Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 305 กลับบ้าน

  1. Home
  2. ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
  3. ตอนที่ 305 กลับบ้าน
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 305 กลับบ้าน

หลังจากพ่อครัวหวงและเหล่าลูกมือของเขากลับไปแล้ว แม่นางเหลียนและป้าอู๋ที่เสร็จงานแล้วก็ขอตัวกลับบ้านเช่นเดียวกัน ทว่าก่อนจะแยกย้ายกลับท่านป้าเหอได้แบ่งอาหารให้พวกนางเป็นสองชามใหญ่

หยุนเชวี่ยสำรวจดูแล้วพบว่าวัตถุดิบในวันนี้มีเพียงไม่กี่อย่างตามที่พ่อครัวหวงกล่าวจริง ทว่าฝีมือของเขากลับชำนาญยิ่ง เพียงของทอดก็มีตั้งสี่อย่างแล้ว ทั้งลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นมังสวิรัติ รากบัวทอด และมะเขือยาวทอด ส่วนอาหารคาวอื่น ๆ เช่น ไส้ใหญ่ผัดเผ็ด หมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองเค็ม หมูตุ๋น หมูนึ่ง หมูหมักยัดไส้น้ำเต้าขาว รวมถึงซุปซี่โครงหัวไชเท้า วัตถุดิบทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในแถบชนบท แต่กลับแบ่งปรุงเป็นอาหารเลิศรสได้มากกว่าสิบอย่าง

มื้อเย็น แม่นางเหลียนหั่นกะหล่ำปลีซอยบางและนำลงไปผัดร่วมกับของทอดสี่อย่างที่ได้มาจากบ้านตระกูลเหอโดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงเติมบะหมี่ลงในหม้อก่อนตักแบ่งใส่ชามพักไว้ อาหารที่นำมาดัดแปลงเป็นซุปเช่นนี้มีรสชาติอร่อยขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

“เชวี่ยเอ๋อ เชวี่ยเอ๋อ…” แม่นางเหลียนแบ่งอาหารที่ได้รับมาจากบ้านตระกูลเหอออกเป็นสองส่วน นางพยักพเยิดคางไปทางห้องชั้นบน “ยกอาหารเหล่านี้ขึ้นไปให้ท่านปู่และท่านย่าของเจ้าลองชิมดูเถิด”

ธรรมเนียมการจัดงานในแถบชนบทค่อนข้างยุ่งยากไม่แพ้ในเมืองใหญ่ หากบ้านใดจัดงานเลี้ยงขึ้น บ้านอื่นจะส่งตัวแทนไปเพียงสองสามคนเท่านั้น เป็นเช่นนี้แล้วเจ้าภาพจึงจะสามารถแจกจ่ายอาหารเลี้ยงแขกได้อย่างทั่วถึง เพราะหากแห่กันไปยกครอบครัว เห็นทีเจ้าบ้านคงมีอาหารรองรับไม่เพียงพอเป็นแน่

โดยปกติแล้วเวลาในหมู่บ้านมีการจัดงานมงคลขึ้น ตระกูลหยุนมักส่งหยุนลี่จงผู้เป็นบัณฑิตมีหน้ามีตาให้ไปร่วมแสดงความยินดีทุกครั้ง ทว่าคราวนี้หยุนลี่จงไม่อยู่ ผู้เฒ่าหยุนซึ่งเป็นเสาหลักก็มาล้มป่วยเรื้อรัง พวกเขาจึงให้หยุนลี่เซียวไปแทน

นายท่านสามผู้นี้จะแสดงกิริยาอย่างไรได้ นอกจากกินอย่างตะกละตะกลามจนอิ่มหนำและเมามายไม่ได้สติ ส่งเสียงร้องโวยวายดังกึกก้องไปทั่วบ้านตระกูลเหอ กระทั่งต้องให้คนช่วยกันหามกลับมาส่งที่บ้าน ทันทีที่หัวถึงหมอนเขาก็คอพับหลับไปทันที จนเย็นย่ำแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น

หยุนเชวี่ยประคองถาดอาหารขึ้นไปยังห้องชั้นบน ได้ยินเสียงของหยุนชิ่วเอ๋อเล็ดลอดออกมาจากประตูห้อง “พี่ใหญ่จะกลับมาเมื่อไรกัน? นี่ผ่านพ้นไปตั้งครึ่งเดือนยังไร้วี่แววแม้แต่จะส่งข่าวกลับมา เขาจงใจทอดทิ้งพวกเราใช่หรือไม่?”

“ชิ่วเอ๋อ เจ้าหยุดคิดฟุ้งซ่านเสียทีเถิด หากพี่ใหญ่ของเจ้าไม่หวนกลับมาที่นี่แล้วเขาจะไปหลบอยู่ที่ใดได้?” แม่นางจ้าวเอ่ยตอบนางด้วยความอดทน “ป่านนี้เขาคงเดินทางเข้าเมืองหลวงไปแล้วกระมัง อีกอย่างคนของตระกูลเฟิงก็เดินทางไปพร้อมกัน หากท่านพี่ไม่คิดเสเพลจริงเหตุใดจึงยังไร้วี่แววของเขาเล่า?”

“ตอนเจ้าใหญ่เดินทางไป เขาได้ฝากฝังเจ้าไว้หรือไม่ว่าอาจกลับล่าช้าประมาณสองถึงสามวัน?” แม่เฒ่าจูเอ่ยถามบ้าง

“ฝากฝังไว้เจ้าค่ะ รวมแล้วประมาณครึ่งเดือนนี่แหละ อีกไม่กี่วันคงกลับมาแล้ว…”

ผู้เฒ่าหยุนเอ่ยขึ้นบ้างด้วยน้ำเสียงคลุมเครือไม่ชัดถ้อยชัดคำ แม่นางจ้าวนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้เจ้าค่ะ ท่านพ่อโปรดวางใจ วันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปรออยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ ท่านพี่คงเดินทางใกล้ถึงเต็มที…”

เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านพ้นไปแล้วนับครึ่งเดือน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งไม่ติดที่เพราะความกังวล ยิ่งรอคอยอย่างจดจ่อจิตใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม ยิ่งนานความคิดกลับยิ่งฟุ้งซ่าน สถานการณ์ในบ้านจึงปกคลุมไปด้วยความตึงเครียด

โดยเฉพาะหยุนชิ่วเอ๋อผู้ไม่เคยปิดบังอารมณ์ตนเอง คิดอย่างไรแสดงออกอย่างนั้นผ่านสีหน้าและท่าทาง หยุนเชวี่ยยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายอาการเข้าใกล้ขั้นวิตกจริตเต็มที หลายวันมานี้นางไม่ทำสิ่งใดนอกจากเอ่ยถามแม่นางจ้าวด้วยประโยคเดิมซ้ำซาก “พี่ใหญ่จะกลับมาเมื่อไร?” “เหตุใดพี่ใหญ่ยังไม่กลับมาเสียที?” “พี่ใหญ่จะทอดทิ้งพวกเราแล้วใช่หรือไม่?” แม่นางจ้าวที่กังวลไม่แพ้กันจึงจำต้องระงับความวิตกและปลอบประโลมหยุนชิ่วเอ๋ออย่างอดทน มิฉะนั้นนางอาจบันดาลโทสะและก่อเรื่องวุ่นวายอีกเป็นแน่

“ท่านปู่ ท่านย่าเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยร้องเรียกพวกเขาจากหน้าประตูห้องก่อน จากนั้นจึงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาและวางถาดอาหารลงบนโต๊ะตัวเตี้ย นางไม่อธิบายสิ่งใดให้มากความและพูดเพียงประโยคสั้น ๆ “ท่านแม่ฝากให้ข้ายกขึ้นมาเจ้าค่ะ”

“นี่คืออะไรรึ?” แม่นางจ้าวชำเลืองมองขณะแสร้งเอ่ยถามแม้รู้อยู่แก่ใจ

“อาหารจากงานเลี้ยงช่วงเที่ยงที่ผ่านมาของตระกูลเหอเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจัดเรียงถ้วยชามและหันหลังเดินออกจากห้องไป

“ถุย!” หยุนชิ่วเอ๋อถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดัง ท่าทางเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจขณะร้องตะโกนลั่น “เอาออกไปซะ! ผู้ใดใคร่กินของเหลือเดนเช่นนี้กัน?! ข้าไม่ใช่ขอทาน!”

หยุนเชวี่ยเดินไปหยุดอยู่นอกธรณีประตูแล้วจึงหันกลับมาจ้องหน้าหยุนชิ่วเอ๋ออย่างไม่แยแส “อาหารทั้งหมดเป็นฝีมือปรุงของพ่อครัวใหญ่ ไม่มีผู้ใดกินมันก่อนจะแบ่งมาทั้งนั้น อีกอย่างอาหารเหล่านี้ไม่ใช่ของท่าน แต่ยกขึ้นมาเพื่อให้เกียรติท่านปู่และท่านย่า” กล่าวจบแล้วหยุนเชวี่ยจึงเดินสะบัดออกไปท่ามกลางเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ไล่หลังมา

“ชิ่วเอ๋อเป็นอะไรไปรึ?” แม่นางเหลียนที่เพิ่งเตรียมอาหารเสร็จยืนคอยอยู่หน้าประตูห้องฝั่งปีกตะวันตกและชะเง้อคอมองขึ้นไปยังห้องชั้นบนด้วยความสงสัย

หลายวันมานี้แม่นางเหลียนไม่ได้ยินเสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูแม้สักครั้ง ผู้ที่ร้องโวยวายเสียงดังลั่นเปลี่ยนมาเป็นหยุนชิ่วเอ๋อแทน ตลอดทั้งวันดูนางไม่มีความสุขเลยสักนิด หากไม่ร้องไห้ตัดพ้อก็ตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราดสลับกันไป จนสุ้มเสียงแหลมเล็กนั้นดังไปไกลสามบ้านแปดบ้าน

“ผู้ใดจะล่วงรู้เล่าเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยแบมือออกอย่างไร้เดียงสา “ที่แน่ ๆ ข้าไม่ได้ยั่วโทสะของนางแม้แต่นิดเดียว”

“เป็นอะไรไปกันนะชิ่วเอ๋อ? นับวันยิ่งหัวรั้นอารมณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พูดไม่ทันครบสามประโยคก็โมโหขึ้นมาเสียอย่างนั้น” แม่นางเหลียนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนหันไปเรียกหยุนลี่เต๋อที่กำลังเลื่อยไม้อยู่บริเวณหลังบ้าน “มากินข้าวเถิดท่านพี่!”

หยุนลี่เต๋อได้ยินแล้วจึงขานรับพลางวางเลื่อยในมือลง เขาหมุนกายไปตักน้ำจากอ่างไม้เพื่อล้างมือและใบหน้าให้สะอาด จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังแผ่นไม้ที่เลื่อยเป็นแถบยาวซึ่งวางพิงอยู่ตรงกำแพงบ้าน “วันพรุ่งนี้โต๊ะอาหารคงเสร็จสมบูรณ์แล้ว”

“ลูกสาวของท่านเล่าสิ่งใดให้ฟังอีกแล้วรึ?” แม่นางเหลียนยื่นผ้าสำหรับให้หยุนลี่เต๋อเช็ดหน้า นึกย้อนไปแล้วกลับคิดไม่ออกจึงหันไปทางหยุนเชวี่ย “เจ้ายังต้องการสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่? ความคิดของเจ้าซับซ้อนมากมายยิ่งนัก”

“ชั้นวางเสื้อผ้าเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวต่อไป “เป็นชั้นที่สามารถพับผ้าวางและมีราวไว้แขวนเสื้อผ้าได้ด้วย คราวหลังข้าจะวาดรูปให้ดูเป็นตัวอย่าง”

“ราวแขวนงั้นรึ? นั่นต่างอะไรจากการใช้กิ่งไม้ไว้พาดเสื้อผ้ากัน? ต้องการหลายราวก็แค่ใช้ไม้หลายกิ่ง” หยุนลี่เต๋อนั่งลงเตรียมกินอาหารก่อนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องวาดหรอก ก่อนทำการประกอบพ่อจะเรียกเจ้าเอง”

“ช่วงนี้ท่านพ่อของเจ้าขยันทำงานไม้จริงเชียว” แม่นางเหลียนเผยรอยยิ้มบาง หลายวันมานี้แม่นางผล็อยหลับไปและลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันล้วนมีความสุข ร่างกายที่ดูอ่อนเยาว์อยู่แล้ว เมื่อปราศจากความเครียดยิ่งดูมีอายุน้อยกว่าสามีเกือบหนึ่งรอบ

หยุนลี่เต๋ออดหัวเราะคิกคักในความปากหวานของภรรยาไม่ได้ ทันใดนั้นหยุนชิ่วเอ๋อกลับอาละวาดเดินออกมานอกชานเรือนพลางชี้นิ้วด่าทอเหอเซียงเอ๋อที่เพิ่งแต่งงานออกเรือนไปหมาด ๆ เสียงก่นด่าปนเปกับเสียงสะอึกสะอื้น

“เยี่ยนเอ๋อ ไปปิดประตูเรือนเสีย” แม่นางเหลียนขมวดคิ้ว “วันมงคลของเซียงเอ๋อทั้งที สาปแช่งไม่เลือกเช่นนี้ไม่ดีเอาเสียเลย หากคนนอกได้ยินเข้าแล้วนำไปเล่าต่อกันในวงกว้างจะทำอย่างไร?”

“ชิ่วเอ๋อ เด็กคนนี้ถูกท่านพ่อและท่านแม่ตามใจจนเสียคนอย่างกู่ไม่กลับเสียแล้ว” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “หากยังมีนิสัยเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วอาจต้องพบเจอความเสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง อนาคตหากแต่งงานเข้าตระกูลอื่นแล้ว ผู้ใดจะมาคอยเอาอกเอาใจนางได้”

เวลาผ่านพ้นไปสองวันอย่างรวดเร็ว

บ้านใหม่ของครอบครัวหยุนเชวี่ยเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่แล้ว อาณาเขตทั้งใหญ่โตและกว้างขวางกว่าเดิมมากนัก สวีเหล่าซานผู้ชำนาญแนะนำว่าควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ประมาณสองถึงสามวันเพื่อขับไล่ความชื้นทั้งหมดออกไปเสียก่อน บ่มด้วยความร้อนจนแห้งสนิทจึงค่อยย้ายเข้ามานอนได้

บ้านทั้งหลังถือเป็นงานฝีมือทักษะประณีตที่ใช้เวลานานพอสมควร ทว่าสวีเหล่าซานกลับปฏิเสธไม่รับเงินค่าจ้าง บอกเพียงว่าสหายร่วมหมู่บ้านต้องช่วยเหลือกัน แม่นางเหลียนไม่ต้องการเอาเปรียบผู้ใดจึงให้หยุนเชวี่ยเข้าเมืองไปซื้อสุราหมักกลับมาสองไห ของว่างเลิศรสอีกสองห่อ รวมทั้งทำการถอนขนทำความสะอาดและหมักไก่อย่างดีมอบให้พวกเขาไว้ปรุงอาหาร

สวีเหล่าซานเป็นคนตะกละ ครั้นเห็นสุราสองไหรวมถึงเนื้อสัตว์ป่าหายากจึงสั่งให้ภรรยานำไปปรุงอาหารสองจานทันที ทั้งยังชักชวนให้หยุนลี่เต๋ออยู่เป็นเพื่อนร่ำสุราสักมื้อ การเชิญชวนเช่นนี้ยากที่จะปฏิเสธโดยไม่ให้เสียน้ำใจ หยุนลี่เต๋อจึงเดินมาส่งแม่นางเหลียนกลับเรือน ก่อนออกไปร่วมวงที่กระท่อมหลังน้อยของตระกูลสวี

แม่นางเหลียนยังไม่ทันกลับถึงเรือนก็เห็นกลุ่มเด็กหนุ่มหลายคนช่วยกันอุ้มประคองชายคนหนึ่งเดินตรงมา เมื่อพินิจดูให้ดีแล้วจึงพบว่าชายคนดังกล่าวสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีเขียวอมเทา รูปร่างสูงโปร่งหล่อเหลาพอประมาณ สีหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรย ถึงกระนั้นกลับมีรอยยิ้มจางประดับอยู่ เขาเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากเฟิงซิ่วไฉ่ที่เพิ่งกลับมาจากการสอบในเมืองหลวง

“เฟิงซิ่วไฉ่! เฟิงซิ่วไฉ่กลับมาแล้ว!”

“เจ้าโง่! ผู้เฒ่าหวังหลี่เจิ้งบอกว่าเขากลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงบัณฑิตแล้ว แต่เป็นถึงจอหงวนใหญ่!”

“จอหงวนใหญ่กลับมาแล้ว! จอหงวนใหญ่กลับมาแล้ว!”

เด็กหนุ่มบ้านนอกหลายคนไม่ค่อยเข้าใจการแบ่งระดับของขุนนางมากนัก พวกเขาวิ่งกรูกันเข้ามาล้อมรอบกายเฟิงซิวไฉ่ทั้งยังโห่ร้องตะโกนเพื่อต้อนรับการกลับมาอย่างยินดียิ่ง ฝูงชนตรงหน้าทำให้เฟิงซิ่วไฉ่หัวเราะไม่ออกร่ำไห้ไม่ได้ ทำได้เพียงโทษชายชราหวังหลี่เจิ้งในใจ ที่อีกฝ่ายพยายามยกยอปอปั้นตัวเขาเกินไปสักหน่อยจนแทบลอยขึ้นไปบนฟากฟ้า

“พ่อหนุ่มเฟิงซิ่วไฉ่!” แม่นางเหลียนก้าวตรงมาทักทายเขาทันที “โอ๊ย ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที การสอบทุกประการคงผ่านพ้นไปด้วยดีสินะ ท่านแม่ของเจ้ากล่าวถึงเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเลยเชียว”

“ทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ” เฟิงซิ่วไฉ่โค้งคำนับแม่นางเหลียนเล็กน้อยพร้อมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณท่านป้าแล้วที่อุตส่าห์ห่วงใย เสี่ยวอู่ยังขยันหมั่นเพียรอ่านตำราอยู่หรือไม่? รบกวนท่านป้าแจ้งแก่เขาทีเถิดว่าวันพรุ่งนี้ข้าจะทดสอบบทเรียนเขาเสียหน่อย”

“เสี่ยวอู่ร่ำเรียนอย่างหนักทุกวัน ทุกคืนหากไม่เร่งเร้าเขาก็จะไม่นอน เจ้าช่างเป็นอาจารย์ที่ดียิ่งนัก” แม่นางเหลียนยิ้มกว้างขณะมองเฟิงสือยวินด้วยสายตาชื่นชม “ไม่ได้พบหน้าเพียงครึ่งเดือน เจ้าผ่ายผอมลงมาก รีบกลับเรือนเถิด วันพรุ่งนี้ป้าจะปรุงอาหารอร่อย ๆ ไปส่งให้เจ้า”

“ได้ขอรับ! เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจท่านแล้ว” เฟิงสือยวินพยักหน้ารับอย่างร่าเริง เผยให้เห็นอุปนิสัยตรงไปตรงมาของเขา

แม่นางเหลียนมองหน้าอีกฝ่ายแล้วได้แต่ทอดถอนใจ เด็กหนุ่มนิสัยดีพร้อมถึงเพียงนี้ รูปร่างหน้าตางามเป็นทรัพย์ ทั้งยังมีความรู้สูงส่ง หญิงสาวที่หมายปองต้องงดงามเทียบเทียมเทพธิดานางสวรรค์เพียงใดกันจึงจะคู่ควรกับเขา?

ทันใดนั้นแม่นางเหลียนคล้ายนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ นางเดินตามไปสองสามก้าวพลางตะโกนเรียกเฟิงสือยวิน “จริงสิ เฟิงซิ่วไฉ่… หยุนลี่จงพี่ใหญ่ของตระกูลข้าได้เดินทางกลับมาพร้อมเจ้าหรือไม่?”

“ท่านลุงหยุนหรือ?” เฟิงสือยวินนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วน “ไม่ขอรับ พวกเราสัญจรไปคนละเส้นทางกัน ขาไปข้าก็ไม่ได้ไปพร้อมกันกับเขา สาเหตุที่ข้าล่าช้าเพราะเสียเวลาสำรวจเส้นทางในเมืองหลวงอยู่ถึงสองวันเต็มก่อนจะเดินทางกลับ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วตามจริงท่านลุงหยุนควรกลับมาถึงที่นี่ก่อนข้า”

มีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เมื่อจากบ้านไปไกล เพียงเห็นคนมาจากถิ่นเดียวกันย่อมน้ำตาคลอ ในฐานะที่เป็นคนร่วมหมู่บ้านเดียวกันควรสนิทสนมแน่นแฟ้นกันเข้าไว้ ทว่าหยุนลี่จงและเฟิงสือยวินกลับมุ่งหน้าไปยังท้องฟ้าคนละฝั่ง

เหตุผลหลักคงจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากหยุนลี่จงหยิ่งทะนงในเกียรติของตนจนเกินควร เขาคงไม่ต้องการเห็นเด็กหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในทุกภาคฤดูใบไม้ร่วงเป็นเสี้ยนหนามยอกใจ อีกทั้งหยุนลี่จงมักยกตนข่มท่านอยู่บ่อยครั้งว่าตนมีประสบการณ์โชกโชนกว่า ทำให้เฟิงสือยวินเบื่อหน่ายจนไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับเขาหากไม่จำเป็น ดังนั้นปีนี้พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดโดยการเดินคนละเส้นทางเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิมอีก

เมื่อแม่นางเหลียนกลับมาถึงบ้านตระกูลหยุนจึงมองขึ้นไปยังห้องชั้นบนที่ปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท ห้องฝั่งปีกตะวันออกที่ถูกหยุนลี่เซียวจุดไฟเผาป่านนี้ก็ยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อย บ้านใหญ่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น

“ท่านแม่ มองสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?” หยุนเยี่ยนเอ่ยถามพร้อมชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างห้องปีกตะวันตก

“อ้อ เปล่าหรอก” แม่นางเหลียนละสายตาหันกลับมาทางลูกสาว “ท่านพ่อของเจ้าคงไม่กลับมากินมื้อกลางวัน เขาคงร่ำสุราอยู่ที่บ้านของลุงสวีสักพัก ระหว่างทางเมื่อครู่แม่เพิ่งพบเฟิงซิ่วไฉ่ที่เพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง ท่านลุงใหญ่ของเจ้าเล่า… เขายังไม่กลับมาอีกรึ?”

“ไม่มีวี่แววเลยเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนส่ายหน้า

ทันทีที่เสี่ยวอู่ได้ยินว่าเฟิงสือยวินกลับมาแล้ว เขาก็ผุดลุกขึ้นเตรียมวิ่งออกไปจากบ้านอย่างไม่รอช้า ทว่าแม่นางเหลียนยับยั้งไว้เสียก่อน “เจ้าจะเร่งรีบออกไปไยกัน? อาจารย์ของเจ้าเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงยังไม่ทันหายเหนื่อย จะไม่ปล่อยให้เข้าได้พักผ่อนเลยหรือ? เจ้าลูกคนนี้…”

เสี่ยวอู่…

“ซิ่วไฉ่ฝากแม่มาแจ้งให้เจ้ารับรู้ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะทดสอบวิชาการกับเจ้า” แม่นางเหลียนยกแขนขึ้นโอบร่างเสี่ยวอู่ให้เดินกลับเข้าบ้าน “หากเจ้าตอบคำถามไม่ได้ หรือไม่ตั้งใจมากพอ เห็นทีซิ่วไฉ่คงไม่ชอบใจเป็นแน่”

เสี่ยวอู่กะพริบตาปริบ จากนั้นจึงวิ่งกลับเข้าห้องเพื่อทบทวนตำราอีกครั้งอย่างว่าง่าย

“ท่านแม่ พี่สือยวินกลับมาแล้วหรือ? ท่านได้ถามเขาหรือไม่ว่าการสอบเป็นอย่างไรบ้าง? เขาผ่านการสอบคัดเลือกหรือไม่?” หยุนเชวี่ยโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่างพร้อมพ่นคำถามรัวเป็นชุดด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“แม่จะถามไถ่โดยละเอียดถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? เห็นเพียงว่าเขาผ่ายผอมลงมาก อาหารการกินที่อื่นถึงอย่างไรก็คงไม่ถูกปากเท่าอาหารบ้านเรา เจ้าไม่ต้องกังวลไป…” แม่นางเหลียนยิ้ม “วันพรุ่งนี้พวกเราจะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลเฟิงสักหน่อย ถึงเวลานั้นเจ้าค่อยถามเขาด้วยตนเองเถิด”

“ข้าว่าพี่สือยวินต้องสอบผ่าน!” หยุนเชวี่ยคงถูกหวังหลี่เจิ้งล้างสมองชุดใหญ่เช่นเดียวกับบรรดาเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ดังนั้นจึงเกิดความคาดหวังอย่างมหาศาล นางพยักหน้ายืนยันความคิดตนเองหลายครั้ง “พี่สือยวินสอบเป็นจอหงวนใหญ่ได้แน่!”

ทันใดนั้นประตูห้องชั้นบนกลับเปิดผางออกโดยแรง แม่นางจ้าวรีบเดินออกมาและเอ่ยถามอย่างร้อนรน “เฟิงสือยวินกลับมาแล้วอย่างนั้นรึ? แล้วท่านพี่เล่า… ท่านพี่หายไปไหนเสีย?!”

  

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 305 กลับบ้าน"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpd7brd
หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้
19/04/2026
3c08b0
ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
11/04/2025
63db6879
ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
14/05/2025
20228319-member-193×278
ทะลุมิติทั้งครอบครัว
29/07/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.