ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 302 จัดงานมงคล
ตอนที่ 302 จัดงานมงคล
ขนบธรรมเนียมของมณฑลอันผิงมีอยู่ว่าหากตระกูลใดจัดงานมงคล ญาติมิตรและเพื่อนบ้านที่สนิทชิดเชื้อกันจะมอบ ‘ของขวัญมงคล’ ที่ทำจากธรรมชาติและสื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวย อย่างเช่น ชาวบ้านส่วนใหญ่ของหมู่บ้านไป๋ซีเป็นชาวนา พวกเขาจึงมอบผ้าแดงชิ้นใหญ่ ถุงเงินปักลายเป็ดยวนยาง หรือปลอกหมอน เป็นต้น เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจ
แน่นอนว่าหากมอบของขวัญมงคลแล้ว หัวหน้าตระกูลจะเชิญแขกไปนั่งประจำที่ซึ่งชายหญิงจะนั่งแยกโต๊ะกัน ตระกูลที่ร่ำรวยมักจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ในงานจะมีอาหารและขนมเลิศรสมากมาย แต่หากตระกูลใดมีฐานะยากจน พวกเขาจะฆ่าหมูหนึ่งตัวและปรุงอาหารสองสามชนิด
บางตระกูลไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกสาวมากนัก เพราะเมื่อลูกสาวแต่งงานออกเรือนไป นางจะต้องเป็นคนของตระกูลจึงไม่ยินยอมที่จะเสียเงิน และคิดว่าการที่ลูกผู้หญิงต้องกลายเป็นเมียน้อยของผู้อื่นนั้นน่าอับอาย หรืออีกกรณีหนึ่งคือบ้านของพวกเขายากจนข้นแค้นจึงไม่สามารถแม้แต่จะฆ่าหมูเพื่อใช้ประกอบอาหารในงานเลี้ยงได้ ซึ่งพวกเขาจะไม่จัดงานเลี้ยงหรือเรียกสินสอดใด ๆ
ตระกูลเหอมีบุตรสาวผู้เฉลียวฉลาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อเหอเซียงเอ๋อแต่งงาน พวกเขาจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่โต
เจ้าสาวก้าวเข้าไปนั่งในเกี้ยวบุปผาหลังใหญ่ที่โคลงเคลงไปมา เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวถูกหามออกจากหมู่บ้าน ป้าสะใภ้เหอก็ตะโกนเรียกพ่อครัวให้เริ่มทำอาหารทันที
พ่อครัวเป็นชายชรารูปร่างผ่ายผอม อายุราวห้าสิบปี เขาพาลูกน้องมาสองคน คนหนึ่งมีรูปร่างสูงโปร่ง และอีกหนึ่งคนมีรูปร่างแคระแกร็น ปกติแล้วชาวบ้านในชนบทไม่นิยมไปกินเลี้ยงที่ร้านอาหาร พวกเขาจึงเชือดไก่และหมูที่เลี้ยงไว้เพื่อความสะดวกสบาย
พ่อครัวที่ตระกูลเหอจ้างวานมานั้นมีแซ่หวง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในสิบลี้แปดหมู่บ้าน ปลายฤดูใบไม้ร่วงก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดงานแต่งงานมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงยุ่งอยู่กับการทำอาหารในงานแต่ง หากผู้ใดไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าก็จะไม่สามารถเชิญพ่อครัวแซ่หวงผู้นี้ไปทำงานอาหารในงานเลี้ยงได้
พ่อครัวผู้นี้ไม่ได้ทำงานอยู่ในภัตตาคารขนาดใหญ่ ทว่าฝีมือของเขาไม่ด้อยไปกว่ากันเลย เหตุผลที่อาจารย์หวงมีชื่อเสียงนั้นนอกจากสามารถทำอาหารได้หลากหลายประเภทแล้ว เขายังสามารถใช้ไก่ เป็ด ปลา และเนื้อที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้อย่างคุ้มค่าโดยไม่เสียของ
ป้าสะใภ้เหอกล่าวทักทายแขกในงานอยู่ครู่หนึ่ง และขณะนี้ถึงเวลาที่พ่อครัวจะได้แสดงฝีมือแล้ว
คืนก่อนวันแต่งงาน เตาไฟชั่วคราวสองเตาถูกสร้างขึ้นหลังเรือนของตระกูลเหอ พวกเขาเชือดหมูตั้งแต่เช้าตรู่ เลือดอุ่น ๆ ถูกบรรจุลงในถังน้ำสองถัง ลูกน้องตัวสูงของพ่อครัวทำความสะอาดลำไส้เล็กของหมูสามถึงห้าเส้น และแบ่งออกมาสองเส้นเพื่อทำไส้กรอกเลือดหมู ส่วนลูกน้องตัวอ้วนกำลังลับมีดเพื่อหั่นเนื้อ
แม่นางเหลียนและแม่นางหยางมารดาของเฟิงซิ่วไฉเองก็มาช่วยเตรียมการด้วยเช่นกัน ทว่าแม่ม่ายเหลียวไม่ได้มาด้วย เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าหากแม่ม่ายมาร่วมงานแต่งจะไม่เป็นมงคล
“ท่านแม่ พี่เขยสามชวนพวกเรากินเลี้ยงในเมืองขอรับ!” เหออวี้สวมเสื้อผ้าปักลวดลายสวยงามตะโกนบอกป้าสะใภ้เหอที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงานอยู่ในลานบ้าน “พวกเราไปกันเถอะ!”
“พวกเจ้าตกลงกันตั้งแต่เมื่อไร? เหตุใดแม่ถึงไม่รู้เรื่อง?”
“ข้าสัญญากับท่านแม่แล้ว ว่าข้าจะไม่สร้างปัญหาให้กับครอบครัวของเราอีก” เหออวี้เดินนำหยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ และชีจินขณะโบกมืออย่างภาคภูมิใจ “หลังจากกินเลี้ยงเสร็จ พวกเราจะไปเดินเล่นในเมืองสักพักแล้วค่อยกลับมาขอรับ”
“จริงสิ…” แม่นางเหลียนสะบัดน้ำที่เกาะอยู่ตรงมือก่อนตะโกนเสียงดัง “เชวี่ยเอ๋อ เดี๋ยวก่อน…”
เด็กทั้งสี่คนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปในเมืองหันมองแม่นางเหลียนอย่างพร้อมเพรียง “เรายังไม่ได้มอบของขวัญมงคลให้กับตระกูลเจิ้ง พวกเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้มันจะไม่งาม รอสักประเดี๋ยว เรายังพอมีเนื้อสัตว์ป่าเหลืออยู่ที่บ้านบ้าง พวกเจ้าเอาไปมอบให้เขาเถิด”
เหออวี้โบกมือปฏิเสธพร้อมหัวเราะคิกคัก “เชวี่ยเอ๋อและคนอื่น ๆ เป็นเสมือนครอบครัวของข้า ในเมื่อพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะมอบของขวัญมงคลไปเพื่ออะไรเล่าขอรับ? อย่ารบกวนท่านอาสะใภ้เลย เก็บเนื้อไก่ป่าและกระต่ายป่านั้นไว้เถิด เอาไว้วันหลังพวกข้าจะไปกินเอง”
“เช่นนั้นยิ่งไม่สมควรไร้มารยาท ในเมื่อเจ้าบอกไม่เป็นไร แต่ในสายตาผู้อื่นอาจไม่คิดเช่นนั้น พวกเราไปที่บ้านของเขา เราก็ต้องตอบแทนน้ำใจ” แม่นางเหลียนยืนกราน “หากพวกเจ้าอยากกินเนื้อสัตว์เมื่อใด ข้าจะให้อารองขึ้นเขาไปล่าสัตว์อีกครั้ง พวกเจ้าจะได้กินเนื้อสดใหม่อย่างไรล่ะ รออยู่นี่สักครู่”
หลังจากพูดจบ แม่นางเหลียนก็วิ่งเหยาะ ๆ กลับบ้านเพื่อนำเนื้อสัตว์ป่าที่หมักไว้มาให้ลูกสาว ในขณะที่หยุนเชวี่ยพึมพำออกมา “ผักดองของพวกเราดองได้ที่แล้วกระมัง เอาไปลองกินกับอาหารที่ภัตตาคารของพี่รองเจิ้งสักหน่อยดีหรือไม่”
ป้าสะใภ้เหอได้ยินดังนั้นจึงส่ายศีรษะ “ตระกูลใหญ่ล้วนจัดงานเลี้ยงด้วยอาหารหรูหรา พวกเจ้าจะเอาจานหัวไชเท้าดองและแตงกวาดองวางปะปนด้วยได้อย่างไร? ลืมไปเสียเถิด มันไม่เหมาะสม”
“เหตุใดจึงไม่เหมาะสมเล่า?” เหออวี้กล่าวอย่างไม่พอใจ “ผู้คนในเมืองไม่สามารถกินเนื้อและปลาตัวใหญ่ให้หมดในคราวเดียวได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวแตงกวา หัวไชเท้า และถั่วฝักยาวจึงเป็นของหายาก”
ป้าสะใภ้เหอทนฟังคำพูดของลูกชายไม่ได้ นางจึงบ่นพึมพำพร้อมหยิบไหกระเบื้องเคลือบใบใหม่เอี่ยมขึ้นมาและเดิมผักดองหลายหลายชนิดเข้าไปในไห
ฤดูใบไม้ร่วงอากาศแจ่มใส พืชผลในทุ่งนาถูกเก็บเกี่ยวจนหมด ใบไม้สองข้างทางเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างช้า ๆ สายลมเย็นพัดโชยมาปะทะกับใบหน้า นับได้ว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดของปี
เด็กทั้งสี่คนหิ้วเนื้อสัตว์และอุ้มไหผักดองเดินเข้าไปในเมืองอย่างชำนาญเส้นทาง ในขณะที่พูดคุยและหัวเราะร่วนตลอดการเดินทาง
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจะได้กินอาหารเย็นในเมือง” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าวด้วยความตื่นเต้นและประหม่า “คนในเมืองกินอะไรเป็นอาหารค่ำรึ? แล้วเราจะได้ร่วมโต๊ะกับผู้ใด?”
“บนโต๊ะจะต้องมีไก่ย่าง ขาหมูตุ๋นอันใหญ่ ซื่อสี่หวานจื่อ และปลาแน่นอน” ชีจินเลียริมฝีปากและพยายามกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เขาพลันรู้สึกหิวเข้ามาทันทีก่อนหัวเราะอย่างซื่อ ๆ “ฮี่ฮี่ นี่เป็นครั้งแรกของข้าที่จะได้กินอาหารร่วมกับคนในตระกูลใหญ่ ท่านแม่จึงกำชับว่าห้ามตักอาหารเยอะจนล้นชาม ห้ามเคี้ยวข้าวเสียงดัง ห้ามกินมูมมาม ต้องนั่งเป็นที่และต้องทำตัวมีมารยาท”
“แม่ของเจ้าพูดถูก” เหออวี้เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อนทุกคน “หากเรานั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าคุณชายและคุณหนู พวกเขาจะดูถูกเราเอาได้ว่าเป็นคนบ้านนอกไม่มีการศึกษา”
“อืม” ชีจินพยักหน้า “เดี๋ยวข้าจะเรียนรู้จากพี่เหออวี้ ท่านปฏิบัติตัวอย่างไร ข้าก็จะทำตามทุกอย่าง”
…
โคมแดงที่มีคำว่า ‘มีความสุข’ ถูกแขวนไว้ด้านหน้าของภัตตาคารหลงชิง วันนี้แขกเหรื่อหนาตากว่าปกติ แม้แต่เสี่ยวเอ้อยังเปลี่ยนรูปแบบของชุดแต่งกาย พวกเขาสวมเสื้อตัวยาวตกแต่งขอบแขนเสื้อด้วยสีแดงเพื่อแสดงความยินดีให้กับเจ้าของภัตตาคาร
“โอ้ นายน้อยและสหายมาถึงแล้ว” เสี่ยวเอ้อผู้เฉลียวฉลาดคนหนึ่งเห็นเหออวี้และหยุนเชวี่ยเดินเข้ามาจึงรีบไปต้อนรับ “คุณชายรองกำชับไว้ว่าหากแขกผู้มีเกียรติเช่นท่านมาถึง ให้ข้าเชิญพวกท่านไปยังชั้นบน”
เมื่อกล่าวจบ เสี่ยวเอ้อก็ยื่นมือไปรับเนื้อสัตว์ป่าและไหผักดอง พลางส่งเสียง ‘โอ้โห’ พร้อมฉีกยิ้มกว้าง “นี่คือของดีอะไรกัน เหตุใดจึงหนักเช่นนี้ขอรับ”
“ของดีที่ข้าดองไว้ที่บ้านน่ะ” เหออวี้กล่าวพร้อมขยิบตาอย่างมีเลศนัย “ส่งพวกมันไปยังห้องครัวให้พ่อครัวจัดการ เขาจะได้ลิ้มรสอาหารที่ทำมาจากภูมิปัญญาของคนในชนบท”
“ขอรับ!” เสี่ยวเอ้อเดินตรงไปยังบันไดพร้อมตะโกนด้วยน้ำเสียงร่าเริง “แขกผู้มีเกียรติมาถึงแล้ว ขอเชิญนายน้อยทั้งหลายไปยังห้องหยุนซวนขอรับ!”