ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 301 เหอเซียงเอ๋อออกเรือน
ตอนที่ 301 เหอเซียงเอ๋อออกเรือน
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เมื่อใดที่แม่นางเฉินมาขออาหารที่บ้านของหยุนลี่เต๋อ นางก็จะถูกป้าสะใภ้อู๋และแม่ม่ายเหลียวไล่ตะเพิดกลับไปเสียทุกครั้ง แม่นางเฉินจึงตระหนักได้ว่าตนไม่สามารถขออาหารและน้ำจากที่นี่โดยไม่มีสิ่งตอบแทนได้อีก เช่นนั้นนางจึงเสนอตัวช่วยงานในวันที่สาม
แม่นางเฉินไม่สามารถทำงานก่อสร้างของพวกผู้ชายได้ ส่วนเหล่าแม่บ้านรังเกียจนางเพราะมีนิสัยหยาบกระด้างและไม่ใส่ใจรายละเอียด โดยเฉพาะแม่นางหยางผู้รักความสะอาดและมีนิสัยประณีต ดังนั้นเมื่อได้ข่าวว่าสะใภ้สามจะมาช่วยงาน คิ้วของพวกนางจึงขมวดเป็นปมแน่น
“เหตุใดพวกเจ้าจึงรังแกข้า? พวกท่านบอกว่าหากไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน ครั้นข้าจะทำงานกลับไม่ให้ทำ! นี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งกันหรอกหรือ?” แม่นางเฉินโวยดวายเสียงดังด้วยความโกรธ
“สะใภ้สาม ไม่มีใครต้องการกลั่นแกล้งเจ้าหรอก” แม่นางหยางมองอีกฝ่ายพร้อมส่ายศีรษะ “เจ้าบอกว่าเจ้าจะทำอาหารสำหรับเราทุกคน แต่ข้าว่าเจ้าควรดูแลตนเองก่อน ดูโคลนที่ติดในซอกเล็บของเจ้าสิ…”
แม่นางเฉินก้มหน้ามองสำรวจเล็บของตนเอง พลางคิดว่ามันคือเรื่องปกติจึงเบ้ปาก “มันไม่สะอาด แต่ไม่ได้ทำให้ใครป่วยเสียหน่อย ผักในแปลงยังใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ย ข้าก็ไม่เห็นว่าผักชนิดไหนจะเหี่ยวเฉาเลย”
“เจ้าอย่าสร้างปัญหาอีกเลย” แม่ม่ายเหลียวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “พวกเรามีกำลังคนมากพอแล้ว เจ้าอย่าก่อเรื่องที่นี่เด็ดขาด รีบกลับไปเสีย หากมีเวลาว่างก็ไปเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน ต้มน้ำร้อนอาบ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น่ามองกว่านี้เถิด…”
“ข้าเพียงสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ท่านอยากให้ข้าเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าแบบไหนล่ะ แบบที่ปักลายบุปผาดีหรือไม่” แม่นางเฉินเดินเอ้อระเหยอยู่ด้านข้าง พลางดึงชายเสื้อขึ้นมาและหยิบเศษดินที่เปื้อนอยู่ออก
“ท่านแม่ ท่านแม่” หยุนเซียงวิ่งมาตามถนนลูกรัง เมื่อเห็นว่ามีผู้คนมากมายรวมตัวอยู่ที่นั่น นางจึงก้มหน้าลงก่อนกล่าวคำเบา “ท่านแม่ ท่านย่าและท่านป้าสะใภ้ใหญ่เรียกท่านให้กลับไปทำอาหารเจ้าค่ะ”
“ใช้งานข้าทุกเรื่องตั้งแต่ทำอาหาร ซักผ้า ตักน้ำใส่โอ่ง ให้อาหารไก่ รวมไปถึงผ่าฟืนจนไม่ได้พักผ่อน ถึงกระนั้นกลับกล่าวหาว่าข้าขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนล่อ” แม่นางเฉินดึงหยุนเซียงให้กลับบ้านพร้อมบ่นอุบตลอดทาง “ไป ๆ ๆ เด็กน้อยผู้รันทดต้องมาตามหาแม่ผู้น่าสงสาร ชีวิตช่างไม่ยุติธรรม!”
เมื่อเห็นว่าสองแม่ลูกเดินไปไกลแล้ว แม่ม่ายเหลียวจึงถอนหายใจ “เซียงเอ๋อเป็นเด็กฉลาด ทว่ามีโชคชะตาน่าสงสารยิ่งนัก เกิดมามีพ่อแม่พร้อมหน้า แต่พวกเขากลับไม่ใส่ใจนางเท่าที่ควร”
“ถูกต้อง ดูใบหน้าของนางสิ เหลืองราวกับขี้ผึ้งจนดูไม่ออกว่าหน้าตาที่แท้จริงของนางเป็นอย่างไร เสื้อผ้ารึก็มอมแมมไม่น่ามอง หากโตเป็นสาวแล้วคงหาสามีได้ยาก สะใภ้สามเป็นแม่ประสาอะไร” แม่นางหยางกล่าว
ตลอดช่วงเวลาในการสร้างบ้านหลังใหม่ของหยุนลี่เต๋อ อาหารทุกมื้อที่ครอบครัวของเขาปรุงเพื่อเลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยงานจะอุดมไปด้วยเนื้อสัตว์ เมื่อใดที่อาหารสุกได้ที่ แม่นางเหลียนจะขอให้หยุนเชวี่ยนำอาหารที่แบ่งเอาไว้ไปให้ผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูตามที่กล่าววาจาไว้ว่า แม้จะย้ายออกไปอาศัยที่อื่น แต่ครอบครัวของตนจะยังกตัญญูต่อบิดามารดาดังเดิม
นอกจากนี้หยุนลี่เต๋อยังหารือกับภรรยาว่าหากพี่ใหญ่สอบผ่านและได้เป็นขุนนาง เขาจะพาผู้เฒ่าทั้งสองไปอาศัยอยู่ในเมืองย่อมเห็นด้วย หากแต่ทั้งสองยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเก่า เขาก็ยินดีที่จะปันส่วนอาหารให้บิดาและมารดาทุกเดือน
แม่นางเหลียนเป็นผู้มีคุณธรรมย่อมเข้าอกเข้าใจผู้อื่นดี นางพยักหน้าเห็นด้วยพลางกล่าวอย่างกังวล “พวกเราสมควรเลี้ยงดูท่านพ่อท่านแม่เป็นการตอบแทน ท่านทั้งสองชรามากแล้วคงไม่กินเยอะกระมัง? แต่… คนที่เหลือเล่า?”
“การเลี้ยงดูบิดามารดานับว่าเป็นเรื่องปกติ” หยุนลี่เต๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวออก “ชิ่วเอ๋ออายุมากพอที่จะออกเรือนแล้ว ส่วนครอบครัวของน้องสามมีมือและเท้าเช่นเดียวกับเรา พวกเขาคงไม่อดตาย”
หยุนลี่เต๋อมีนิสัยเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ชาวบ้านหลายคนจึงช่วยเหลือเขาด้วยความเต็มใจ ภายใต้การทำงานอย่างแข็งขัน หลังจากผ่านไปเพียงห้าวัน พวกเขาก็ก่อสร้างห้องนอนทั้งสองห้องและห้องครัวเสร็จเรียบร้อย
ห้องนอนห้องใหญ่เป็นห้องของหยุนลี่เต๋อ ภรรยา และเสี่ยวอู่ ริมหน้าต่างของห้องนี้มีพื้นที่ว่างเหมาะกับการนำโต๊ะตัวเล็กมาตั้งไว้ ส่วนห้องนอนห้องเล็กเป็นของสองพี่น้องหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ย นอกจากนี้ยังมีห้องครัวที่เปิดโล่งอีกด้วย ซึ่งขณะนี้เหล่าชายฉกรรจ์กำลังขุดสร้างห้องใต้ดิน
แม้การก่อสร้างตัวบ้านจะดำเนินการไปเกินกว่าครึ่ง ทว่าเครื่องเรือนทั้งหลายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากก่อนย้ายเข้าไปอาศัย พวกเขาต้องรอให้ไม้ที่ใช้ก่อสร้างบ้านตากแดดเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน หยุนลี่เต๋อจึงวางแผนประกอบโต๊ะและเก้าอี้ในภายหลัง
เตาผิงไฟในห้องโถงและเตาทำอาหารในห้องครัวถูกสร้างขึ้นโดยสวีเหล่าซานผู้มากฝีมือ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจ้างวานเขาให้สร้างเตาผิงไฟ และเมื่อฤดูหนาวมาเยือนบ้านทั้งหลังก็จะอบอุ่นขึ้นทันตา แม้จะสวมเสื้อผ้าชิ้นเดียวก็ตาม
การก่อสร้างบ้านหลังใหม่ของตระกูลหยุนใกล้เสร็จสมบูรณ์เต็มที เพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันออกเรือนของคุณหนูสามแห่งตระกูลเหอแล้ว
เช้าตรู่วันนี้เหออวี้ หยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ ชีจิน รวมถึงชาวบ้านคนอื่น ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างมารวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้านเพื่อรอขบวนเกี้ยวรับเจ้าสาวจากตระกูลเจิ้ง
“ดูสิ เจ้าบ่าวมาถึงแล้ว!” เด็กชายที่ยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่ตะโกนเสียงดัง “เขาขี่ม้ามา ม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลแดง! หล่อเหลายิ่งนัก!”
เด็กชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปยืนบนหินก้อนใหญ่ เขาเห็นคุณชายรองตระกูลเจิ้งสวมชุดมงคล บริเวณหน้าอกของเจ้าบ่าวมีผ้าไหมสีแดงที่ทำเป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ห้อยอยู่ อีกทั้งขี่ม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลแดงมาจากที่ไกล ๆ ช่างน่าภาคภูมิใจไม่น้อย
ด้านหลังเจ้าบ่าวมีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวยาวเหยียด ชายหนุ่มหลายคนผู้เป็นสหายของเจิ้งเอ้อร์ขี่ม้าที่ไม่ประดับผ้าสีแดง ส่วนด้านหลังเป็นผู้ติดตามซึ่งบางคนถือร่มและธง บางคนบรรเลงเครื่องดนตรีอย่างสนุกสนานทำให้บรรยากาศโดยรอบคึกคักขึ้นทันตา
ไกลออกไป เด็ก ๆ ที่รวมตัวกัน ณ ทางเข้าหมู่บ้านไป๋ซีก็เริ่มจับมือกันพลางตะโกนเสียงดัง “เจ้าบ่าวมาแล้ว! เจ้าบ่าวมาแล้ว!”
ขบวนแห่เดินทางมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เสียงฆ้องและกลองดังกึกก้องทั่วหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่นานถนนลูกรังก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่าชาวบ้านที่มุงดูความยิ่งใหญ่
วันนี้เหอยาโถวแต่งกายเรียบร้อยและหล่อเหลาเป็นพิเศษ เสื้อผ้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าล้วนดูใหม่เอี่ยม ทว่าชุดของเขาไม่ใช่สีแดง เหอยาโถวเดินมาต้อนรับเจ้าบ่าวที่ด้านหน้าพร้อมโบกมือทักทายด้วยความตื่นเต้นให้กับบุรุษผู้สง่าผ่าเผยที่นั่งบนท้าม้าใหญ่ “พี่เจิ้งเอ้อร์! พี่เจิ้งเอ้อร์!”
ปกติแล้วเจิ้งเอ้อร์เป็นคนร่าเริง วันนี้เป็นวันมงคลและเป็นวันที่มีความสุขที่สุด เขาจึงยิ่งเป็นกันเองมากขึ้น ชายหนุ่มนั่งบนหลังม้าพร้อมกล่าวเสียงดังอย่างเบิกบานใจ “เรียกพี่เขยสิ! พี่เขยมีรางวัลให้เจ้า!”
เหออวี้ประสานมือคารวะพร้อมตะโกนว่า “คารวะพี่เขยสาม!”
เด็กน้อยที่อยู่ด้านหลังของเหออวี้ต่างประสานมือเลียนแบบ พวกเขายืนเบียดเสียดกันเป็นก้อนกลมพลางตะโกนเสียงดังว่า “พี่เขยสาม คารวะพี่เขยสาม!” หลังจากสิ้นเสียงตะโกน ทุกคนก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมยื่นมือออกไปขอเงินรางวัล
เหล่าชาวบ้านที่มุงดูอยู่สองข้างทางต่างระเบิดหัวเราะ
เจิ้งเอ้อร์ตะโกนด้วยความพึงพอใจ เขาหยิบเหรียญทองแดงออกมาและโยนไปทางชาวบ้าน เหล่าเด็กเล็กและผู้ใหญ่ต่างกรูกันเข้าไปรับเงินมงคลของ ‘พี่เขยสาม’ ในขณะที่ ‘พี่เขยสาม’ หัวเราะอย่างเบิกบานใจ
เด็กรับใช้ที่ติดตามขบวนแห่เจ้าสาวต่างนำผลไม้ ลูกกวาด และขนมที่ถูกบรรจุในห่อใบเล็กมาโปรยให้ชาวบ้านเช่นกัน ดังนั้นหมู่บ้านไป๋ซีจึงอบอวลไปด้วยความสุขตั้งแต่เช้าตรู่
เจ้าสาวเหอเซียงเอ๋อสวมชุดมงคลและผ้าคลุมหน้าสีแดงนั่งอยู่ในห้อง นางได้ยินเสียงตะโกนของเจิ้งเอ๋อร์ดังลอดประตูเข้ามา ซึ่งน้ำเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยความสุขจนท่วมท้น
ป้าสะใภ้เหอฉีกยิ้มกว้างจนดวงตากลายเป็นเส้นตรง นางยกมือขึ้นโบกพลางแสร้งทำเป็นไล่เด็กน้อยที่กำลังวิ่งตามลูกเขยคนใหม่เข้ามาในเรือน “ยังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดิน อย่าตะโกนมั่วซั่วสิ”
ผลที่ได้รับก็คือเหล่าเด็กน้อยยิ่งฮึกเหิมขึ้น พวกเขาเบียดเจิ้งเอ้อร์ให้ยืนอยู่ตรงกลางก่อนเรียงแถวกล่าวคำพูดมงคลทีละคน ในขณะที่เจ้าบ่าวผู้ถูกเยินยอได้ควักเงินรางวัลออกมาแจกจ่ายแก่ทุกคนอย่างสนุกสนาน
แม่นางเฉินเก็บขนมมงคลได้สองห่อ ซึ่งหนึ่งห่อบรรจุขนมสามชิ้นได้แก่ ขนมเปี๊ยะไข่แดงอันเลื่องชื่อของภัตตาคารหลงชิง ขนมแป้งม้วนไส้ถั่วแดง และขนมสั่วจิงเกาขนาดเล็กที่ถูกทำขึ้นมาอย่างประณีต
นางกัดขนมเหล่านั้นทีละคำจนหมด จากนั้นกินเพิ่มอีกสามถึงห้าห่อ แต่ถึงกระนั้นนางยังคงรู้สึกว่าท้องของตนว่างเปล่าราวกับไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้อยจึงเบ้ปากพร้อมบ่นพึมพำ “ขี้งกเสียจริง ขนมอันเล็กแค่นี้กินอย่างไรก็ไม่อิ่มหรอก”
หลังจากพูดจบ แม่นางเฉินก็เหลือบไปเห็นหยุนเซียงที่เงยหน้ามองตน
“เจ้าเก็บขนมได้หรือไม่?” แม่นางเฉินเอ่ยถาม
หยุนเซียงส่ายศีรษะ
“เก็บไม่ได้สักอย่างเลยรึ?”
หยุนเซียงส่ายศีรษะอีกครั้ง
“เหตุใดเจ้าถึงโง่เพียงนี้? ไม่เบียดคนอื่นไปด้านหน้าเล่า? เจ้าเด็กคนนี้ แม่บอกเจ้าว่า…” แม่นางเฉินใช้นิ้วผลักศีรษะลูกสาวด้วยความโมโห “เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วภายภาคหน้าเจ้าจะกินอยู่อย่างไร”
หยุนเซียงก้มหน้าลงเม้มปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หลายวันมานี้ครอบครัวของลุงรองสร้างบ้านหลังใหม่กินเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ในยามเที่ยงของทุกวันหยุนเชวี่ยจะยกชามอาหารที่อุดมไปด้วยผักและเนื้อมาให้ท่านปู่ ท่านย่า และอาชิ่วเอ๋อที่ห้องชั้นบน ด้วยการกระทำเช่นนี้ อาหารการกินของครอบครัวนางจึงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
ยามเช้าของวันนี้นางกินโจ๊กลูกเดือยเป็นอาหาร ซึ่งภายในถ้วยนั้นมีลูกเดือยเพียงไม่กี่เม็ด นอกจากนี้ยังมีขนมวอโถวเย็นชืดที่เหลือจากเมื่อวาน ซึ่งนางไม่กล้าแม้แต่จะกลืนมันลงไป ดังนั้นเมื่อขาดสารอาหารเป็นเวลานาน หยุนเซียงจึงรู้สึกหิวจนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
เมื่อหยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ และชีจินที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องอยู่หน้าประตูของตระกูลเหอ เงยหน้าขึ้นเห็นแม่นางเฉินใช้นิ้วจิ้มศีรษะของหยุนเซียงอย่างแรงพร้อมพึมพำบางอย่างก่อนเดินมาทางนี้
หยุนเซียงก้มหน้าลงพร้อมห่อไหล่ ขาอันเรียวเล็กภายใต้กางเกงของนางอ่อนแรงลง หยุนเชวี่ยมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนโบกมือพร้อมตะโกนเรียก “เซียงเอ๋อ มานี่สิ”
หยุนเซียงได้ยินดังนั้นจึงหันมองอีกฝ่ายอย่างขลาดกลัว
“มานี่” หยุนเชวี่ยหัวเราะอย่างอ่อนโยน
หยุนเซียงรู้สึกหวาดกลัวหยุนเชวี่ยเล็กน้อย แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เคยดุด่าตนเหมือนหยุนชิ่วเอ๋อ ทว่านางก็ไม่สามารถกล่าวคำใดได้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่งกว่า หยุนเซียงจึงก้มหน้าลงตามสัญชาตญาณ
เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่แม่นางเฉินจะคว้าแขนของนางไว้ จากนั้นเหยียดยิ้มขณะเดินไปทางประตูเรือนของตระกูลเหอ “เฮ้ สาวน้อยเชวี่ยเอ๋อ เจ้าเรียกน้องสาวหรือ? เจ้าเก็บขนมมาได้ใช่หรือไม่?”
“ไม่เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยชำเลืองมองแม่นางเฉินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ นางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าก่อนยื่นมือไปตรงหน้าของหยุนเซียง ซึ่งในมือของหยุนเชวี่ยมีผลไม้ตากแห้งและลูกกวาดสองเม็ด
ริมฝีปากแห้งผากของหยุนเซียงเม้มแน่นขึ้น แขนทั้งสองข้างถูกทิ้งลงข้างลำตัวอย่างหมดแรง เนื่องจากนางไม่กล้าหยิบขนมในมือหยุนเชวี่ย
“สำหรับเจ้า เอาไปกินเถิด” หยุนเชวี่ยยื่นมือออกไปอีกครั้ง
“นี่ นังเด็กคนนี้ เหตุใดจึงโง่เง่านัก? พี่สาวให้ขนมเหตุใดจึงไม่รับไว้เล่า?” แม่นางเฉินผลักลูกสาวหนึ่งครั้งก่อนยื่นมือออกไปรับขนมก่อนเหลือบไปเห็นหยุนเชวี่ยที่ยืนจ้องตนอย่างไม่วางตา
“มันเป็นขนมสำหรับเด็ก อาสะใภ้สามจะแย่งนางด้วยหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าวเสียดสีโดยไม่ไว้หน้าแม่นางเฉินแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าต้องหน้าด้านเพียงใดถึงได้แย่งลูกสาวตนเองกินขนม
“ข้าแย่งอะไรกัน ข้ารับมันแทนเซียงเอ๋อต่างหาก” แม่นางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนหดมือกลับอย่างกระอักกระอ่วน นางชะโงกมองเข้าไปในเรือนตระกูลเหอพลางกล่าวว่า “เจ้ากับเหอยาโถวสนิทสนมกันมิใช่หรือ เจ้าบอกให้เขาเอาขนมมาให้สักสองสามชิ้นสิ”