ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 299 ไม่ทำงานแต่จะกินข้าวก่อน
ตอนที่ 299 ไม่ทำงานแต่จะกินข้าวก่อน
หยุนเชวี่ยคิดว่าตนฟังผิดจึงใช้มือวางไว้ที่หลังใบหู “อะไรนะ? เจ้าพูดอีกครั้งซิ”
“ป้าสะใภ้เหอและป้าสะใภ้อู๋บอกกับท่านแม่ว่าพวกนางอยากได้พี่สาวเป็นลูกสะใภ้” เสี่ยวอู่กล่าวทีละคำ
หยุนเชวี่ยนิ่งอึ้ง
เสี่ยวอู่…
ทั้งสองคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หยุนเชวี่ยจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วท่านแม่ตอบว่าอย่างไร?”
“ท่านแม่ตอบว่าพี่สาวมีนิสัยมุทะลุเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” เสี่ยวอู่ชะงักไปชั่วครู่ราวเห็นด้วยกับคำพูดของมารดา “เกรงว่าจะทำให้คนอื่นไม่ชอบท่าน”
คิ้วของหยุนเชวี่ยกระตุกด้วยความเสียใจ ทว่าอย่างไรนางก็เป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มและสามารถพึ่งพาตนเองได้ หากพยายามมากกว่าเดิมก็คงเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่สุขสบายได้ตลอดไป
“แล้วเจ้าคิดว่าพี่ควรหาพี่เขยรองให้เจ้าดีหรือไม่?” หยุนเชวี่ยกล่าวหยอกล้อเสี่ยวอู่พร้อมลูบคางและหัวเราะคิกคัก
เสี่ยวอู่เผยสีหน้าจริงจังซึ่งขัดกับอายุ คิ้วของเขาขมวดแน่น ดวงตาดำขลับจ้องมองพี่สาวอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าวออก “พี่สาวยังเด็กอยู่เลย”
“เจ้าเป็นอะไร…” หยุนเชวี่ยมองเสี่ยวอู่ด้วยสายตากังวลก่อนส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจ “เฮ้อ! ข้าล้อเล่นน่ะ เจ้าอายุยังน้อย แต่เหตุใดถึงเอาแต่ทำสีหน้าจริงจังทั้งวัน?”
เสี่ยวอู่…
“พ่อหนุ่มน้อย ข้าจะบอกอะไรให้ฟัง หญิงสาวไม่ชอบผู้ชายที่ทำหน้าตาบึ้งตึงหรอกนะ” หยุนเชวี่ยลูบศีรษะของเสี่ยวอู่เบา ๆ “เอาน่า ยิ้มหน่อยสิ ยิ้มให้พี่สาวได้ชื่นใจสักที”
เสี่ยวอู่กะพริบตาในขณะที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่ชัดเจนนัก
“นี่ ดูสิ แบบนี้น่ามองกว่าตั้งเยอะ…” หยุนเชวี่ยพูดจบ เสี่ยวอู่ก็หุบยิ้มและเผยสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง เขาหยิบตำราที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาอ่านต่อ
หยุนเชวี่ยส่งเสียง ‘จุ๊ ๆ’ และอดที่จะบ่นน้องชายผู้เย็นชาของตนไม่ได้ “อีกสามถึงห้าปี เมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มรูปงาม เจ้าก็จะรู้ว่าพี่สาวคนนี้มีความสามารถเพียงใด…”
ตอนนี้เสี่ยวอู่ยังไม่โตพอที่จะเข้าใจคำว่า ‘โสดและมีความสามารถ’ เขายังคงจดจ่อกับตำราโดยไม่สนใจคำพูดเย้าแหย่ของพี่สาว ในขณะที่หยุนเชวี่ยดึงหญ้าเล่นด้วยความเบื่อหน่าย ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำตะโกนเสียงดัง
“อ๊าก….”
“งะ งู…”
“จับไว้ อย่าให้มันหนีไปได้!”
“อ๊าก มันมาทางข้าแล้ว! ข้ากลัว! ข้าไม่กล้าจับ!”
“ไม่เป็นไร งูน้ำไม่มีพิษ มันไม่สามารถคร่าชีวิตคนได้! หลีกไป!” ชีจินผลักซานหลางที่ยืนขวางทางออกไปก่อนพุ่งไปด้านหน้าและจับหัวงูเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“โอ้! จับมันไว้ให้มั่น! พี่ชีจินระวังอย่าให้มันกัดเอา!” เสี่ยวส้วยเอ๋อตะโกนด้วยความกังวลระคนตื่นเต้น
งูตัวนี้มีความยาวประมาณหนึ่งฉื่อ ลำตัวสีดำขลับ มันเป็นงูสายพันธุ์ที่สามารถพบได้บ่อยในบริเวณพื้นที่เปียกชื้นตามพงหญ้าริมแม่น้ำในชนบท งูน้ำชนิดนี้มีพิษเพียงเล็กน้อยจึงไม่สามารถทำร้ายมนุษย์ให้ถึงตายได้ หากโชคร้ายตกไปอยู่ในมือชายฉกรรจ์ เกรงว่ามันคงลงไปนอนเล่นในน้ำแกงหรือถูกย่างจนเนื้อนุ่มอร่อยเสียแล้ว
ชีจินใช้มือข้างหนึ่งจับหัวงูและใช้อีกข้างหนึ่งจับหางงูเอาไว้ จากนั้นยื่นมือทั้งสองข้างออกไปด้านหน้าเพื่อหยอกล้อคนที่เหลือก่อนหมุนตัวเป็นวงกลมอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเสียงลม ในขณะที่เด็ก ๆ อีกฝ่ายต่างกรีดร้องและวิ่งหนีกันให้วุ่น
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง งูน้ำเคราะห์ร้ายตัวนั้นก็ถูกเหวี่ยงอยู่กลางอากาศจนตายและถูกเหวี่ยงลงบนพื้นจนกลิ้งไปไกลราวกับแมลงวันหัวขาด จากนั้นก็ถูกเด็กชายสองสามคนเอามันไปห้อยไว้ตรงกิ่งไม้ก่อนเดินหลบหลีกอย่างชำนาญ
“พี่เชวี่ยเอ๋อ เที่ยงนี้เรากินเนื้องูกันเถิด!” เสี่ยวส้วยเอ๋อวิ่งเข้ามาหาหยุนเชวี่ยด้วยความตื่นเต้น
หยุนเชวี่ยไม่เคยกินสิ่งมีชีวิตประเภทนี้เป็นอาหารมาก่อน ดังนั้นเมื่อคิดถึงภาพที่มันเลื้อยไปมาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพร้อมเผยท่าทีขยะแขยง
“นำมันไปย่างและโรยเกลือนิดหน่อย รับรองว่าหอมฟุ้งทั่วบริเวณนี้แน่นอน!” เสี่ยส้วยเอ๋อกล่าวพร้อมดึงแขนหยุนเชวี่ยให้ลุกยืนขึ้น “เร็วเข้า มาเถอะ พวกเราไปรอตรงนั้นดีกว่า อีกไม่นานคงถูกพวกเขาแย่งกินเนื้อไปจนหมด!”
ชีจินขุดหลุมตื้นริมฝั่งแม่น้ำอย่างคล่องแคล่วก่อนวางกองฟืนแห้งไว้ในหลุมพลางจุดไฟ จากนั้นวางตะแกรงไว้ข้างบนหลุมและก้มลงไปเป่ากองฟืนอยู่หลายครั้งเพื่อให้ไฟแรงพอที่จะย่างเนื้องู
เขาหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาพลางเหลาเข้ากับหินก้อนใหญ่จนแหลม จากนั้นใช้มันถลกหนังงูและผ่าท้องทำความสะอาดก่อนวางเนื้องูลงบนตะแกรงทำให้เกิดเสียงซู่ซ่า
เหล่าเด็กน้อยลืมการตกปลาไปจนสิ้น ตอนนี้พวกเขาต่างยืนล้อมรอบเตาไฟและจ้องเนื้องูตาเป็นมัน ชีจินพลิกเนื้อบนตะแกรงไปมาอย่างเชี่ยวชาญ ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งพัดกองฟืนในเตาทำให้ไฟลุกโชนอย่างต่อเนื่อง ไม่นานเนื้องูก็ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว
เมื่อเห็นท่าทีปิ้งเนื้องูของชีจินแล้ว หยุนเชวี่ยพลันนึกถึงร้านปิ้งย่างที่ใช้เตาถ่านซึ่งผู้คนมักย่างอาหารรสเลิศมากมายอย่างเช่น ปีกไก่ สะเต๊ะจีน ไตหมู มันฝรั่ง มะเขือยาว กระเทียม…
ท้องของหยุนเชวี่ยส่งเสียงร้องพร้อมกับน้ำลายที่ไหลย้อยลงมาตรงมุมปากอย่างควบคุมไม่ได้ เนื่องจากถูกจุดประกายความหิวด้วยอาหารปิ้งย่าง
ชีจินเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารป่า เขารู้ดีว่าต้องใช้ไฟแรงแค่ไหนจึงจะทำให้หนังงูกรอบและเนื้อสุกพอดีโดยไม่ติดตะแกรง เมื่อเนื้องูเริ่มส่งกลิ่นหอม เสี่ยวส้วยเอ๋อจึงโรยเกลือที่ได้มาจากแม่นางเหลียนด้วยความพิถีพิถัน
หลังจากเนื้องูสุกได้ที่ ยังไม่ทันที่จะยกออกจากตะแกรง เด็ก ๆ ที่ยืนล้อมรอบอยู่ก็รีบปรี่เข้าไปหาเนื้องูทันที ทว่าชีจินตะโกนขึ้นเสียก่อน “อย่าแย่งสิ! มันเป็นของข้า!”
ไม่มีผู้ใดสนใจคำพูดของชีจินแม้แต่คนเดียว เพียงพริบตาเขาถูกเบียดเข้าไปอยู่ในตรงกลางของวงล้อมพร้อมใช้ความพยายามอย่างมากในการปกป้องเนื้องูจากเหล่าหมาป่าผู้หิวโหย จากนั้นเขาจึงแบ่งมันให้กับหยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ และเหอยาโถว
เนื้องูมีไม่สัมพันธ์กับจำนวนฝูงหมาป่า ดังนั้นเหล่าเด็กน้อยจึงได้ลิ้มรสของมันคนละนิด เมื่อชิมแล้วทุกคนต่างตกตะลึงกับความอร่อยของมันจนต้องแย่งกันกินอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยหยิบเนื้องูเข้าปากพลางพยักหน้า ‘อร่อยยิ่งนัก’ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นซึ่งเป็นผลมาจากการย่างและการทำความสะอาด ทว่าถึงกระนั้นก็ยังมีกลิ่นคาวเล็กน้อย
นางแบ่งเนื้องูส่วนที่อยู่ใกล้หางให้เสี่ยวอู่ มันเอร็ดอร่อยเสียจนเขาต้องเลียน้ำมันที่ติดนิ้ว
“อร่อยหรือไม่?” หยุนเชวี่ยถาม
“อร่อยแต่มีกลิ่นคาวนิดหน่อย” เสี่ยวอู่เอ่ยตอบ
หยุนเชวี่ยหรี่ตาลง “แม้จะไม่ได้กินของดีบ่อยครั้ง แต่ลิ้นของเจ้าก็ยังรับรสได้ดีเยี่ยม”
อีกด้านหนึ่ง แม่นางเหลียน ป้าสะใภ้อู๋ ป้าสะใภ้เหอและคนอื่น ๆ ที่อาสาดูแลเรื่องอาหารการกินก็พูดคุยกันพร้อมยกหม้อใบใหญ่สามใบขึ้นตั้งบนเตาและเริ่มก่อไฟปรุงอาหารตามลำดับ
หม้อใบหนึ่งใช้ต้มผักเพื่อทำแกงไก่ป่าที่แม่นางเหลียนหมักไว้โดยใช้ผักที่ปลูกในสวนผักของตน อาหารชนิดนี้มีรสชาติเข้มข้นและอุดมไปด้วยพลังงานเหมาะกับผู้ที่ทำงานหนัก
หม้ออีกใบหนึ่งใช้ทำแป้งทอด พวกนางนำแป้งข้าวโพดมาผสมกับน้ำและคนให้เขากัน จากนั้นใช้แปรงทาน้ำมันบาง ๆ ลงในหม้อก่อนตักแป้งใส่ลงไปให้มีขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วพลิกแป้งไปมาจนกว่าจะมีสีน้ำตาลทั้งสองด้าน
ส่วนหม้อใบสุดท้ายเป็นหม้อที่ป้าสะใภ้อู๋นำมาจากที่บ้านของตน นางจัดการทำความสะอาดปลาที่ชีจินจับได้อย่างชำนาญก่อนใส่ลงไปในหม้อตามด้วยขิงแก่เพื่อทำต้มปลาแสนอร่อย
อาหารมื้อนี้มีทั้งไก่ ปลา และผัก กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยเข้าไปในหมู่บ้าน จนทำให้ชาวบ้านหลายคนน้ำลายสอ เดินตามกลิ่นหอมเหล่านั้นจนมาถึงโรงครัว
หยุนเชวี่ยไม่เคยเห็นผู้ใดไร้คุณธรรมเท่าแม่นางเฉินมาก่อน นางปรี่เข้ามาหาแม่นางเหลียนอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มือหนึ่งถือชามกระเบื้องและมือหนึ่งถือตะเกียบพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนน้ำมันบนใบหน้าแทบไหลย้อยตามร่องแก้มทั้งสองข้าง
“พี่สะใภ้รอง ข้าได้ยินมาว่าท่านกำลังทำอาหารอยู่ ท่านเคยบอกว่าเราสนิทกันมิใช่หรือ แต่เหตุใดจึงไม่เรียกข้าให้มาช่วยสร้างบ้านใหม่เล่า? ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่…”
“นี่ สะใภ้สามตามกลิ่นมาอย่างที่ข้าพูดไว้ไม่มีผิด” ป้าสะใภ้อู๋กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เจ้ามาช่วยทำงานหรือมาช่วยกินกันแน่?”
ใบหน้าของแม่นางเฉินหนาเตอะจนไม่รู้สึกอับอาย นางจึงส่งเสียงหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยตอบ “พวกเราต่างเป็นคนกันเองทั้งนั้น ท่านยังจะแบ่งแยกสองตระกูลอีกรึ หลังจากฤดูใบไม้ผลิ เราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว!”
ป้าสะใภ้อู๋มีนิสัยไม่ยอมคนซึ่งตรงกันข้ามกับแม่นางเหลียน นางจึงลุกยืนขึ้นพลางเท้าสะเอวห้ามไม่ให้แม่นางเฉินแตะต้องอาหารเด็ดขาด “อาหารเหล่านี้ถูกจัดไว้ให้พวกผู้ชายที่ทำงานหนักเท่านั้น คนที่ไม่ได้ทำงานต้องรอก่อน!”
“ฮี่ฮี่ ฟังท่านพูดสิ พี่สะใภ้รองของข้าเป็นคนขี้งกที่ไหนกัน หากอาหารในหม้อนี้ไม่เพียงพอดังที่ท่านพูด เช่นนั้นใครมาเร็วก็ควรได้กินก่อนมิใช่หรือ” แม่นางเฉินชะโงกหน้ามองอาหารในหม้อ
“เหตุใดคนเช่นเจ้าจึงหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้” ป้าสะใภ้อู๋ยืนขวางทางแม่นางเฉินโดยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “ทุกคนต่างทำงานหนัก แม้แต่ข้าวกลางวันยังไม่ได้กิน แต่คนไร้ประโยชน์เช่นเจ้ากลับต้องการกินอาหารก่อนผู้อื่น ไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ”
“ข้าไม่ได้ขออาหารบ้านท่านกินเสียหน่อย แล้วจะหวงไปเพื่ออะไร…” แม่นางเฉินเบ้ปากพลางกล่าวเสียดสี หลังจากพยายามเบียดป้าสะใภ้อู๋ให้พ้นทางอยู่หลายครั้งทว่าไม่เป็นผล
“ฮึ่ม…” ป้าสะใภ้อู๋ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครกล่าวเสียดสีได้ง่าย นางพับแขนเสื้อของตนขึ้นพร้อมยืดอกพลางกล่าว “ข้าทำอาหารหม้อนี้ ล้างชาม ก่อไฟ และทำแป้งกับมือ แม้แต่หม้อที่ใช้ต้มน้ำแกงก็เป็นของตระกูลข้า แล้วเหตุใดข้าจะหวงอาหารไม่ได้เล่า?”
“สะใภ้สาม เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าครอบครัวของสะใภ้รองจะสร้างบ้านหลังใหม่ ทุกคนต่างมารวมตัวกันช่วยงานที่นี่ตลอดครึ่งเช้า แต่เหตุใดเจ้าจึงไม่โผล่หน้ามาเลย” แม่ม่ายเหลียวเป็นคนใจร้อนเช่นกัน นางจึงลุกยืนเคียงข้างป้าสะใภ้อู๋
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? พี่สะใภ้รองไม่ได้ชักชวนข้าเสียหน่อย” แม่นางเฉินเถียงด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น “หากข้ารู้ ข้าต้องมาช่วยงานแน่นอน”
“ไม่รู้ว่าทุกคนมาช่วยงาน แล้วเจ้ารู้ว่าเราทำอาหารกันที่นี่ได้อย่างไร?”
แม่นางเฉินไม่ได้ตอบคำถามของทั้งสองคน ทว่ากลับหันไปพูดกับแม่นางเหลียน “พี่สะใภ้รอง…พี่สะใภ้รอง เหตุใดท่านไม่ช่วยข้าล่ะ? ปล่อยให้คนเหล่านี้บีบคั้นข้าอยู่ได้”
แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร เพราะตนเป็นคนหน้าบางและเคยชินกับการถูกเอาเปรียบ ดังนั้นนางจึงถูกหยุนเชวี่ยและหยุนเยี่ยนดึงออกไป
“ท่านอาสะใภ้สามมาอีกแล้ว” หยุนเยี่ยนสังเกตเห็นสีหน้ากลุ้มใจของมารดา “หลังจากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ท่านอาก็คุ้นชินกับการขออาหารที่บ้านของเรา ดังนั้นนางจึงเดินตามกลิ่นอาหารมากินข้าวของเราสามคนทุกมื้อเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่ หากท่านไม่อยากแบ่งให้อาสะใภ้สามกินก็ปฏิเสธและไล่นางออกไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าหลังจากบ้านหลังใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วนางจะตามมากินอาหารของเราเรื่อย ๆ จนส่วนที่พวกเรากักเก็บไว้หมดแน่นอน” หยุนเชวี่ยเบ้ปาก “ให้ป้าสะใภ้ทั้งสองจัดการนางเถิดเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ ไม่ใช่ว่าแม่ไม่อยากปฏิเสธ” แม่นางเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง “แม่รังเกียจที่อาสะใภ้สามของเจ้าชอบทำเรื่องขายหน้าต่างหาก…”
หยุนเชวี่ยยักไหล่ “นางขายหน้าตนเอง แล้วท่านจะสนใจนางเพื่ออะไร?”
หยุนเยี่ยนพยักหน้า “ถูกต้องเจ้าค่ะ”
ทั้งสามคนหันมองป้าสะใภ้อู๋ แม่ม่ายเหลียวยืนประจันหน้าอีกฝ่ายอย่างห้าวหาญ คนหนึ่งยืนเท้าเอว ส่วนอีกคนหนึ่งกอดอกพร้อมขับไล่แม่นางเฉินให้ถอยร่นไปข้างหลังทีละก้าว
จากนั้นมารดาของเหอยาโถวจึงเปิดฝาหม้อและตะโกนให้พวกผู้ชายที่ทำงานหนักมากินข้าวกลางวัน “กินข้าว! ทุกคนมากินข้าวให้อิ่มท้องก่อนแล้วค่อยทำงานกันต่อ!”