ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 296 สร้างบ้านใหม่เพื่อเริ่มต้นใหม่
ตอนที่ 296 สร้างบ้านใหม่เพื่อเริ่มต้นใหม่
หวังหลี่เจิ้งถอนหายใจและเดินจากไปด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่เดินออกไปเขาเหลือบมองผู้เฒ่าหยุนที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมเผยท่าทีราวกับต้องการกล่าวบางอย่างกับชายชรา ทว่าสุดท้ายก็ส่ายศีรษะและไม่ได้กล่าวคำใด
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของแม่เฒ่าจูและหยุนชิ่วเอ๋อ หยุนลี่เซียวพับหนังสือลายลักษณ์อักษรของผู้เฒ่าหยุนไว้ในสาบเสื้อพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่มั่นใจว่าจะสอบผ่านมิใช่หรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราทุกคนก็จะได้ย้ายเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอย่างสุขสบายแล้วบ้านทรุดโทรมหลังนี้เล่า? ข้าทำเช่นนี้เพื่อความสบายใจเท่านั้น ท่านพ่อไม่ควรลำเอียงเกินไปใช่หรือไม่ขอรับ?”
“พ่อของเจ้าป่วยหนัก แต่เจ้ายังบังคับให้เขาทำพินัยกรรม ลูกอกตัญญู เจ้าหวังให้พ่อแม่ตายตกไปเร็ว ๆ สินะ…” แม่เฒ่าจูที่อยู่ด้านนอกห้องตะโกนด่าทอตั้งแต่ฟ้าสว่างจนถึงฟ้ามืด
ประตูห้องฝั่งตะวันออกถูกเปิดอ้าไว้เผยให้เห็นสภาพไหม้เกรียมภายในห้อง แม่นางจ้าวไม่สนใจว่าภายในห้องจะมีสิ่งของอันใดเสียหายบ้าง นางเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหมดสภาพอยู่ภายในห้องหยุนโม่
เมื่อลงมาจากภูเขาหลังหมู่บ้าน หยุนลี่เต๋อก็ได้ยินว่าเรือนฝั่งตะวันออกถูกไฟไหม้ในตอนกลางวัน เขาจีงรีบร้อนกลับบ้านทันที หลังจากก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน หยุนลี่เต๋อก็ได้ยินเสียงก่นด่าของแม่เฒ่าจูดังไม่หยุดคล้ายกับนางต้องการสาปแช่งใครคนหนึ่ง ในขณะที่ลานบ้านมีเม็ดทรายตกกระจายอยู่ทั่วพื้น
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อตะโกน
แม่เฒ่าจูถอนกายใจเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวเสียงดัง “อย่าเรียกข้าว่าแม่ ข้าไร้ประโยชน์เกินกว่าจะเป็นแม่ของเจ้า ข้าสมควรตาย หากข้าตายไปทุกอย่างคงดีขึ้น…”
หยุนลี่เต๋อเข้าใจความรู้สึกของมารดาจึงปล่อยให้นางด่าทอและเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใด เขาวางสัตว์ป่าในมือลงที่หน้าบ้านฝั่งตะวันตกก่อนตักน้ำขึ้นล้างหน้าและเดินเข้าไปในบ้าน
“พวกเจ้าทุกคนโตมาด้วยน้ำนมที่กลั่นมาจากอกของข้า ครั้นเติบใหญ่จนปีกกล้าขาแข็งก็ทิ้งขว้างพ่อแม่ไม่ไยดีแม้แต่น้อย โอ้ ท่านเง็กเซียน ชาติที่แล้วข้าทำบาปกรรมอันใด! ชาตินี้ข้าจึงต้องมาเลี้ยงดูเดรัจฉานไร้มโนธรรม!” แม่เฒ่าจูกล่าวตัดพ้อเมื่อเห็นว่าหยุนลี่เต๋อไม่สนใจตน
“เจ้ากลับมาแล้ว” แม่นางเหลียนนั่งอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกวางงานเย็บปักในมือลงพร้อมมองไปด้านนอก “เรื่องนี้วุ่นวายมาตลอดทั้งบ่ายแล้ว มันน่ากลัวยิ่งนัก ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ประโยชน์”
“น้องสามรู้เรื่องที่ท่านพ่อขายที่ดินแล้วหรือ?” ระหว่างทางกลับจากภูเขา หยุนลี่เต๋อเดินผ่านทุ่งนาของตระกูลตนเองและเห็นลูกจ้างของตระกูลกั๋วกำลังทำงานอยู่ เขาจึงรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ถูกต้อง” แม่นางเหลียนเก็บของที่วางอยู่บนโต๊ะพลางสั่งหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยให้นำอาหารเข้ามาจัดโต๊ะก่อนถอนหายใจพร้อมกล่าวออก “น้องสามก่อเรื่องร้ายแรงมาก พวกเราจึงไม่กล้าเข้าไปห้าม นอกจากนี้เขายังจุดไฟเผาห้องฝั่งตะวันออกอีกด้วย เคราะห์ร้ายที่เรามีน้ำในโอ่งไม่เพียงพอ เปลวไฟจึงลุกโชน ช่างน่ากลัวเสียยิ่งนัก ต้องขอบคุณเชวี่ยเอ๋อ…”
เมื่อนึกถึงภาพเปลวเพลิง เส้นขนของแม่นางเหลียนก็ลุกกราวไปทั้งตัว นางเล่าวีรกรรมของหยุนลี่เซียวให้หยุนลี่เต๋อฟังทีละเรื่องพลางกล่าวหยั่งเชิง “ท่านพี่ ข้ากังวลเหลือเกินว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับครอบครัวเราหากยังอาศัยอยู่ที่นี่ มิสู้… รีบปลูกเรือนเป็นของตนเองกัน เราจะได้ไม่ต้องคอยหวาดผวาเช่นนี้”
หยุนลี่เต๋อก้มหน้าตักกินข้าวโดยไม่กล่าวคำใด
“เนื้อความในพินัยกรรมที่ท่านพ่อมอบให้น้องสามกล่าวว่าหากพี่ใหญ่สอบไม่ผ่าน เรือนหลังใหญ่จะต้องตกเป็นของน้องสามทันที” แม่นางเหลียนนั่งนิ่ง ดวงตาสีอ่อนคู่นั้นมองหยุนลี่เต๋อด้วยความกังวล “ข้าไม่ได้ตั้งใจพูดคำอัปมงคล แต่หากมันเกิดขึ้นจริง พวกเราคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบอีกต่อไป”
“ใช่เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพยักหน้าพร้อมกล่าวยุยงในเวลาที่เหมาะสม “ท่านอาสามขู่ข้าทั้งวันว่าเขาจะหักขาของข้าแล้วแขวนไว้บนคานบ้าน หากวันใดท่านพ่อไม่อยู่ที่บ้านแล้วเขาทำตามที่พูดเล่า?”
“หากท่านอาสามได้บ้านหลังนี้ไป เขาต้องไล่พวกเราเหมือนหมูเหมือนหมาแน่นอนเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนเม้มปากพลางกล่าวคำเบา “ตอนแยกครอบครัวออกมา เราแบ่งเพียงที่นาและพืชผลเท่านั้น ไม่ได้แบ่งที่ดินในบ้าน”
ดวงตาดำขลับของเสี่ยวอู่มองไปที่แม่นางเหลียนและพี่สาวทั้งสองคนก่อนเลื่อนไปหยุดที่บิดาและเอ่ยออกมาทีละคำ “ท่านพ่อ ข้าอยากเรียนตำราให้หนักกว่านี้”
แม่นางเหลียนและลูกสาวหันมองหยุนลี่เต๋ออย่างพร้อมเพรียงกัน อันที่จริงหลังจากเกิดเรื่องโจรปล้นบ้าน เขาก็คิดทบทวนเรื่องนี้หลายรอบ ทว่าผู้เฒ่าหยุนล้มป่วยเสียก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าจะบอกกล่าวกับชายชราว่าอย่างไร
หากพูดออกไป หยุนลี่เต๋อเกรงว่าจะทำร้ายจิตใจผู้เฒ่าหยุน แต่หากไม่พูด เขาก็กลัวว่าภรรยาและลูกน้อยจะเสียใจ
“ข้าจะไปคุยกับท่านพ่อที่ห้อง” หยุนลี่เต๋อเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นวางชามข้าวในมือลงพลางกล่าวคำเบา “บ้านหลังนี้ ถ้าน้องสามอยากได้ก็ให้เขาไปเถิด”
“อืม ยกให้เขาไปเถิด เราไม่ต้องการแย่งชิงกับผู้ใด” ดวงตาของแม่นางเหลียนเปล่งประกายขณะที่พยักหน้าไม่หยุด “ท่านพี่ต้องคุยกับท่านพ่อด้วยเหตุผล ท่านต้องบอกเขาไปว่าตอนนี้เรายืนด้วยลำแข้งของตนเองได้แล้ว ส่วนเรื่องความกตัญญูนั้นเรายังสำนึกในบุญคุณของท่านพ่อเสมอ ดังนั้นอย่าคิดมากไปเลย”
หลังจากผ่านพ้นเทศกาลเก็บเกี่ยว ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดเร็วขึ้น แม่นางเหลียนถือตะเกียงยืนอยู่หน้าบ้านฝั่งตะวันตกพร้อมมองขึ้นไปบนห้องชั้นบนที่ปรากฏเงาของแผ่นหลังกว้างของหยุนลี่เต๋อด้วยความกังวลและความคาดหวัง
“ท่านพ่อ มันคือสิ่งที่ข้าต้องการ ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ข้าจึงต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ข้าไม่อยากแก่งแย่งบ้านหลังนี้กับน้องสาม ข้าเพียงต้องการให้ลูกและเมียมีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้น” ลิ้นของหยุนลี่เต๋อพลันแข็งกระด้าง เขาไม่รู้ว่าต้องสรรหาคำพูดใดมาหว่านล้อมชายชรา
“เฮ้อ…” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาวอย่างเศร้าสลดก่อนจ้องมองคานบ้านโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดอยู่ครู่ใหญ่
หยุนชิ่วเอ๋อที่นั่งอยู่ด้านข้างกลอกตาพร้อมพึมพำออกมา “เหตุใดพี่รองจึงไม่อยากมีปัญหากับพี่สามเล่า ข้าคิดว่าท่านมีความสามารถเสียอีก พี่รองตั้งใจทอดทิ้งท่านพ่อท่านแม่และออกไปทำธุรกิจด้วยตนเองเพราะกลัวว่าพวกเราจะเป็นตัวถ่วงใช่หรือไม่”
หยุนลี่เต๋อไม่ได้โต้เถียงเพียงกล่าวตอบด้วยความสุขุม “ท่านพ่อ เชวี่ยเอ๋อและเสี่ยวอู่เติบโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว ส่วนเยี่ยนเอ๋อกำลังจะออกเรือนในปีหน้า สองพี่น้องต้องนอนเบียดเสียดกันในห้องคับแคบนั้นลำบากยิ่ง อีกทั้งหน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว บ้านฝั่งตะวันตกไม่มีเตาไฟ หากจะให้พวกเราก่อกองไฟในลานบ้านท่ามกลางอากาศหนาวเย็นคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้…” เขาชะงักไปชั่วครู่ “ท่านพ่อ ต่อให้ข้าย้ายออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง ท่านก็ยังเป็นพ่อ ส่วนท่านแม่ก็เป็นแม่ของข้าดังเดิม ข้าต้องกตัญญูทดแทนบุญคุณและไม่ปล่อยให้น้องสามรังแกพวกท่านทั้งสองแน่”
หลังจากพูดจบ หยุนลี่เต๋อมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าผู้เฒ่าหยุนเข้าใจเหตุผลของตนดี ดังนั้นเมื่อกล่าวประโยคหลัง เขาจึงกุมมือของบิดาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความกังวลและความประหม่า
“เจ้ารอง…” ผู้เฒ่าหยุนหันมองบุตรชายอย่างช้า ๆ ดวงตาขุ่นมัวที่สะท้อนแสงไฟในตะเกียงน้ำมันฉายแววตาซับซ้อน ในขณะที่ลมหายใจของเขาอ่อนลง “พ่อขอโทษ พ่อเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง พ่อขอโทษ…”
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อรู้สึกถึงความขมขื่นที่จุกอยู่ในลำคอ เหตุใดเขาจึงเกิดมาโง่งมจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยปลอบบิดา
“พ่อต้องขอโทษเจ้าที่ไม่ได้ทิ้งมรดกอะไรให้เจ้าแม้แต่น้อย พ่อขอโทษด้วยใจจริง พ่อไม่มีอะไรจะพูดแล้วนอกจากคำว่าขอโทษ…”
“อย่าขอโทษเลยขอรับ ท่านพ่อเป็นพ่อ ข้าจะกล่าวโทษท่านได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าหยุนส่ายศีรษะ ตอนนี้เขารู้สึกผิดต่อบุตรชายคนรองผู้ซื่อตรงและซื่อสัตย์คนนี้ ดังนั้นเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตคราใด เขาพลันรู้สึกขมขื่นในใจร่ำไป
“ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด ไม่ใช่ว่าเจ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วรังเกียจพ่อแม่ที่ไร้ประโยชน์หรอกหรือ” แม่เฒ่าจูโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้น “ฮึ่ม เจ้าวางใจเถิด ต่อไปนี้ข้าและพ่อของเจ้าคงไม่ไปขอทานใกล้บ้านของเจ้าหรอก!”
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อข่มอารมณ์ “ข้ารู้ว่าบ้านหลังนี้เปลี่ยนมือแล้ว ต่อไปในภายภาคหน้า… ข้าต้องเลี้ยงดูท่านและท่านพ่ออย่างดี ต่อให้ไม่ได้มั่งคั่งมีเงินทองมากมาย ข้าก็จะไม่ละทิ้งและเลี้ยงดูพวกท่านให้อิ่มหนำสำราญตลอดไปขอรับ”
“พูดออกมาได้ เจ้าจะเอาเงินจากที่ใดมาเลี้ยงข้าเล่า?” แม่เฒ่าจูเลิกคิ้วขณะมองบุตรชายไม่วางตา “เพียงแค่พูดออกมา อาหารและเสื้อผ้าจะมากองอยู่ตรงหน้าเลยหรือ? หากการกตัญญูง่ายเช่นนั้น ทุกคนคงเป็นลูกกตัญญูกันหมด!”
หยุนลี่เต๋องุนงงกับคำพูดของแม่เฒ่าจู เขาจึงถูฝ่ามือเข้าด้วยกันพร้อมเผยท่าทีลังเล “เอ่อ เรื่องนี้ข้าต้องกลับไปปรึกษากับเมีย และดูว่า…”
ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะพูดจบประโยค หยุนชิ่วเอ๋อก็โพล่งขึ้นมาก่อน “พี่รอง ท่านเป็นลูกผู้ชายหรือไม่ แม้แต่เรื่องพ่อแม่ยังตัดสินใจไม่ได้จนต้องกลับไปปรึกษาเมีย แล้วท่านจะเป็นหัวหน้าครอบครัวได้อย่างไร ท่านปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นบงการชีวิตเกินไปแล้ว”
“ที่บ้านของข้าเก็บเสบียงได้เท่าไหร่ เสบียงในแต่ละวันเหลือมากน้อยเพียงใด พวกข้าจึงต้องวางแผนและคำนวณก่อนจึงจะผ่านไปได้ แม่ของเด็ก ๆ เป็นผู้หญิงที่มีความประณีตละเอียดอ่อนกว่าผู้ชายเช่นข้า ดังนั้นเรื่องนี้ข้าจะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้จึงต้องปรึกษานาง” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยไม่ถือโทษโกรธน้องสาว “เอาเป็นว่าพวกข้าจะไม่ปฏิบัติกับท่านทั้งสองอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอน”
หยุนชิ่วเอ๋อไม่สามารถโต้เถียงได้ นางกัดปากของตนเองพร้อมกลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ครอบครัวของพี่รองมีที่นาตั้งหลายไร่ อีกทั้งได้เงินจากการล่าสัตว์และกิจการของเด็กสาวคนนั้นด้วยมิใช่หรือ? คนที่ได้รับเงินมากมายขนาดนี้ยังกล้าพูดว่าจะไม่ทอดทิ้งพ่อแม่อีกรึ?”
“เงินก้อนนั้นต้องเก็บไว้ให้เสี่ยวอู่ร่ำเรียน” หยุนลี่เต๋อกล่าว
เมื่อได้ยินคำว่าเสี่ยวอู่ต้องเรียนตำรา หยุนชิ่วเอ๋อก็หัวเราะเย้ยหยันทันที “เรียนตำรารึ? คนอย่างเสี่ยวอู่เนี่ยนะ? เขาพูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว แล้วท่านยังจะหวังให้เขามีความสามารถอีกหรือ? พี่รอง ข้าขอแนะนำว่าท่านอย่าทำให้ตนเองอับอายเลย ส่งเขาไปโรงเรียนให้คนอื่นหัวเราะเยาะเปล่า ๆ”
“ในเมื่อเสี่ยวอู่เอ่ยปากว่าอยากร่ำเรียน คนเป็นพ่อเช่นข้าจะต้องสนับสนุนลูกอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว” หยุนลี่เต๋อมองหยุนชิ่วเอ๋อด้วยสายตาจริงจังพร้อมกล่าวคำเบา “เสี่ยวอู่เป็นหลานชายของเจ้า และเจ้ามีศักดิ์เป็นน้าของเขา ข้าว่าเจ้าควรพูดจาให้น่าฟังกว่านี้”
ใบหน้าของหยุนลี่เต๋อมืดมนลง โดยปกติแล้วเขามักเผยสีหน้าซื่อบื้ออยู่เสมอ ทว่าเมื่อใดที่มีสีหน้าถมึงทึงเช่นนี้ หยุนลี่เต๋อก็จะดูน่ากลัวมากขึ้นหลายส่วน เมื่อเห็นเช่นนั้นหยุนชิ่วเอ๋อจึงหุบยิ้มพลางกลอกตาไปมา
“ท่านพ่อ เสี่ยวอู่เป็นเด็กเฉลียวฉลาด ข้าจึงไม่อาจขัดความประสงค์ของเขาได้” หยุนลี่เต๋อเหลือบมองหยุนชิ่วเอ๋อแวบหนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าไม่มีทางปฏิบัติต่อท่านและท่านแม่อย่างไม่เป็นธรรม ข้าได้พูดในสิ่งที่ต้องพูดไปจนหมดแล้ว และข้าจะย้ายออกไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ภายในอีกสองวัน หลังจากนั้นเรือนฝั่งตะวันตกจะตกเป็นของท่านหรือน้องสาม… ท่านพ่อ ดึกมากแล้ว ท่านพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวกลับก่อน”