ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 298 ลูกสะใภ้ของใครบ้างที่ไม่ถูกปฏิบัติราวกับสมบัติล้ำค่า
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 298 ลูกสะใภ้ของใครบ้างที่ไม่ถูกปฏิบัติราวกับสมบัติล้ำค่า
ตอนที่ 298 ลูกสะใภ้ของใครบ้างที่ไม่ถูกปฏิบัติราวกับสมบัติล้ำค่า
วันรุ่งขึ้น เมื่อตกลงเรื่องที่ดินกันเสร็จสรรพ หวังหลี่เจิ้งก็แจ้งว่าวันนี้เป็นวันมงคลเหมาะสำหรับขนย้ายดิน หยุนลี่เต๋อและชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านจึงไปสำรวจในป่าสองครั้ง ใช้กิ่งไม้วาดลงบนพื้นเพื่อวางแผนก่อนเตรียมพร้อมทำงาน
เมื่อเทียบกันแล้ว การสร้างบ้านนับว่าเบาแรงกว่าการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงไม่น้อย ผู้ชายในหมู่บ้านต่างมารวมตัวกัน ณ ที่นัดหมาย บ้างผสมโคลน บ้างเลื่อยไม้และขุดดิน พวกเขาต่างพูดคุยกันและหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
สตรีมีหน้าที่ทำอาหารมื้อกลางวันเป็นการตอบแทนเหล่าชาวบ้านที่มาช่วยด้วยใจจริง อาหารที่นำมาเลี้ยงชาวบ้านล้วนต้องมีความพิถีพิถันและมีเนื้อสัตว์เพื่อแสดงความขอบคุณ
ก่อนเริ่มการก่อสร้าง หยุนลี่เต๋อกล่าวว่าการสร้างบ้านใหม่เป็นเรื่องน่ายินดี ดังนั้นทุกคนจะต้องทำอย่างมีความสุข กินให้อิ่มหนำสำราญ ทำทุกขั้นตอนด้วยความครื้นเครง หากเป็นเช่นนั้นในภายภาคหน้าบ้านหลังนี้จึงจะอยู่ดีมีสุข
ดังนั้นคืนก่อนเริ่มการก่อสร้าง แม่นางเหลียนจึงนำกระต่ายป่าตัวอ้วนสามตัวมาถอนขนและทำความสะอาดอย่างหมดจด จากนั้นหมักด้วยพริกหยวกและขิงหั่น ก่อนนำไปทำอาหารในตอนกลางวันของวันเริ่มงาน
เรื่องที่ชาวบ้านมาช่วยสร้างบ้านนับว่าเป็นการแสดงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของเหล่าชาวบ้านในชนบท หากเจ้าของบ้านเป็นคนที่มีสัมพันธไมตรีและชอบช่วยเหลือผู้อื่นจะมีชาวบ้านมากมายเต็มใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หากแต่เจ้าของบ้านเป็นคนใจดำและเย่อหยิ่งจะไม่มีชาวบ้านคนไหนมาเต็มใจช่วยเหลือ ทั้งยังถูกนินทาลับหลังอีกด้วย
หยุนลี่เต๋อเป็นคนจิตใจดี ซื่อตรง และซื่อสัตย์ ดังนั้นเช้าตรู่ของวันนี้จึงมีชายหนุ่มในหมู่บ้านกว่าสิบคนต่างเครื่องมือในการสร้างบ้านไปยังบริเวณหน้าหมู่บ้าน และในช่วงสายก็มีชาวบ้านมากมายเดินทางมาสมทบ ผู้คนเหล่านี้ต่างมีฝีมือในการสร้างบ้านกันทั้งนั้น ตัวอย่างเช่นชายหนุ่มจากตระกูลสวีขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างเตาไฟ พี่น้องตระกูลหวังมีความสามารถในการทำงานไม้ ส่วนพ่อลูกตระกูลจางมีพละกำลังมากจนสามารถแบกต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าเอวของผู้ใหญ่ได้ด้วยมือเปล่า
หวังหลี่เจิ้งผู้ที่มีอายุราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาช่วยเช่นกัน แม้จะออกแรงไม่ได้ ทว่าเขาก็รู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการสร้างบ้านอย่างดี ก่อนลงมือก่อสร้าง หวังหลี่เจิ้งจะกำชับทุกคนอย่างดีว่าอาคารบ้านเรือนควรโล่งโปร่งสบายตั้งแต่เหนือจรดใต้ มุมห้องตรง คานบ้านต้องสร้างอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ยังต้องมีคนเซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาที่อยู่บริเวณนั้น ทว่าต้องรอให้หยุนลี่เต๋อออกคำสั่งก่อน
หยุนเชวี่ยถอนหายใจ โบราณกล่าวว่าคนโง่ก็มีวาสนาของคนโง่ แม้ครอบครัวของตนจะเป็นครอบครัวเล็กที่สามารถทำประโยชน์ให้กับหมู่บ้านเพียงน้อยนิด ทว่าเมื่อใดที่ต้องประสบปัญหาก็มักมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ
ชายฉกรรจ์ผู้ที่มีท่อนแขนหนากว่าหยุนเชวี่ยนับสิบคนม้วนแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนอันดำคล้ำและแข็งแกร่งที่เป็นผลพวงมาจากการทำงานตลอดหลายปี และแน่นอนว่าในเมื่อร่างกายต้องทำงานหนัก พวกเขาก็ต้องกินอาหารในปริมาณมากเช่นเดียวกัน
เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะกินอิ่มหนำสำราญ แม่นางเหลียนจึงเริ่มทำอาหารแต่เช้าตรู่โดยมีป้าสะใภ้อู๋ แม่นางหยางผู้เป็นมารดาของเฟิงซิ่วไฉ แม่ม่ายเหลียวผู้เป็นมารดาของชีจิน และมารดาของเหอยาโถวเป็นผู้ช่วย
หญิงวัยกลางคนทั้งหลายต่างยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งล้อมวงกันและพูดคุยไม่หยุด พวกนางสามารถสนทนาตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้นบรรยากาศในวงสนทนาจึงอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
“พี่สะใภ้เหอ อีกไม่กี่วันลูกสาวของท่านจะออกเรือนแล้ว แต่เหตุใดท่านถึงยังมีเวลาว่างมาช่วยงานพวกเราอีก ท่านไม่ต้องอยู่ที่บ้านเพื่อสอนเรื่องการจัดการเงินในตระกูลให้ลูกสาวหรือ?”
เมื่อป้าสะใภ้เหอที่กำลังเด็ดยอดผักอย่างคล่องแคล่วได้ยินดังนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะ “ลูกสาวแต่งงานออกไปก็ใช่ว่าจะไม่กลับมา หลายวันมานี้ข้ายุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน ลูกสาวคนรองเพิ่งคลอดลูก ลูกสาวคนที่สามก็กำลังจะออกเรือน ข้าเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด หายากนักที่จะมีเวลาออกมาสังสรรค์กับพวกเจ้า”
“ท่านช่างมีความสุขเสียจริง ลูกสาวแต่งงานออกเรือนทุกคนแล้วจึงไม่มีเรื่องต้องกังวลอีกต่อไป” แม่ม่ายเหลียวมารดาของชีจินกล่าวด้วยความอิจฉา
“ข้าไม่ขอพรอะไรมากมาย ขอเพียงพวกนางใช้ชีวิตหลังแต่งงานอย่างราบรื่น ข้าก็พอใจแล้ว” ป้าสะใภ้เหอครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “และอีกอย่างโชคชะตาจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของพวกนาง ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องกังวล ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ให้พวกนางตัดสินใจเองเถิด”
“ชีจิน ลูกชายของเจ้ากตัญญูต่อเจ้ายิ่งนัก ข้าว่าภายในสองปีเขาต้องดูแลครอบครัวให้สุขสบายได้แน่นอน” แม่นางหยางมารดาของเฟิงซิ่วไฉล้างจานทีละใบอย่างประณีตและระมัดระวัง
“ข้าจะบอกอะไรให้ฟัง ในบรรดาคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเราคงไม่มีผู้ใดเก่งกาจกว่าเฟิงซิ่วไฉอีกแล้ว เห็นด้วยหรือไม่?” ป้าสะใภ้อู๋ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามแม่นางหยางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีดุดัน “บัณฑิตน้อยลูกชายของท่านเฉลียวฉลาดจนไม่มีผู้ใดในสิบลี้แปดหมู่บ้านเทียบเทียมได้ ในเมื่อบัณฑิตน้อยหล่อเหลาและมีความสามารถเช่นนี้ หัวกระไดคงไม่แห้งแน่นอน”
แม่นางหยางเอาแต่ยิ้มโดยไม่กล่าวคำใด
“หากมีลูกสาว ข้าก็อยากเป็นทองแผ่นเดียวกับท่าน” ป้าสะใภ้อู๋ส่งเสียงหัวเราะพร้อมส่ายศีรษะด้วยความเสียดาย “น่าเสียดายที่ลูกข้ามีแต่เด็กผู้ชายหยาบกระด้างจึงไม่มีวาสนาเช่นนั้น
“อีกไม่กี่วันบัณฑิตน้อยจะกลับมาแล้วใช่หรือไม่? ข้าได้ยินมาว่าเฒ่าหวังมีความคิดที่จะยกหลานสาวคนโปรดของเขาให้แต่งงานกับเฟิงซิ่วไฉ” แม่ม่ายเหลียวปิดปากหัวเราะ
“อย่าพูดจาเหลวไหลสิ หลานสาวคนโปรดของเฒ่าหวังมีอายุเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ท่านเป็นคนมีคุณธรรมคงไม่ทำเรื่องน่าอายเช่นนี้หรอก นอกจากนี้เราต้องจัดงานเลี้ยงแก้เคล็ดให้บัณฑิตน้อยอีก” แม่นางเหลียนกล่าว
หวังหลี่เจิ้งชื่นชอบบุตรชายของแม่นางหยางมากจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าเขารักบัณฑิตน้อยผู้นี้ยิ่งกว่าหลานในไส้เสียอีก ชายชรามักกล่าวสรรเสริญความสามารถของเฟิงซิ่วไฉทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งยังยกย่องเขาว่าเป็นความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน
“อ้อ น้องสะใภ้รอง เชวี่ยเอ๋อลูกสาวของเจ้าถึงวัยออกเรือนแล้วมิใช่หรือ?” จู่ ๆ ป้าสะใภ้อู๋ก็หันมองแม่นางเหลียนด้วยความเบิกบานใจ “สาวน้อยผู้นี้เฉลียวฉลาดยิ่งนัก หน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูไม่น้อย เอ่อ ในบรรดาลูกชายของข้า เจ้าพอใจใครรึ?”
ทุกคนในวงสนทนาล้วนมีบุตรชายที่อยู่ในวัยเหมาะสมที่จะแต่งงาน เดิมทีแม่นางเหลียนคิดว่าป้าสะใภ้อู๋พูดเพื่อสร้างบรรยากาศขบขัน ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง นางกลับเห็นสายตาจริงจังหลายคู่จ้องมาที่ตน
“เอ่อ…” ลูกสาวของนางกลายเป็นสาวน้อยเนื้อหอมทันที แม่นางเหลียนพลันทำอะไรไม่ถูกจึงกล่าวหยอกล้อ “ฤดูหนาวนี้เชวี่ยเอ๋อเพิ่งจะมีอายุสิบสามปีเต็มนับว่ายังเด็กนัก อีกอย่างนางมีนิสัยมุทะลุ ข้าเกรงว่าพวกท่านจะรังเกียจเอา”
“ฤดูหนาวนี้อายุสิบสามปี หากเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะอายุสิบสี่ปีสินะ ข้าว่าวางแผนไว้แต่เนิ่น ๆ อุ่นใจกว่า” แม่ม่ายเหลียวถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ชีจินของข้ายังไม่ได้เก็บเงินไว้เพื่อเป็นสินสอด ไม่อย่างนั้นข้าคงไปสู่ขอนางแล้ว”
“หากเจ้าไม่พร้อมสู่ขอ ข้าจะสู่ขอเอง” ป้าสะใภ้อู๋เล่าคุณสมบัติของบุตรชายตนเองพร้อมหยิบมีดขึ้นมาหั่นหมูอย่างคล่องแคล่ว “น้องสะใภ้ หากครอบครัวเราสองคนเป็นทองแผ่นเดียวกัน เจ้าจะว่าอย่างไร?”
“เฮ้อ ๆ ๆ” ป้าสะใภ้เหอที่นั่งอยู่ด้านข้างวางวัตถุดิบในมือลงอย่างไม่พอใจ “สะใภ้ตระกูลอู๋ เหตุใดเจ้าถึงไม่รู้จักพอ? เจ้าได้ลูกสาวคนโตของนางไปแล้วยังจะโลภมากอีกหรือ”
ป้าสะใภ้อู๋ฉีกยิ้ม “แล้วเจ้ามีปัญหาอะไรเล่า?”
“หากเจ้าจะไปสู่ขอนาง ข้าก็จะไปสู่ขอด้วย แม้ลูกสาวของข้าจะแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว แต่ลูกชายของข้ายังคงไม่มีคู่ครอง” ป้าสะใภ้เหอไม่ยอมอ่อนข้อ “ครอบครัวของข้ามีลูกชายเพียงคนเดียว หากเขาแต่งงาน ข้าต้องปฏิบัติต่อเมียของเขาราวสมบัติล้ำค่าแน่นอน”
“มีผู้ใดไม่ปฏิบัติต่อลูกสะใภ้ราวสมบัติล้ำค่าบ้างเล่า?” ป้าสะใภ้อู๋กล่าวคำเหล่านั้นต่อหน้าแม่นางเหลียน “ข้าอยากมีลูกสาวมาตลอด เมื่อใดที่เยี่ยนเอ๋อแต่งงานเข้ามา ข้าก็จะปฏิบัติกับนางเหมือนลูกในไส้เช่นกัน”
เมื่อเห็นว่าสตรีทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แม่ม่ายเหลียวและแม่นางเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะ ไม่มีผู้ใดแยกออกว่าทั้งสองคนกำลังพูดความจริงหรือเพียงหยอกล้อกันและกัน
ไม่ไกลจากวงสนทนา เสี่ยวอู่นั่งอ่านตำราอยู่ใต้ร่มเงาอันเย็นสบายของต้นไม้ใหญ่ เขาเงยหน้ามองหยุนเชวี่ยที่ถือถังไม้และคันเบ็ดในมือกำลังเดินปรี่เข้ามาทางตน
“เดาสิว่าข้าจับปลาได้กี่ตัว?” หยุนเชวี่ยยิ้มพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
เสี่ยวอู่ยกนิ้วทั้งห้าขึ้นต่อหน้าพี่สาว
“ผิด”
เขาลดนิ้วลงเหลือสองนิ้ว จากนั้นยกเพิ่มเป็นสามนิ้ว
“ผิด”
เสี่ยวอู่วางตำราลงพลางเงยหน้ามองรอยยิ้มอันหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งเดือนห้าก่อนครุ่นคิด จากนั้นชูนิ้วขึ้นแปดนิ้ว
“ผิด”
เด็กชายหลุบตาลงเผยให้เห็นขนตาหนาเป็นแพ เมื่อเสี่ยวอู่แสดงท่าทีเช่นนี้ หยุนเชวี่ยจึงรู้ทันทีว่าเขาเบื่อหน่ายและไม่อยากคาดเดาอีกต่อไป
“จับไม่ได้สักตัว ฮ่าฮ่าฮ่า” หยุนเชวี่ยวางถังน้ำลงพลางโยนคันเบ็ดไปด้านข้างก่อนนั่งลงข้างเสี่ยวอู่ จากนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าข้าจับปลาได้หลายตัวเล่า?”
เหอยาโถว ชีจิน เสี่ยวส้วยเอ๋อ ต้าหนิว สัวจื่อ และเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านต่างมาตกปลาที่บริเวณนี้เช่นกัน ทุกคนล้วนได้ปลาติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทั้งนั้น แม้แต่ซานหลางที่วิ่งเล่นรอบแม่น้ำก็ยังจับได้หนึ่งตัว ทว่าหยุนเชวี่ยกลับจับปลาไม่ได้สักตัว
“คันเบ็ดเหมือนกัน ไส้เดือนก็ขุดพร้อมกัน” หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะพลางยกมือขึ้นเกาด้วยท่าทีสงสัย คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ในที่สุดนางจึงได้แต่สรุปว่า “ข้ากับปลาคงไม่มีวาสนาต่อกันสินะ”
เสี่ยวอู่หันมองพี่สาวพลางส่งสายตาที่สื่อว่า ‘เจ้าช่างไร้เดียงสานัก’
“เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนั้น?” หยุนเชวี่ยรับรู้ถึงสายตานั้นก่อนใช้นิ้วจิ้มศีรษะของน้องชาย “เจ้าไม่ไปเล่นกับพวกเขาหรือ? อายุยังน้อย อย่าทำตัวเป็นตาแก่ได้หรือไม่? หนุ่มน้อย เจ้าต้องร่าเริงกว่านี้หน่อย”
“ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน” เสี่ยวอู่เอนหลังพิงต้นไม้พร้อมเผยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนหลับตาลง เขารู้สึกว่าการละเล่นของเด็กในหมู่บ้านนั้นไม่สนุกเอาเสียเลย มันออกจะโง่งมมากกว่า
หยุนเชวี่ยชำเลืองมองน้องชายพร้อมเบ้ปากก่อนยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ ‘มันไม่สนุกจริง ๆ’ โดยเฉพาะตอนที่เจ้าจับปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว จากนั้นนางจึงเหลือบมองถังไม้ของชีจินที่มีปลาอยู่ในนั้นจนเกือบเต็มถัง
“มันน่าสนุกตรงไหนกัน?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง ภายในใจของเด็กอัจฉริยะที่มีความคิดแตกต่างจากผู้อื่นกำลังครุ่นคิดว่ากิจกรรมนั้นมีอะไรน่าสนใจกันแน่?
เสี่ยวอู่เมินคำถามของพี่สาว เขาลุกยืนขึ้นก่อนเดินไปทางที่แม่นางเหลียนและสหายนั่งอยู่
หยุนเชวี่ยเงี่ยหูฟังบทสนทนาของเหล่าแม่บ้านอยู่ครู่หนึ่ง หัวข้อสนทนาของพวกนางเปลี่ยนไป ตลอดเวลาซึ่งเริ่มแรกคือเรื่องที่เหอเยี่ยเอ๋อให้กำเนิดเด็กทารกอ้วนท้วนสมบูรณ์แก่ตระกูลกั๋ว บิดาของคุณชายกั๋วปลื้มปีติจนลดค่าเช่าของชาวนาลงครึ่งหนึ่ง ไปจนถึงเรื่องที่เหอเยี่ยเอ๋อใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลกั๋วอย่างสุขสบาย…
“โอ้ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะชอบฟังเรื่องซุบซิบนินทา” หยุนเชวี่ยกล่าวหยอกล้อ
แต่ประโยคต่อไปของเสี่ยวอู่ทำให้นางหยุดหัวเราะทันที เสี่ยวอู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าป้าสะใภ้เหอและป้าสะใภ้อู๋บอกกับท่านแม่ว่าอยากได้เจ้าเป็นลูกสะใภ้ของพวกนาง”