั้งนางยังมีสภาพที่น่าสมเพชราวกับร่างไร้วิญญาณอีกด้วย ขณะนี้แม่นางจ้าวเอนตัวพิงหยุนโม่และปล่อยให้ลูกชายพยุงเข้าไปในห้องนอนของเขา
หยุนลี่เซียวหยุดโวยวายและยืนกอดอกมองดูผลงานของตนอยู่ไม่ไกล ส่วนแม่นางเหลียนกำลังกล่าวขอบคุณชาวบ้านที่ช่วยกันหิ้วถังน้ำมาดับไฟด้วยความกระตือรือร้นก่อนเดินไปส่งพวกเขาที่ประตูบ้านอย่างสุภาพ
“ข้าขออภัยที่ต้องรบกวนพวกท่าน เราค่อยเก็บกวาดห้องที่ถูกไหม้กันอย่างช้า ๆ เถิด…”
หญิงสาวหลายคนยังไม่คลายความสงสัยจึงเอ่ยถามคำถามเหล่านี้ “เหตุใดไฟจึงลุกไหม้เล่า?” “ภรรยาบัณฑิตร้องไห้เพราะอะไร?” “อ้อ จริงสิ ข้าเพิ่งสังเกตว่ามีคนอื่นมาทำนาในที่ดินของเจ้า”
แม่นางเหลียนไม่ใช่คนพูดมากและไม่ชอบนินทาผู้อื่น ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงยืนนิ่งเงียบด้วยความกระอักกระอ่วน ทันใดนั้นเสียงหนึ่งซึ่งคล้ายกับมีของบางอย่างตกลงจากที่สูงพลันดังออกมาจากห้องชั้นบน
หยุนชิ่วเอ๋อที่ยืนอยู่ใกล้เสียงนั้นที่สุดหันกลับไปมองพร้อมอุทานเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านพ่อล้มลง!”
“ผู้เฒ่าหยุนตกเตียง!”
“มาเร็ว มาช่วยกันยกผู้เฒ่าหยุนขึ้นเตียง!”
ผู้เฒ่าหยุนตะโกนเรียกคนอื่น ๆ อยู่ในภายในห้องหลายต่อหลายครั้ง ทว่าไม่มีผู้ใดได้ยิน เขาจึงตัดสินใจจับขอบเตียงและพยายามลุกยืนขึ้น ทว่าทุกอย่างกลับผิดคาด เขาตกลงจากเตียงในขณะที่ขาฟาดเข้ากับโต๊ะด้านข้าง
เหล่าชาวบ้านต่างเข้ามาช่วยอุ้มผู้เฒ่าหยุนขึ้นวางบนเตียง พวกเขาพบว่าใบหน้าของชายชรากลายเป็นสีเหลืองดั่งขี้ผึ้ง แก้มตอบจนเป็นโพรง กรามอ้าค้าง ในขณะที่ดวงตาที่ดวงตาเบิกกว้างของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาอันขุ่นมัว
“ท่านลุง ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่? ท่านกำลังจะพูดว่าอะไร?” ชายวัยกลางคนที่เข้ามาช่วยเอ่ยถาม
ผู้เฒ่าหยุนยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกปฏิเสธ
“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ? คนแก่ไม่แข็งแรงเท่าคนหนุ่ม เวลาล้มจึงทรุดหนักกว่าพวกเรา หากเจ็บปวดตรงไหนให้บอกทันที”
ผู้เฒ่าหยุนส่ายศีรษะ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงก่อนส่งเสียงในลำคอ “มะ ไม่เป็นอะไร แยกย้ายกันกลับเถิด…”
เหล่าชาวบ้านกำชับด้วยความเป็นห่วงอีกสองสามประโยคก่อนแยกย้ายกันกลับ ผู้เฒ่าหยุนหลับตาลงพร้อมส่งเสียงคร่ำครวญอย่างอ่อนแรง หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่แม่เฒ่าจูก็เอ่ยถามว่า “เจ้าสามอยู่ที่ไหน? พามันเข้ามาเดี๋ยวนี้”
หยุนลี่เซียวลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเตียงนอนพลางกระดิกเท้าไปมาตลอดเวลาราวกับต้องการสื่อว่า ‘ข้าไม่ผิด พวกเจ้าทำผิดกับข้าก่อน’
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?” ผู้เฒ่าหยุนมองบุตรชายพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ข้าจะทำอะไรได้เล่า?” หยุนลี่เซียวหัวเราะคิกคัก “ข้าเพียงอยากให้ท่านเลิกลำเอียง ตอนที่มอบเงินให้พี่ใหญ่ ท่านพ่อเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าข้าก็เป็นลูกชายของท่านเช่นกัน!”
“เรื่องนั้น” ผู้เฒ่าหยุนสูดหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เมื่อหนึ่งถึงสองเดือนก่อนข้าขายที่นาให้กับกั๋วต้าชานและได้รับเงินมาหนึ่งร้อยตำลึง จากนั้นข้าจึงมอบเงินจำนวนนี้ให้พี่ใหญ่ของเจ้านำไปเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้คุมสอบ”
“หนึ่งร้อยตำลึง ท่านพ่อพูดออกมาได้อย่างไร บ้านเรามีเงินเหลือกี่ร้อยตำลึงกัน?” หยุนลี่เซียวเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด “คราวที่พี่ใหญ่ติดหนี้พนันก้อนโต ท่านก็จ่ายให้เขาจนหมด คราวนี้ก็มอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้เขาแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่สนว่าคนอื่นจะอยู่กินอย่างไร ท่านพ่อลองถามหัวใจตนเองดูเถิดว่าท่านเคยคิดว่าข้าเป็นลูกชายของท่านหรือไม่?”
ชายชรายังคงนิ่งเงียบไม่ตอบโต้
“ข้าไม่สนว่าเขาจะเอาเงินก้อนนั้นไปเล่นพนันอีกหรือไม่ แต่อย่างไรเสียเขาก็ได้เงินก้อนนั้นไปแล้ว ท่านพ่อ หากวันนี้ท่านไม่ตอบข้ามา เรื่องนี้คงจบไม่สวยเป็นแน่! ข้าจะไม่กลัวที่จะให้ชาวบ้านตัดสินใจเรื่องนี้หรอกนะ!”
“เงินหมดแล้ว และบ้านเราก็ไม่มีที่ดินให้ขายอีกต่อไป” ผู้เฒ่าหยุนลืมตาขึ้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “หากเจ้ายังก่อเรื่องอยู่เช่นนี้ อนาคตของพี่ใหญ่ของเจ้าคงจบสิ้นและครอบครัวของเราต้องกัดก้อนเกลือเป็นแน่”
หยุนลี่เซียวเอียงศีรษะพร้อมหัวเราะในลำคอ “ท่านพ่อ ท่านกำลังทดสอบความอดทนของข้ารึ? ท่านอย่าลืมว่าข้ากุมความลับของพี่ใหญ่ไว้ หากจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด!”
ผู้เฒ่าหยุนชำเลืองมองบุตรชาย
“ในเมื่อท่านมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กับพี่ใหญ่และปฏิบัติต่อข้าอย่างไม่เป็นธรรม เราได้เห็นดีกันแน่” หยุนลี่เซียวกลอกตาไปมาพร้อมครุ่นคิด “หากพี่ใหญ่สอบผ่านและเป็นขุนนาง นอกจากอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศแล้ว เขาต้องให้เงินแก่ข้าอีกสองร้อยตำลึงซึ่งนับเป็นเงินที่ข้าต้องได้รับ หากพี่ใหญ่สอบไม่ผ่าน เรือนหลังนี้จะต้องตกเป็นของข้าและเขาจะไม่มีสิทธิ์รับมรดกของตระกูลแม้แต่เหรียญเดียว ข้าเสียเปรียบมากพอแล้ว นอกจากนี้เรือนหลังนี้มีค่าเพียงไม่กี่ตำลึง…”
ชายชรายังคงนิ่งเงียบต่อไป
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่ข้าพูดแล้วกัน” หยุนลี่เซียวลุกยืนขึ้นพลางถีบเก้าอี้ไปด้านข้างก่อนแสยะยิ้ม “พรุ่งนี้ข้าจะเชิญเฒ่าหลี่มาจัดการเรื่องสัญญาและจัดทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร”
“เจ้าเดรัจฉาน! มันกำลังบีบบังคับให้ข้าตายทั้งเป็น!” แม่เฒ่าจูเข้าไปขวางทางหยุนลี่เซียวก่อนกระแทกศีรษะเข้ากับหน้าอกของเขา “หากเจ้าทำเช่นนั้น ข้าจะเอาหัวโขกจนตาย!”
หยุนลี่เซียวมีนิสัยต่างจากหยุนลี่เต๋อผู้ที่ยอมใจอ่อนทุกครั้งเมื่อเห็นคนหลั่งน้ำตา เขาผลักแม่เฒ่าจูให้พ้นทางโดยไม่สนว่านางจะทำร้ายร่างกายตนเอง
“เจ้าเดรัจฉาน ข้าน่าจะเอาขี้เถ้าอุดปากเจ้าให้ตายไปซะ เสียแรงที่เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ แต่กลับอกตัญญูขูดเลือดขูดเนื้อของข้า มันต้องตกนรกหมกไหม้แน่นอน!” เสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูดังทั่วบริเวณ
บริเวณลานบ้านของเรือนตระกูลหยุนเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ประตูห้องฝั่งตะวันออกถูกเผาจนเป็นรู เตียงนอนไหม้เป็นตอตะโก ดินในสวนผักตกกระจัดกระจายทั่วพื้น ส่วนแม่นางจ้าวร้องไห้คร่ำครวญท่ามกลางเสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูที่ดังขึ้นหลังจากนางข่มอารมณ์อยู่นาน
“น้องสามจะไปที่ใดอีก?” แม่นางเหลียนมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องฝั่งตะวันตกพร้อมเอ่ยอย่างกังวลใจ “ทุกคนในครอบครัวต่างก่อเรื่อง บ้านก็ถูกไฟไหม้ แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่ในเรือนหลังเดียวกันได้อย่างไร”
“คนเหล่านี้หน้าซื่อใจคด ไม่นานพวกเขาจะต้องห้ำหั่นกันเอง” หยุนเชวี่ยกล่าวออก “ท่านแม่อย่ากังวลไปเลย รอให้ท่านพ่อกลับมาจากล่าสัตว์แล้วเราค่อยปรึกษากัน เราฉวยโอกาสนี้ย้ายออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเองดีหรือไม่ พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาเผาเรือนของพวกเรา”