ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 304 ข้าพูดเหลวไหลไปอย่างนั้นเอง
ตอนที่ 304 ข้าพูดเหลวไหลไปอย่างนั้นเอง
“แม่นางน้อยผู้นี้ช่างน่าสนใจเสียจริง” เจิ้งซานเอียงคอมองนาง รอยยับย่นระหว่างคิ้วค่อยคลายออก “เจ้ารู้หนังสือด้วยกระนั้นรึ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยตอบตามจริง
“หืม?” เจิ้งซานเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “แล้วเหตุใดเจ้าจึงปราดเปรื่องถึงเพียงนี้เล่า?”
“ไม่ปราดเปรื่องเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ นายน้อยสามยกย่องข้าเกินไปแล้ว” หยุนเชวี่ยสวมเสื้อผ้าเก่าตัดเย็บด้วยฝีมือเรียบง่าย ทว่าเมื่อได้ร่วมโต๊ะกับเหล่านายน้อยและคุณหนูผู้ดีเหล่านี้ นางกลับวางตนสงบเสงี่ยมและกล่าววาจาฉะฉานยิ่ง หยุนเชวี่ยเผยรอยยิ้มแล้วจึงกล่าวต่อไป “นี่เป็นเพียงเหตุผลพื้นฐานเท่านั้น ข้าซึ่งเป็นเด็กสาวบ้านนอกจึงพอทำความเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น นายน้อยสามมีความรู้สูงส่ง ย่อมเข้าใจอย่างถ่องแท้มากกว่าข้าเป็นแน่”
นายน้อยสามแห่งตระกูลเจิ้งมีอายุเพียงสิบสี่ย่างสิบห้าปี เป็นเด็กหนุ่มยังเยาว์วัย แต่ด้วยฐานะที่ร่ำรวยจึงมักวางท่าว่าตนสูงส่งอยู่เป็นนิจ ทั้งยังชอบแข่งขันกับผู้อื่นไปเสียทุกสิ่ง ทว่าเมื่อพบเจอหยุนเชวี่ยเขากลับรู้สึกว่าตนสู้นางไม่ได้แม้แต่น้อย
ขณะนั้นเอง เสี่ยวเอ้อได้ยกอาหารจานหนึ่งขึ้นมา จมูกของเผยเสี่ยวส้วยดีกว่าใคร เพียงสูดดมกลิ่นที่ลอยมาแต่ไกลดวงตากลับเปล่งประกายเสียแล้ว “พี่เชวี่ยเอ๋อ ท่านได้กลิ่นนั้นหรือไม่? นั่นไม่ใช่ผักดองฝีมือพวกเราหรอกหรือ? กลิ่นหอมจริงเชียว!”
พ่อครัวของภัตตาคารหลงชิงมีความกระตือรือร้นใคร่ทดลองปรุงอาหารสูตรใหม่อยู่เสมอ เมื่อหยุนเชวี่ยนำไหผักดองมาส่งให้ถึงที่ เขาก็แบ่งนำมาทำอาหารเป็นเนื้อผัดถั่วฝักยาวดองที่มีกลิ่นหอมฟุ้งชวนน้ำลายสอ
“จริงด้วย!” หยุนเชวี่ยหันหน้าไปทางเจิ้งซานพร้อมส่งยิ้มให้ “นายน้อยสามลองชิมดูเถิด จะได้ทราบว่าความผสมผสานระหว่างผักดองที่ทำการหมักแบบพื้นบ้านและเนื้อวัวอย่างดีของภัตตาคารหลงชิงมีรสชาติลงตัวอย่างไร?”
เจ้าของกิจการภัตตาคารหลงชิงจัดงานเลี้ยงฉลองทั้งที แน่นอนว่าวัตถุดิบย่อมเป็นวัตถุดิบชั้นดีโดยไม่ต้องกังขา เนื้อที่หั่นเป็นเส้นบางใช้เนื้อส่วนสันในซึ่งนุ่มที่สุดในร่างกายวัว ผนวกกับฝีมือการใช้มีดอันชำนาญของพ่อครัวทำให้แต่ละเส้นมีความหนาประมาณนิ้วมือเท่ากัน รอจนไฟแรงจัดจึงนำเนื้อลงผัดเพื่อให้ด้านในยังคงความชุ่มชื้น หลังจากนั้นจึงใส่ถั่วฝักยาวดองที่หั่นเป็นชิ้นเล็กลงไปผัดด้วย ความเปรี้ยวและความกรอบจากผักไม่เพียงทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ทว่ายังชูโรงให้เนื้อคลายกลิ่นหอมออกมาอย่างเต็มที่ ถือเป็นรสสัมผัสที่ไม่ควรพลาดเลยก็ว่าได้
เจิ้งซานลองตักเข้าปากเพื่อชิมรส เขาเลิกคิ้วขึ้นฉับพลันทั้งยังกล่าวชื่นชมไม่หยุดปาก “ช่างเป็นอาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัวอย่างแท้จริง! ไม่น่าเชื่อว่าผักถั่วฝักยาวดองธรรมดาสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารอันโอชะได้ ไม่อาจมองรูปลักษณ์ของวัตถุดิบเพียงผิวเผินจริง ๆ”
“นายน้อยสามกล่าวเกินจริงอีกแล้ว ผักดองเป็นเพียงวัตถุดิบธรรมดาเท่านั้น ต้องชื่นชมพ่อครัวของภัตตาคารหลงชิงที่รังสรรค์อาหารออกมาได้อร่อยเช่นนี้” หยุนเชวี่ยยิ้มขณะตอบอย่างถ่อมตน จากนั้นการสนทนาเกี่ยวกับการทำการค้าร่วมกันจึงเป็นไปอย่างลื่นไหล
ช่วงครึ่งหลังของมื้ออาหาร บรรยากาศบนโต๊ะพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นความครื้นเครงและผ่อนคลาย เจิ้งซานและเจิ้งเอ้อร์ผู้เป็นพี่ชายของเขามีอุปนิสัยคล้ายคลึงกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือทักษะด้านการพูดคุย ลองได้เปิดเรื่องสนทนาแล้วยากที่จะหาทางลงได้โดยง่าย
เหลียวชีจินก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พลางเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่ทั้งสองสนทนากันอย่างเพลิดเพลิน คล้ายกำลังฟังบทบรรยายอุปรากรที่น่าติดตามยิ่ง บางครั้งก็ส่งเสียงในลำคอแสดงความเห็นด้วย
เด็กหญิงที่นั่งอยู่ถัดไปเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของตระกูลเจิ้ง เมื่อมองเพียงปราดเดียวอาจเข้าใจว่านางค่อนข้างหยิ่งทะนงตนไม่น้อย ทว่าเมื่อเธอเปิดปากแล้วจึงพบว่าเธอถูกเอาอกเอาใจมากจนเสียนิสัยเท่านั้น
“เปี่ยวเกอ…” เด็กหญิงเหล่ตามองไปที่เจิ้งซานด้วยความเบื่อหน่ายระคนหงุดหงิด น้ำเสียงแม้สะบัดแต่ยังมีหางเสียงนุ่มนวล บ่งบอกว่ายังพอได้รับการอบรมสั่งสอนมาบ้าง “ท่านเอาแต่พูดจนพวกเขาไม่ได้กินอาหารกันแล้ว”
“นายน้อยสามมีความรู้กว้างขวาง เรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาเล่าล้วนน่าสนใจ เราทุกคนยินดีรับฟัง” หยุนเชวี่ยชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก
ชีจินและเสี่ยวส้วยเอ๋อพยักหน้าพลางกล่าวเสริม “ใช่แล้ว เขาค่อนข้างคล้ายกับผู้เฒ่าหวังหลี่เจิ้งในหมู่บ้านของเรา ไม่ว่าเล่าเรื่องใดก็น่าฟังไปเสียทั้งนั้น วาจาชวนให้ผู้คนคล้อยตามได้ไม่ยาก”
“หึหึ” เด็กหญิงยกมือป้องปากเพื่อหัวเราะ จากนั้นจึงเริ่มรื้อประวัติเสียหายของญาติผู้พี่ต่อหน้าทุกคนให้ได้รู้ทั่วกัน “เขาไม่ได้รอบรู้อะไรหรอก ที่เห็นว่าเล่าเรื่องราวได้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะเขาเคยตามพี่รองเจิ้งเข้าไปในเมืองหลวงแค่หนเดียว สิ่งที่เขารู้ล้วนมาจากในตำราทั้งนั้น พวกเจ้าอย่าได้หลงคารมเชียว”
“อาฉวิน” สีหน้าเจิ้งซานแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที เขาถลึงตาใส่นางแวบหนึ่ง “ข้าเองก็มีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่ง ถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก พิณ หมากล้อม เขียนอักษร หรือวาดรูปที่เป็นกิจกรรมของสตรีล้วนไม่ถนัดทั้งสิ้น ทว่าปากคอกลับร้ายกาจนัก ทั้งครอบครัวไหนเลยจะสยบนางได้…”
“เจิ้งเพ่ยจวิน! เจ้าหมายถึงผู้ใดกัน?!” แม่นางน้อยนามว่าอาฉวินวางตะเกียบในมือลงทันที คิ้วเรียวงามทั้งสองขมวดเข้าหากัน
“ข้า… ไม่ได้กล่าวพาดพิงผู้ใดเสียหน่อย”
“หากกล้าก็จงพูดอีกครั้งสิ!”
“ไม่กล้าแล้ว เอ้า… อย่ามัวแต่กินผักเลย ลองชิมซุปไก่ตอนยังร้อน ๆ เถิด เราใช้กรรมวิธีตุ๋นด้วยไฟอ่อนตั้งแต่ย่ำรุ่งจนกระทั่งฟ้าสาง กลิ่นหอมหวานของเนื้อซึมออกมาจนน้ำซุปมีรสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น พี่จะตักให้เจ้า…”
แม่นางน้อยอาฉวินกลอกตาขึ้นฟ้าทันทีที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเสแสร้งเช่นนั้น มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกลำพองใจ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับหยุนเชวี่ย “อีกประเดี๋ยวงานเลี้ยงคงเลิกราแล้ว พวกเราไปเดินเล่นในเมืองกันสักหน่อยเถิด”
ดังนั้นหลังงานเลี้ยงจบ หยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ รวมถึงแม่นางน้อยอีกหลายคนจึงเดินออกจากภัตตาคารหลงชิงเพื่อเที่ยวเล่นซื้อของตามร้านรวงต่าง ๆ แม่นางน้อยอาฉวินไม่เพียงขุดคุ้ยประวัติของญาติผู้พี่เท่านั้น ทว่ายังนินทาไปถึงบิดาแท้ ๆ ของตนอีกด้วย
ทุกคนเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองโดยใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาม ระหว่างนั้นหยุนเชวี่ยและคนอื่น ๆ ต่างรับรู้เรื่องราวครอบครัวของแม่นางน้อยอาฉวินโดยละเอียด นางเล่าว่าบิดาของนางประหนึ่งบุรุษหน้ามืดตามัว คว้าเอาสตรีมาเป็นอนุนับไม่ถ้วน แม้เป็นเวลานานพอสมควร ทว่าคำพร่ำบ่นที่ออกจากปากกลับไม่ซ้ำกันแม้สักประโยค
ก่อนจากลากัน แม่นางน้อยอาฉวินยังอุตส่าห์จับมือของหยุนเชวี่ยไว้แน่น และบอกว่าหากตนมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านในแถบชนบทเมื่อใด จะตามไปลิ้มรสไก่ย่างห่อใบบัวว่ามีความเลิศรสเช่นเดียวกันกับไก่ย่างอันเลื่องชื่อของภัตตาคารหลงชิงหรือไม่
“แม่นางอาฉวินผู้นี้พูดจาน้ำไหลไฟดับยิ่งกว่าท่านย่าของข้าเสียอีก” ระหว่างทางกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ซี ประสาทการได้ยินของเหออวี้เพิ่งจะปลอดโปร่ง “ได้ยินนางพูดไม่หยุดเช่นนั้นแล้วหัวสมองของข้าก็ขาวโพลนไปหมด หูอื้อจนฝีแทบขึ้น!”
“ข้าไม่คิดว่าแม่นางอาฉวินมีนิสัยเลวร้าย ทว่าฝีปากของนางจัดจ้านเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะท่านพ่อของนางรับอนุภรรยาเข้าเรือนคนแล้วคนเล่า ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้นางไม่สบอารมณ์จนแสดงออกผ่านคำพูดและการกระทำ” เสี่ยวส้วยเอ๋อออกความเห็น
เสี่ยวส้วยเอ๋อหรือจะไม่เข้าใจหัวอกของแม่นางน้อยอาฉวิน ทว่าชีวิตของนางรันทดกว่าอีกฝ่ายไม่น้อย นอกจากผู้เป็นพ่อจะแต่งภรรยาใหม่แล้ว เขายังขับไล่สองแม่ลูกออกมาจากบ้านจนไร้ที่พึ่งพิงอาศัย
เหออวี้แสดงทีท่าว่าไม่เข้าใจ “เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดเหล่าคนมีฐานะร่ำรวยจึงต้องมีภรรยามากมายถึงเพียงนี้? เขาสามารถเลี้ยงดูได้อย่างทั่วถึงจริงหรือ?”
ชีจินเผยสีหน้าสับสน “ข้าจะเข้าใจความคิดของพวกเขาได้อย่างไร? ท่านแม่บอกว่าเงินออมที่เก็บไว้สำหรับแต่งภรรยาเพียงคนเดียวยังแทบไม่เพียงพอด้วยซ้ำ เฮ้อ… ถึงอย่างไรแต่งภรรยาคนเดียวก็เกินพอแล้ว”
“หากพวกเจ้าไม่เข้าใจ ข้ายิ่งไม่เข้าใจใหญ่ เพราะข้าไม่ใช่บุรุษเสียหน่อย”เสี่ยวส้วยเอ๋อหัวเราะคิกคักก่อนหันไปกล่าวหยอกล้อชีจิน “พี่ชีจิน เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่โหยหาการแต่งภรรยาตลอดทั้งวันเลยล่ะ?”
“ท่านแม่กำชับเสมอว่าข้าอายุไม่น้อยแล้ว อีกสองปีก็ถึงเวลาที่สมควรแก่การแต่งงาน” ชีจินดูเป็นคนซื่อตรงและไร้เดียงสาอย่างมาก แม้เขามีอายุไล่เลี่ยกันกับเหออวี้ แต่กลับเข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่น้อยกว่าเสียอีก
“พี่เชวี่ยเอ๋อ ท่านล่ะคิดเห็นอย่างไร? เหตุใดจึงไม่กล่าวสิ่งใดเลย?” เสี่ยวส้วยเอ๋อเอ่ยถาม
“ข้ากำลังคิดว่าจะไปหาไก่จากแห่งใดมาย่างให้แม่นางอาฉวินกิน…” แม่นางน้อยผู้นี้ดูแล้วเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ราวลมฝน หากวันใดวันหนึ่งนางเกิดเดินทางมาที่หมู่บ้านไป๋ซีอย่างกะทันหันแล้วหยุนเชวี่ยจะเตรียมต้อนรับอย่างไร?
“เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่เจ้าเล่ามาก่อน? หมู่บ้านของเราพิถีพิถันด้านอาหารการกินตั้งแต่เมื่อไรกัน?” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ เหออวี้จึงนึกย้อนไปถึงหยุนเชวี่ยตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลอง แม้เขาไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ไม่คิดคัดค้านเพราะหยุนเชวี่ยเล่าได้อย่างน่าเชื่อถือมากทีเดียว
“ข้าก็พูดเหลวไหลไปอย่างนั้นเอง” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “ข้าจะปล่อยให้พวกเขาดูถูกบ้านเราได้อย่างไรกัน? ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อนเสียหน่อย…”
เด็กทั้งสามมองหน้าหยุนเชวี่ยด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
เสี่ยวส้วยเอ๋อ “ที่แท้ก็เป็นเพียงเรื่องหลอก ท่านทำเอาข้าเชื่อไปแล้วว่ามันมีอยู่จริง”
ชีจิน “ข้าก็เช่นกัน เพียงได้ฟังก็รู้สึกว่ามันต้องรสชาติดีไม่น้อย”
เหออวี้ “นับถือเลย!”
อันที่จริงแล้วไก่ย่างห่อใบบัวไม่ใช่อาหารที่หยุนเชวี่ยอุปโลกน์ขึ้นมาเองแต่อย่างใด ทว่าในเรื่องของวัตถุดิบเครื่องเทศเครื่องปรุง การใช้ความแรงของไฟ หรือต้องนำไปย่างเป็นเวลาเท่าไร? สิ่งเหล่านี้หยุนเชวี่ยไม่มีความแม่นยำมากพอและไม่คิดทดลองมั่วซั่วจนเสียของ
หากต้องการปรุงอาหารชนิดนี้จริง เห็นทีคงต้องกลับไปอ้อนวอนให้ท่านแม่ผู้อ่อนโยนของนางลองผิดลองถูกทำดูสักสองถึงสามครั้ง แม้มีความเป็นไปได้ว่าจะสำเร็จแต่น่าจะเสียเวลาไม่น้อยทีเดียว
เมื่อเด็ก ๆ ทั้งสี่กลับมาถึงหมู่บ้านไป๋ซีก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
งานเลี้ยงที่ตระกูลเหอจัดขึ้นเลิกราไปนานแล้ว แม่นางเหลียนและท่านป้าอู๋ยังคงอยู่โยงช่วยแม่ของเหออวี้เก็บกวาดพร้อมด้วยเด็กที่มาช่วยงานอีกสองคน จานชามที่ใช้แล้ววางอยู่บนเสื่อ ทั้งยังมีหม้อใบใหญ่ที่ใส่น้ำแกงเลี้ยงแขก เขียง มีดหั่นผัก รวมถึงอุปกรณ์ครัวต่าง ๆ วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ เมื่อล้างสะอาดแล้วจึงจะวางลงในเกวียนรอให้คนมาลากออกไป
พ่อครัวหวงไม่คิดช่วยงานสะสางทำความสะอาดจุกจิกเหล่านั้นเพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน เขาเพียงนั่งดื่มชาอย่างดีและของว่างอยู่บริเวณใต้ชายคาเรือน หนำซ้ำยังหรี่ตาลงและฮัมเพลงในลำคอราวรู้สึกรื่นรมย์เสียเต็มประดา
“ท่านแม่” เหออวี้ยังไม่ทันเดินผ่านเข้าประตูมาแต่ส่งเสียงทักทายขึ้นก่อน
“กลับมาแล้วรึ?” ท่านป้าเหอง่วนอยู่กับงานตรงหน้าจึงไม่ได้หันกลับไปหา “พี่เขยสามเตรียมอาหารใดไว้เลี้ยงพวกเจ้าบ้าง? ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้พวกเขาใช่หรือไม่?”
“อาหารทุกอย่างล้วนอร่อยทั้งนั้น” เหออวี้ยกเก้าอี้ตัวยาวย้ายมานั่งด้านข้างพ่อครัวหวง ตรงบริเวณใต้ชายตาห้องโถงใหญ่ “มีขาหมูตุ๋นชิ้นใหญ่ ซื่อสี่หวานจื่อ ปลาเก๋าราดซอสเปรี้ยวหวาน กระต่ายย่าง ไก่ย่าง และซุปไก่โสม…”
พ่อครัวหวงยกถ้วยชาขึ้นจิบ หางตาเหล่มองอีกฝ่าย หนวดเคราเหนือริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย
เหออวี้ไม่ใส่ใจหันมองคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขาหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามต่อ “ท่านแม่ วันนี้ที่บ้านเราเลี้ยงอาหารใดบ้าง? ท่านยังเก็บไว้ให้ข้าอยู่หรือไม่?”
“เก็บไว้ให้แล้ว อยู่ในตู้ในห้องครัว เจ้าไปเปิดดูเองเถิด หากมีมากพอก็แบ่งให้หยุนเชวี่ยนำกลับไปกินที่บ้านด้วย วันพรุ่งนี้นำไปตั้งหม้ออุ่นสักหน่อยก็ได้แล้ว” ท่านป้าเหอทยอยนำจานที่ล้างสะอาดแล้ววางเรียงลงในหม้อใบใหญ่อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงเรียกเด็กคนงานร่างอ้วนให้เข้ามาหา “เจ้าหนุ่ม มานี่ทีเถิด ช่วยข้ายกหม้อใบนี้ขึ้นเกวียนที”
เหออวี้เพิ่งกินมื้อหนักไปตอนมื้อเที่ยงจนอิ่มแปล้ กว่าจะเดินทางกลับมาที่บ้านได้เรี่ยวแรงก็แทบเหือดหาย ปากตอบรับคำของผู้เป็นแม่แต่บั้นท้ายกลับยังยึดติดกับเก้าอี้ ไม่คิดขยับเขยื้อนเดินไปไหนแต่อย่างใด พ่อครัวหวงชำเลืองมองสองสามครั้งแล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าจะไม่เข้าไปดูในครัวหน่อยรึ?”
“ตอนนี้ข้ายังไม่สนใจอาหารใดทั้งนั้น ท้องของข้ายังเต็มแน่นอยู่เลย…” เหออวี้พูดพลางตบท้องตนเองเบา ๆ พร้อมถอนหายใจ “เฮ้อ… อาหารคาวบนโต๊ะหลากหลายเกินไป ข้าอิ่มท้องก่อนที่จะทันกินขนมมงคลเสียอีก”
พ่อครัวหวงลูบเคราขณะที่แววตาฉายชัดซึ่งการดูแคลน “ฝีมือพ่อครัวของภัตตาคารหลงชิงเทียบเท่าฝีมือของข้าไม่ได้แม้แต่น้อย ทั้งเนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อปลา พวกเขาใช่จะรู้เคล็ดลับและทักษะการทำที่ถูกต้อง”
นี่กระมังจึงเรียกว่าสหายร่วมทางเดินย่อมหลีกไม่พ้นการเป็นศัตรู หยุนเชวี่ยขยิบตาพลางเอ่ยถามเขากลับ “เช่นนั้นทักษะที่ถูกต้องเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“โอ้ ดูสาวน้อยคนนี้สิ ช่างตาถึงเสียจริง วันนี้ข้าจะบอกให้เจ้ารับรู้” พ่อครัวหวงวางถ้วยชาในมือลงอย่างกระตือรือร้นและหันไปส่งยิ้มให้หยุนเชวี่ย “ทักษะที่แท้จริงคือการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ สามารถเนรมิตวัตถุดิบสิ่งหนึ่งให้กลายเป็นอาหารชั้นเลิศ ทั้งยังปรุงออกมาได้หลายแบบ น่าเสียดายที่งานมงคลหรืออวมงคลในหมู่บ้านของเราไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องอาหารมากนัก ส่วนใหญ่นิยมปลูกผักหรืออย่างหรูหราก็เชือดหมูสักสองตัว ของเหล่านี้ไม่คณามือข้า มิเช่นนั้นหม้อใบใหญ่เพียงสามใบจะปรุงอาหารพอเลี้ยงชาวบ้านหลายสิบคนได้อย่างไร? ข้าคำนึงเพียงว่าทำอย่างไรชาวบ้านที่มาร่วมงานจึงจะได้กินอาหารดี ๆ ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณของเจ้าภาพ วิธีของข้าแบ่งออกเป็นหลายส่วน…”
พ่อครัวหวงอธิบายด้วยน้ำเสียงมีจังหวะจะโคน ทั้งยังตบโต๊ะราวกำลังจะขึ้นหัวข้อต่อไปของเรื่องเล่า “อย่างเช่นการที่เจ้าภาพเตรียมเนื้อหมูไว้ให้ หากเป็นคนในเมืองพวกเขาย่อมโยนเครื่องในไส้หมูทิ้งน้ำ แต่เมื่ออยู่ในมือข้าแล้วสามารถนำมันมาปรุงอาหารได้…”
“ท่านอาจารย์ พวกเราเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ” เด็กหนุ่มร่างอ้วนที่มีสถานะเป็นทั้งคนงานและศิษย์ของพ่อครัวหวง ใช้ผ้าซับน้ำตามฝ่ามือออกพลางตะโกนเรียกอีกฝ่ายที่ตั้งท่าว่าจะพล่ามไม่หยุด
พ่อครัวหวงผู้ชราส่งเสียงจึกจักในลำคอเป็นเชิงขัดใจ เขาจบบทสนทนาลงก่อนลุกขึ้นและประสานมือคารวะท่านป้าเหอ เมื่อนางเห็นดังนั้นจึงกระวีกระวาดหยิบเงินที่เตรียมไว้ก่อนแล้วยื่นให้เขา ใบหน้าท่านป้าเหอแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มยินดีจนตาหยี ขณะเดินตามไปส่งอีกฝ่ายออกจากเรือนตนเอง