ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 303 ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
ตอนที่ 303 ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
งานมงคลทั้งในเมืองและชนบทต่างดำเนินไปด้วยความครึกครื้น
หยุนเชวี่ย เหออวี้ และอีกสองคนนั่งอยู่ในห้องอาหารส่วนตัวรวมกับเด็กตระกูลเจิ้งซึ่งมีรุ่นราวคราวเดียวกัน เจิ้งเอ้อร์คิดพิจารณาอย่างรอบคอบว่าหากพวกเขานั่งร่วมโต๊ะกันคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่หารู้ไม่ว่าขณะนี้เด็กทั้งสองฝ่ายกำลังห้ำหั่นกันอย่างเงียบ ๆ
ชีจินทำตามคำสั่งของมารดาอย่างเคร่งครัด เขาปฏิบัติตนอย่างมีมารยาท หากเหออวี้ไม่ขยับตัว เขาก็จะไม่ขยับ แม้ว่าสายตาของเขาจะจ้องขาหมูราดซอสมันเยิ้มจนตาแทบถลนออกมาจากเบ้าก็ตาม
เสี่ยวส้วยเอ๋อนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือของตนไปแตะมือของหยุนเชวี่ยที่วางอยู่ใต้โต๊ะ จากนั้นหันไปกล่าวคำเบา “พี่เชวี่ยเอ๋อ เหตุใดท่านถึงไม่จับตะเกียบเล่า? เราต้องเริ่มกินเมื่อไรหรือ ตอนนี้ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว”
“ข้าไม่รู้มารยาทบนโต๊ะอาหาร” หยุนเชวี่ยกล่าวพลางมองไปรอบ ๆ ตามธรรมเนียมแล้วเด็กที่อาวุโสที่สุดในห้องจะต้องกินก่อน จากนั้นเด็กที่เหลือจึงกินตามได้
เพื่อไม่ให้ดูเหมือนว่าตนเป็นพวกไร้การศึกษาและไร้มารยาท หยุนเชวี่ยจึงหลุบตามองต่ำ จดจ่ออยู่กับลมหายใจ ขณะที่มือทั้งสองวางอยู่บนหัวเข่า หากอีกฝ่ายไม่ขยับเขยื้อน นางก็จะนั่งนิ่งต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน อาหารจานร้อนห้าหกอย่างก็ถูกนำมาวางเรียงรายไว้บนโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยไก่ย่างอันเลื่องชื่อของภัตตาคารหลงชิง และอาหารที่ชีจินคาดเดาเอาไว้คือขาหมูตุ๋นขนาดใหญ่ ซื่อสี่หวานจื่อ ปลาเก๋าราดซอสเปรี้ยวหวาน ผัดเนื้อกระต่ายป่าเป็นอาหารจานหลัก
ลูกกระเดือกของชีจินกลิ้งขึ้นลง เขาเหลือบมองเหอวี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างพลางเม้มริมฝีปากแน่น ขณะนี้เด็กชายไม่สามารถละสายตาออกจากอาหารบนโต๊ะได้เลย
หยุนเชวี่ยจิบชาอย่างไม่รีบร้อนพลางคิดในใจว่า ‘จะต้องมีพิธีรีตองอีกกี่ขั้นตอน เหตุใดครอบครัวใหญ่จึงมีกฎระเบียบมากมายเช่นนี้? ต่อให้ไม่ขยับตะเกียบ แต่ก็ควรมีคนชวนพูดคุยมิใช่หรือ น่าอายเสียจริง…’
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ ๆ เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็กระแอมไอพร้อมเผยรอยยิ้มเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดเสียก่อน “วันนี้เป็นวันมงคลของพี่รองของข้า ทุกคนอย่าถือตัวไปเลย พวกเราดื่มสุรากันก่อนดีหรือไม่?”
“ฟังพี่สามแล้ว พวกเราก็ดื่มสุรากันสักจอกเถิด” หญิงสาวอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปีที่นั่งอยู่ทางขวามือของเด็กหนุ่มกล่าวออก นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีตงดงาม หลังจากพูดจบ หญิงสาวจึงเดินไปหยิบกาสุราและรินใส่จอกของตนเองจนเต็ม
เหออวี้ไม่เคยดื่มสุรามาก่อน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาไม่อาจแสดงอาการขลาดเขลาออกมาได้ เหออวี้จึงยกสุราขึ้นดื่มก่อนรินให้ชีจิน ในขณะที่เสี่ยวส้วยเอ๋อเหลือบมองหยุนเชวี่ยพร้อมเอ่ยถาม “พี่เชวี่ยเอ๋อ พวกเราต้องดื่มด้วยหรือ?”
หยุนเชวี่ยกวาดสายตามองผู้อื่น เด็กเหล่านี้มีอายุเพียงสิบกว่าปี ทว่ากลับดื่มสุราอย่างจริงจังราวกับผู้ใหญ่ ช่างดูน่าขันนัก เมื่อเห็นเช่นนั้น นางจึงกระซิบตอบ “ในเมื่อทุกคนดื่มกันหมด พวกเราก็คงต้องดื่มสักจอกเช่นกัน”
“อืม!” เสี่ยวส้วยเอ๋อคือผู้ตามที่ดี นางเลียนแบบคนอื่น ๆ อย่างกระตือรือร้นก่อนเลียริมฝีปากด้วยความคาดหวัง
ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะคนหนึ่งยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
เด็กหนุ่มคนที่เป็นผู้นำดื่มสุราด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคุณชายและคุณหนูในตระกูลเจิ้งหลายคนคุ้นชินกับการดื่มสุรา อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยดื่มหนักเกินไป ชีจินจึงสำลักและปิดปากไอ
“รีบดื่มชาเร็วเข้า” เหออวี้ตบหลังชีจินเบา ๆ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ดื่มอีกสักจอกสองจอกคงคุ้นชินแล้ว” เด็กหนุ่มหัวเราะก่อนรินสุราให้ตนเองอีกหนึ่งจอก “ในชนบท พวกเจ้าไม่ดื่มสุราใช่หรือไม่? ทุกคนในตระกูลของเราไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างถูกฝึกให้ดื่มสุราในปริมาณที่เหมาะสม”
“ข้าไม่เป็นไร” ชีจินยกมือขึ้นเช็ดมุมปากพลางรู้สึกไม่พอใจที่ตนเองทำผิดพลาด “ข้าไม่ทันได้ระวังจึงสำลัก” เขาจำได้ว่าในตอนที่บิดายังมีชีวิตอยู่ เขารินสุราใส่ชามใบใหญ่และดื่ม ไม่จำเป็นต้องใช้จอกสุราเช่นนี้
“ลองชิมอาหารดูสิ นี่เป็นอาหารจานพิเศษของภัตตาคารหลงชิงของเราเอง” เด็กสาวใช้ตะเกียบคีบซื่อสี่หวานจื่อก่อนเงยหน้าขึ้นมองหยุนเชวี่ยและเสี่ยวส้วยเอ๋อพลางเหยียดยิ้ม “ซื่อสี่หวานจื่อของพวกเรานั้นถูกทำขึ้นอย่าพิถีพิถัน นอกจากเนื้อแล้ว ภายในยังสอดไส้ผักกาดหอม หน่อไม้ กุ้ง เคลือบด้วยแป้งบาง ๆ และไข่ จากนั้นทอดจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองกรอบ แล้วไปนำไปนึ่งครู่ใหญ่ สุดท้ายราดด้วยน้ำซอส พวกเจ้าคงไม่เคยกินอาหารที่ผ่านกระบวนการทำอย่างพิถีพิถันเช่นนี้มาก่อนกระมัง?”
เสี่ยวส้วยเอ๋อกะพริบตาปริบ ๆ เพียงแค่ได้ยิน นางก็กลืนน้ำลายด้วยความหิว อย่าว่าแต่อาหารที่ถูกทำขึ้นอย่างพิถีพิถันเช่นนี้เลย นางไม่เคยเห็นซื่อสี่หวานจื่อในหมู่บ้านด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อได้ยินชื่อของซื่อสี่หวานจื่อ นางจึงไม่คิดว่ามันจะมีวิธีการทำเช่นนี้
“ในเมืองมีวิธีการทำอาหารอย่างพิถีพิถัน ในชนบทของเราก็มีเช่นกัน” หยุนเชวี่ยคีบซื่อสี่หวานจื่อไปวางไว้ในจานของเสี่ยวส้วยเอ๋อ “ในชนบทของเราจะเลี้ยงลูกไก่อย่างประคบประหงมอยู่ประมาณสามเดือนจนมันมีน้ำหนักตัวหนึ่งจินถึงหนึ่งจินครึ่งจึงจะนำมาทำอาหาร พวกเราจะทำความสะอาดเนื้อไก่และยัดสมุนไพรเข้าไปในช่องท้องของมัน หมักด้วยเกลือและเหล้าขาวจนได้รสชาติ จากนั้นนำยี่หร่า พริกหยวก และขิงแก่ใส่ไปในห่อผ้า แล้วมัดให้แน่นใส่ลงไปตุ๋นรวมกับเนื้อไก่จนเนื้อนุ่มและเปื่อยก่อนทาน้ำมันงาลงบนตัวไก่ ด้วยวิธีนี้จะทำให้เนื้อไก่มีกลิ่นหอม เมื่อกินเข้าไป เนื้อไก่จะละลายในปากนุ่มละมุนลิ้น เมื่อเทียบกับไก่ย่างของภัตตาคารหลงชิงแล้ว นับว่ามันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย”
หลังจากพูดจบ หยุนเชวี่ยก็ฉีกยิ้มให้หญิงสาวผู้นั้น
เสี่ยวส้วยเอ๋อกัดซื่อสี่หวานจื่อคำใหญ่ นางรู้สึกว่าผิวสัมผัสด้านนอกหนึบหนับเล็กน้อย ส่วนด้านในนุ่มและกรอบ กลิ่นหอมของเนื้อผสมผสานกับเนื้อกุ้งอย่างลงตัว มันอร่อยจนปีกแทบจะงอกออกมาเสียเดี๋ยวนี้ นางพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมขณะกัดปากตนเองเบา ๆ พลางชำเลืองมองหางตาเป็นครั้งคราว เสี่ยวส้วยเอ๋อพลันคิดในใจว่า ‘ในชนบทมีอาหารที่พิถีพิถันเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดข้าจึงไม่รู้?’
เหอยาโถวไม่รู้ว่าหยุนเชวี่ยไปรู้วิธีการทำไก่ตุ๋นเช่นนั้นมาจากที่ใด หรือนางเพียงพูดโกหกคุณชายและคุณหนูเหล่านี้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็สงวนท่าทีได้ดีกว่าเสี่ยวส้วยเอ๋อยิ่งนัก เขากล่าวเสริมหยุนเชวี่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ในชนบทมีอาหารอร่อยและสดใหม่มากมาย นอกจากอย่างอื่นแล้วเนื้อกระต่ายที่วางอยู่บนโต๊ะก็คือเนื้อกระต่ายป่าที่ได้จากภูเขาหลังหมู่บ้านไป๋ซีของเรา ลองชิมดูเถิด”
“โอ้ เหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าในชนบทมีอาหารที่พิถีพิถันเช่นนี้?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นพร้อมส่งยิ้ม “ข้าคิดว่าพวกเจ้าชอบกินขนมเปี๊ยะไร้รสชาติเสียอีก”
“ความจริงแล้ววิธีการทำไม่ได้พิถีพิถันหรอก เพียงแต่พวกเราใช้วัตถุดิบสดใหม่เท่านั้นเอง” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบก่อนก้มหน้ากินอาหาร “หากพูดถึงเรื่องร้านอาหารเลื่องชื่อแล้ว ภัตตาคารหลงชิงคือร้านอาหารที่ดีที่สุดของมณฑลอันผิง แต่ในมณฑลฝูเล่า? ไหนจะในเมืองหลวงอีก?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่กำลังยกจอกสุราของนายน้อยสามแห่งตระกูลเจิ้งก็หยุดชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากันพร้อมจ้องมองมาที่หยุนเชวี่ย นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “แม้เมืองหลวงจะใหญ่โตและคึกคัก แต่ก็ไม่มีร้านอาหารใดรสชาติดีกว่าภัตตาคารหลงชิงของพวกเรา เพียงแค่แต่ละคนมีจุดเด่นเฉพาะตัวเท่านั้น ไยจะต้องหยิ่งผยองและโอ้อวดกันด้วยเล่า?”
หลังจากพูดจบ หยุนเชวี่ยก็พยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม จากนั้นทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางคีบเนื้อส่วนท้องของปลาเข้าปากพลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เนื้อปลานุ่มอร่อยยิ่งนัก”
เหออวี้ตกตะลึง แม้ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจคำพูดของหยุนเชวี่ย ทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เหออวี้เหลือบมองเด็กสาวที่พูดจาเสียดสีพวกเขาเมื่อครู่และพบว่าใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ