Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 306 สติแตกกระเจิง

  1. Home
  2. ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
  3. ตอนที่ 306 สติแตกกระเจิง
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 306 สติแตกกระเจิง

“ข้าถามแล้ว พี่ใหญ่ไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับเฟิงซิ่วไฉ่” แม่นางเหลียนเอ่ยตอบ “เขาบอกเพียงว่าการสอบเสร็จสิ้นมาตั้งแต่ประมาณสองวันที่แล้ว ตัวเขามัวสำรวจเส้นทางในเมืองใหญ่จึงกลับมาช้า ตามจริงพี่ใหญ่ควรกลับมาถึงที่นี่ก่อน”

แม่นางจ้าวได้ยินเช่นนั้นก็พลันร้อนใจขึ้นมา “ล่าช้างั้นหรือ? เหตุใดจึงล่าช้านักเล่า?”

“โอ้ เรื่องนั้นเฟิงซิ่วไฉ่ตัดสินใจเอง ไม่เกี่ยวกับการสอบแต่อย่างใด เขาเพียงสำรวจเส้นทางในเมืองหลวงเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์เท่านั้น” แม่นางเหลียนกล่าวเสริมโดยคาดเดาตามความเข้าใจของตน

ยังไม่ทันกล่าวจบ หยุนชิ่วเอ๋อกลับเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทีร้อนใจไม่แพ้กัน สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธเคือง นางหันไปถามแม่นางจ้าว “คนอื่นล้วนกลับมาแล้ว เหตุใดยังไร้วี่แววของพี่ใหญ่? เขาไม่ต้องการพวกเราแล้วใช่หรือไม่?”

“ชิ่วเอ๋อ เจ้าเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขา เพราะฉะนั้นเขาจะไม่สนใจไยดีเจ้าได้อย่างไร?” แม่นางจ้าวตอบกลับพลางพยายามระงับความร้อนรนที่เกิดขึ้นในจิตใจ “พี่ใหญ่ของเจ้า… พี่ใหญ่ของเจ้ารู้จักมิตรสหายมากมายซึ่งเป็นบัณฑิตด้วยกัน อาจจะพบเจอพวกเขาระหว่างการสอบคัดเลือก หลังสอบเสร็จอาจยังไม่กลับบ้านทันทีแต่ต้องอยู่พบปะพูดคุยกับพวกเขาเพื่อความสัมพันธ์อันดีในสายงานราชการ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กลับมาล่าช้า ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!”

“เฟิงซิ่วไฉ่ว่าล่าช้ายังกลับมาภายในสองวันหลังสอบ แล้วพี่ใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่ที่เมืองหลวงอีกนานเพียงใด?” หยุนชิ่วเอ๋อที่วิตกจริตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ครั้นได้ยินว่าเฟิงซิ่วไฉ่กลับมาทว่าไร้เงาของหยุนลี่จง สติของนางเริ่มแตกกระเจิงทันที “หรือว่าครั้งนี้เขาสอบไม่ผ่านอีกแล้ว จึงไม่กล้ากลับมาที่บ้านกระนั้นหรือ?!”

“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” แม่นางจ้าวปฏิเสธทันควันทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความหวาดผวา หยุนชิ่วเอ๋อหลุดปากพูดถ้อยคำที่นางกลัวที่สุดคือ ‘สอบไม่ผ่าน’ จนความคิดยิ่งฟุ้งซ่านไปใหญ่ หากครั้งนี้หยุนลี่จงสอบไม่ผ่านจริง แล้วอนาคตนางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร?

“ท่านพี่ย้ำนักย้ำหนาว่าครั้งนี้เขามั่นใจเป็นอย่างมาก อีกอย่างเส้นสายและความสัมพันธ์ก็เป็นไปด้วยดี หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด อย่างน้อยก็ต้องได้รับความดีความชอบสักตำแหน่ง” แม่นางจ้าวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหันหน้าไปทางประตูเรือน “ข้าจะออกไปรอรับเขาที่ปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยตนเอง คาดว่าอีกไม่นานเขาคงใกล้มาถึงแล้วกระมัง”

หยุนชิ่วเอ๋อชี้นิ้วไปยังแผ่นหลังของแม่นางจ้าวที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป นางกระทืบเท้าเร่า ๆ พลางตะโกนไล่หลังเสียงดังลั่น “หากครั้งนี้เขายังสอบไม่ผ่านอีก ข้าจะฆ่าเขาให้ตายไปซะ!”

เสียงถอนหายใจแหบพร่าแทบไม่ได้ยินดังขึ้นจากภายในห้อง ผ่านไปครู่หนึ่งแม่เฒ่าจูจึงลืมตาและลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่าง ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปและร้องเรียกด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “สะใภ้รอง พ่อสามีมีเรื่องต้องการจะถามไถ่เจ้า”

แม่นางเหลียนกำลังเตรียมจะก่อไฟทำอาหาร ครั้นได้ยินดังนั้นจึงรีบเช็ดมือเข้ากับผ้ากันเปื้อน ทั้งไม่ลืมที่จะหันมาสั่งหยุนเยี่ยน “เก็บขนมเปี๊ยะที่เหลือจากมื้อเช้าไว้ให้แม่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนเจ้าก็ปรุงอาหารเพิ่มอีกสักจานเถิด”

หยุนเยี่ยนเป็นลูกมือของแม่นางเหลียนมานานตั้งแต่จำความได้ นอกจากมีจิตใจดีงามแล้วยังเฉลียวฉลาด ขอเพียงเป็นงานบ้านที่คุ้นชินนางสามารถหยิบจับได้อย่างคล่องแคล่วและพิถีพิถัน นางหยิบหัวกะหล่ำมาหั่นสองสามครั้ง จากนั้นจึงโยนลงในอ่างไม้เพื่อล้างทำความสะอาด ก่อนนำมาซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ อีกครั้ง

“ท่านพ่อไม่อยู่บ้านเช่นนี้ ท่านปู่กลับเรียกเพียงท่านแม่ขึ้นไปพูดคุยจะเป็นเรื่องอื่นใดไปได้?” หยุนเยี่ยนยืนอยู่หน้าเขียงหั่นผักพลางเหลือบมองขึ้นไปยังห้องชั้นบนเป็นระยะด้วยความกังวล “เขาคงไม่ยอมให้พวกเราย้ายออกไปอีกแล้วกระมัง?”

“เกรงว่าเวลานี้ทางบ้านใหญ่คงยังไม่มีความคิดเช่นนั้น” หยุนเชวี่ยซึ่งนั่งหมอบเฝ้ากองไฟออกความเห็น “บางทีท่านปู่อาจต้องการถามไถ่ว่าท่านแม่พูดคุยเรื่องใดกับพี่สือยวินบ้าง ท่านไม่เห็นหรือว่าอาชิ่วเอ๋อร้อนใจจนเสียสติเพียงใด?”

“หากเป็นเช่นนั้น ตามจริงลุงใหญ่ก็สอบเสร็จแล้วต่อให้ร้อนใจไปก็ไม่เกิดประโยชน์ อย่างมากก็เดินทางกลับล่าช้าไปสักวันหรือสองวัน ก็เป็นเช่นนี้ทุกคนมิใช่หรอกหรือ?” หยุนเยี่ยนมีนิสัยคล้ายแม่นางเหลียน นางมีจิตใจกว้างขวางและมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ

“พี่สาว พี่น่ะมีคู่หมั้นเป็นพี่ต้าหวังแล้ว ทว่าอาชิ่วเอ๋อยังไม่ได้หมั้นหมายกับผู้ใดเลยด้วยซ้ำ” หยุนเชวี่ยกล่าว “ที่นางร้อนใจก็เพราะนางคาดหวังไว้สูงว่าลุงใหญ่จะต้องได้รับราชการเป็นขุนนาง เพื่อที่นางจะได้แต่งเข้าตระกูลร่ำรวยเสียทีอย่างไรล่ะ!”

“เจ้าดึงข้าเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เรื่อย…” หยุนเยี่ยนมองค้อนหยุนเชวี่ยแวบหนึ่งแล้วจึงถอนหายใจ “อาชิ่วเอ๋อสายตาเฉียบแหลมมองการณ์ไกล ทั้งยังวางตนสูงส่ง นางคงไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในชนบทไปตลอด ต่างจากข้าที่รู้สึกว่าชนบทนั้นดีกว่าในตัวเมืองหลายเท่านัก อยู่ท่ามกลางรากเหง้าที่คุ้นเคยทั้งยังไม่ต้องไปไกลจากบ้านเกิด…”

“ที่จริงแล้วข้ามองว่าหยูซื่อก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร” หยุนเชวี่ยถอนหายใจบ้าง “หากวันนั้นอาชิ่วเอ๋อตัดสินใจแต่งงานกับเขา แน่นอนว่าเขาจะต้องยกย่องดูแลนางเป็นอย่างดียิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าเสียอีก”

“เจ้าไม่เคยกล่าวเช่นนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าหยูซื่อหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียด ท่าทางงุ่มง่ามเหมือนหัวเผือกยักษ์ พูดจาก็ไม่ชัดเจนคล่องปาก ฟังเขาพูดนานเข้ากลับรู้สึกอึดอัดเสียยิ่งกว่ากินอาหารจนอิ่มแปล้แน่นท้อง”หยุนเยี่ยนปิดปากหัวเราะอย่างนึกขบขัน “เหตุใดวันนี้เจ้าถึงชื่นชมเขาประหนึ่งเป็นคนละคนไปได้?”

“หยูซื่อหน้าตาน่าเกลียดไปสักหน่อย ทว่าแท้จริงแล้วเขามีนิสัยดีมาก ไม่ใช้อารมณ์แม้สักครั้ง งานการหรือก็หยิบจับคล่องแคล่วว่องไว แม้แต่ล่อตัวใหญ่ประจำตระกูลที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อขนส่งสินค้า ก็ยังประคบประหงมดูแลอย่างดีเยี่ยม นับประสาอะไรกับภรรยาสุดที่รักในอนาคตเล่า!” หยุนเชวี่ยลองใคร่ครวญดูและพบว่าเจ้าหมอนั่นไม่เลวเลยทีเดียว “อีกอย่าง… ข้าเคยลองเปรียบเทียบดูแล้ว ร้านค้าของชำหยูจี้ของพวกเขาขายสินค้าราคาแพงที่สุดในเมืองแล้ว นั่นแสดงให้เห็นถึงฐานะที่แท้จริงว่าไม่ใช่เพียงเปลือกนอก!”

“เช่นนั้นมาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว…” หยุนเยี่ยนหั่นผักเสร็จแล้วเตรียมโยนลงหม้อ ไม่นานนักแม่นางเหลียนก็กลับลงมาจากห้องชั้นบนโดยเผยสีหน้าลำบากใจ

“ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?” หยุนเยี่ยนรีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“เปล่าหรอก เพียงแต่ท่านปู่ของเจ้าและหยุนชิ่วเอ๋อร้อนใจจนอดทนรอคอยไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงสั่งให้แม่รีบไปที่บ้านตระกูลเฟิงเพื่อสืบสาวราวเรื่องอย่างละเอียด ทว่าตอนนี้เป็นเวลามื้อกลางวัน ซิ่วไฉ่เองก็เพิ่งกลับมาจากการเดินทาง ยังไม่ทันได้พักผ่อน…” แม่นางเหลียนเดินเข้าไปในห้องปีกตะวันตกเพื่อค้นดูรอบหนึ่ง เมื่อไม่พบของฝากดี ๆ จึงจำใจเดินทางไปเยือนตระกูลเฟิงมือเปล่า

“ท่านแม่ เช่นนั้นต้องรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ…”

“พวกเจ้ากินกันไปก่อนเถอะ ไม่ต้องรอแม่แล้ว”

ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้นแม่นางเหลียนก็กลับมาถึงบ้านตระกูลหยุน ท่าทางคล้ายว่าไร้ความคืบหน้า หยุนเชวี่ยลอบขึ้นไปแอบฟังหน้าประตูห้องชั้นบนจนได้ยินแม่นางเหลียนเล่าให้ผู้เฒ่าหยุนฟัง “ท่านพ่อ ซิ่วไฉ่บอกว่าข้อสอบปีนี้ไม่หินเท่าปีก่อน ท่านวางใจเถิด พี่ใหญ่ขยันหมั่นเพียรศึกษาตำราวิชาการทุกวัน ย่อมได้รับตำแหน่งขุนนางสักตำแหน่งอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” แม่นางเหลียนพยายามกล่าวปลอบใจ

อีกสองวันผ่านไป

หยุนลี่จงก็ยังไม่กลับมา ช่วงสองวันดังกล่าวชีวิตของแม่นางจ้าวปกคลุมไปด้วยความมืดหม่นและเศร้าสลดยิ่ง นางถูกหยุนชิ่วเอ๋อเค้นความหนักเข้าจนไม่กล้าอยู่ในบ้านนานอีกต่อไป นอกจากกินข้าวและนอนหลับแล้ว แม่นางจ้าวใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเพื่อออกไปรอรับหยุนลี่จงตรงทางเข้าหมู่บ้าน

“คงไม่เกิดอันตรายใดขึ้นกับพี่ใหญ่หรอกใช่หรือไม่?” แม้แต่แม่นางเหลียนยังพลอยนึกกังวล “เป็นเวลาหลายวันแล้ว ต่อให้จำเป็นต้องพบปะสหายบัณฑิตในเมืองหลวงก็ไม่ควรล่าช้านานถึงเพียงนี้ นอกจากมีความจำเป็นจริง ๆ เหตุใดจึงไม่เขียนจดหมายกลับมาแจ้งให้ครอบครัวทราบบ้าง?”

หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้ว “ท่านพ่อขอให้ข้าเดินทางเข้าเมืองเพื่อสืบถามตามหาเขา”

“เข้าเมืองอย่างนั้นรึ? ท่านไม่รู้จักมักคุ้นกับบรรดาสหายบัณฑิตของพี่ใหญ่เสียหน่อย แล้วจะตามหาเขาได้จากที่ใดกัน?” แม่นางเหลียนไม่เห็นด้วย “คนทั้งคนจะหายตัวไปอย่างไร้ข่าวคราวได้อย่างไรกัน? หรือที่จริงแล้วพี่ใหญ่…”

“ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดา” หยุนลี่เต๋อโคลงศีรษะ “ข้าเคยไปที่สำนักเรียนแห่งหนึ่งที่พี่ใหญ่เคยกล่าวถึง ก่อนหน้านี้มักซื้อกระดาษและพู่กันติดมือกลับมา ข้าคิดว่าจะลองไปถามจากที่นั่นก่อน ไม่แน่อาจพอมีข่าวคราวให้ตามหาต่อไปได้โดยง่าย”

หยุนลี่เต๋อกินมื้อกลางวันเสร็จแล้วจึงเดินทางเข้าเมืองทันที ตกเย็นจึงกลับมา เขาพบบัณฑิตสองรายที่เดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบพร้อมกันกับหยุนลี่จง ทว่าพวกเขาเองก็เพิ่งกลับมาที่เมืองอันผิงเมื่อสามวันก่อน จึงไม่รู้ข่าวคราวว่าหยุนลี่จงไปที่ใดแน่

ทั้งครอบครัวรู้เช่นนั้นยิ่งร้อนรนราวเป็นมดที่ร่วงลงไปในหม้อน้ำเดือด หยุนชิ่วเอ๋อตามหาเรื่องแม่นางจ้าวตลอดทั้งวัน ส่วนผู้เฒ่าหยุนแม้ไม่พร่ำบ่นแต่แสดงออกชัดว่าทรวงอกร้อนรุ่มราวไฟสุมเพียงใด แม้แต่นางเฉินที่ทำตัวลอยชายไปวัน ๆ ยังหันมาปรับทุกข์กับแม่นางเหลียน “เฮ้อ… ดูท่าครั้งนี้ก็คงผิดหวังกลับมาอีกตามเคย คงหมดหวังจะได้ติดตามพี่ใหญ่เข้าเมืองเสียแล้ว เดิมทีชีวิตของข้าว่าลำบากแสนสาหัสแล้ว นับจากนี้ไปคงไม่เหลือสิ่งใดอีก…”

ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าหม่นภายในบ้าน หลังท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิท แม่นางเหลียนก้มปักผ้าเป็นลายดอกไม้อยู่ภายใต้แสงตะเกียงวูบไหว ฉับพลันเสียงความเคลื่อนไหวกลับดังขึ้นจากบริเวณลานบ้าน ราวประตูเรือนจะพังถล่มลงมา

“เชวี่ยเอ๋อ ออกไปดูทีเถิดว่าเป็นผู้ใดกัน ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมาเคาะประตูอีก”

เตียงนอนของหยุนเชวี่ยอยู่ติดหน้าต่างพอดี นางชะเง้อคอมองผ่านหน้าต่างไปทางประตูลานบ้านท่ามกลางแสงจันทร์มืดสลัว มองลอดช่องว่างระหว่างประตูไปจึงเห็นเป็นบุรุษสวมเสื้อคลุมสีอ่อนที่สะพายย่ามลักษณะพองเล็กน้อย เขากำลังพยายามผลักประตูให้เปิดออก “ท่านลุงใหญ่หรือนั่น?”

“ว่าอย่างไรนะ?!” แม่นางเหลียนชะงักนิ่งพลันวางมือจากงานปักผ้าทันที หยุนลี่เต๋อผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันควัน

“ท่านลุงใหญ่! ท่านลุงใหญ่กลับมาแล้ว!” หยุนเยี่ยนชะเง้อมองผ่านหน้าต่างบ้างจากนั้นจึงร้องตะโกนลั่น หน้าต่างและบานประตูหลายห้องบนบ้านใหญ่เปิดผางออกทันที แม่นางจ้าว หยุนชิ่วเอ๋อ แม่เฒ่าจู หยุนโม่ และนางเฉินต่างกระวีกระวาดออกมาต้อนรับ

“ท่านพี่! ท่านกลับมาได้เสียที! หลายวันมานี้ข้าอุตส่าห์ออกไปรอรับท่านอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านทุกวัน ท่านมัวทำธุระอยู่แห่งใดกันรึ?! เดินทางกลับมาล่าช้าถึงเพียงนี้ ไยไม่คิดถึงจิตใจของผู้ที่รอคอยบ้าง?” แม่นางจ้าวตัดพ้อน้ำตาไหลพรากทันที

“ไปมุดหัวอยู่ที่อื่นจนหนำใจแล้วรึ?! ยังคิดได้อยู่หรือว่ามีบ้านช่องต้องกลับ?! หากจงใจล่าช้าเช่นนี้ รอให้ท่านพ่อของเจ้าป่วยจนตรอมใจตายเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาเผาผีไม่ดีกว่าหรือ?! อุตส่าห์มากความสามารถทั้งยังเก่งกาจปราดเปรื่อง กลับเอาแต่เที่ยวเล่นเสเพลครื้นเครง แม้แต่ครอบครัวก็ไม่ใส่ใจจะรับผิดชอบแล้วใช่หรือไม่?!” แม่เฒ่าจูพ่นคำผรุสวาทอย่างโกรธจัด

หยุนชิ่วเอ๋อดันตัวไปข้างหน้า ก่อนผลักแม่นางจ้าวที่ยังร้องไห้พิรี้พิไรด้วยความคับข้องใจให้พ้นทาง นางปรี่เข้าไปขยุ้มแขนเสื้อของหยุนลี่จงและตะโกนถามอย่างไม่รอช้า “การสอบของท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ครั้งนี้ท่านสอบคัดเลือกผ่านหรือไม่? พูดอะไรสักอย่างสิ!”

หยุนเชวี่ยรีบหยิบรองเท้ามาใส่และวิ่งตามออกไปดูบ้าง น่าเสียดายที่ท้องฟ้ายามราตรีมืดมิดเกินไป ทำให้ไม่อาจมองเห็นสีหน้าของหยุนลี่จงได้อย่างชัดเจน ได้ยินเพียงเสียงแหบแห้งอ่อนระโหยโรยแรงจากปากเขา “ข้าเสียเวลาเดินทางเกือบสามวันไม่ได้หยุดหย่อน ให้ข้าได้ขึ้นไปนั่งพักดื่มน้ำก่อนได้หรือไม่?”

“เฟิงซิ่วไฉ่สอบเสร็จก็เดินทางกลับมาตั้งนานสองนานแล้ว ท่านหายไปหลบอยู่ที่ใดมากันแน่?” หยุนชิ่วเอ๋อเค้นถามหยุนลี่จงอย่างไม่ยอมรามือ “พี่ใหญ่ บอกมาตามตรงดีกว่า ครั้งนี้ท่านสอบไม่ผ่านอีกแล้วจึงไม่กล้าบากหน้ากลับมาที่บ้านใช่หรือไม่?!”

หยุนลี่จงกำลังจะก้าวเท้าขึ้นห้อง ทว่าเมื่อได้ยินหยุนชิ่วเอ๋อพ่นคำอัปมงคลออกมาเช่นนั้นจึงหยุดชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจยิ่ง

“ชิ่วเอ๋อ พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า?!” แม่นางจ้าวพยายามระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านของตนด้วยความลำบากใจมานาน วันนี้จึงค่อยเกิดความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ใหญ่ของเจ้าเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเรือน เจ้ากล่าววาจาอัปมงคลเช่นนี้ได้อย่างไร?! ไม่คิดบ้างหรือว่าพี่ใหญ่จะเสียใจที่ได้ยิน?!”

“หากไม่แล้วก็ต้องมีเหตุผลสิว่าเหตุใดจึงไม่ยอมกลับมาเสียที!” หยุนชิ่วเอ๋อถลึงตาใส่แม่นางจ้าว ทว่าน้ำเสียงที่กล่าวกับหยุนลี่จงกลับอ่อนลง ไม่ก้าวร้าวเหมือนหนแรก “บ้านหลังนี้มีทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และข้าที่เฝ้าคอยวันแล้ววันเล่าจนร้อนใจแทบจะตายชัก”

ทันทีที่หยุนลี่จงเข้าไปนั่งพักในห้องชั้นบนแล้ว แม่นางจ้าวก็รีบกระวีกระวาดรินชาร้อนให้เขาถ้วยหนึ่งและยื่นให้อย่างเอาอกเอาใจ ทุกคนต่างตามมายืนคอยคำปราศรัยของเขา แม้แต่หยุนเชวี่ยเองก็ขึ้นมายืนเบียดชิดอยู่ข้างประตูห้องเช่นกัน

หยุนลี่จงละเลียดดื่มชาลงคอหนึ่งอึกอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังจับจ้องไปที่หยุนชิ่วเอ๋อก่อนถอนหายใจออกพร้อมกล่าวเป็นเชิงตำหนิ “เหตุใดข้าจึงกลับมาล่าช้านัก? นั่นก็เพราะว่าพี่ใหญ่คนนี้ไปจัดการเป็นธุระให้เรื่องส่วนตัวของเจ้าเองมิใช่หรอกหรือ? อุตส่าห์ได้รับข่าวดีกลับมา ยังมาถูกเจ้าคาดโทษเอาเช่นนี้ ชิ่วเอ๋อ… ข้าไม่ต้องการดุด่าสั่งสอนเจ้า แต่ในใจของเจ้ายังคิดว่าข้าเป็นพี่ใหญ่อยู่หรือไม่?”

หยุนชิ่วเอ๋อตกตะลึงเมื่อได้ยินหยุนลี่จงกล่าวเช่นนั้น นางนิ่งงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากถามกลับ “เรื่องส่วนตัว… งานหมั้นหมายของข้างั้นรึ? พี่ใหญ่ ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”

หยุนลี่จงเพียงถลึงตาใส่นางอีกครั้ง ไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปาก เขายกถ้วยชาขึ้นจิบต่อจากครู่นี้ที่ดื่มค้างไว้

ใบหน้าของหยุนชิ่วเอ๋อแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อทันที “พี่ใหญ่ ท่านตอบคำถามของข้าสักคำเถอะ! ท่านเข้าเมืองหลวงไปเพื่อเป็นธุระติดต่อเรื่องการแต่งงานให้ข้าอย่างนั้นหรือ? พี่ใหญ่… พี่ใหญ่?”

เมืองหลวงถือเป็นอาณาเขตที่มีพื้นที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ของแว่นแคว้น ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยจวนของขุนนางผู้มีอำนาจสูงส่ง รวมถึงจวนของบรรดาเศรษฐีตระกูลใหญ่ บรรยากาศคึกคักกว่าในตัวเมืองอันผิงหลายเท่าตัว หยุนชิ่วเอ๋อนึกแล้วได้แต่กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างเปล่งประกายวาววับ

“เจ้าใหญ่ มีสิ่งใดก็รีบพูดออกมาเสียเถิด ตั้งแต่เข้าเมืองหลวงไป พอกลับมาถึงบ้านแล้ววาจากลับทวีความคดเคี้ยวเข้าไปใหญ่” คำกล่าวจากปากแม่เฒ่าจูไม่ได้รุนแรงดังเช่นครั้งแรกที่พบหน้า แต่ยังแฝงไปด้วยประโยคเชิงเสียดสีที่เจ็บแสบตามวิสัยหญิงชราผู้อดไม่ได้ที่จะด่าทอคน

  

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 306 สติแตกกระเจิง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

6d-fe53-105
ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที
12/06/2026
ดาวน์โหลด (1)
ยอดหญิงอันดับหนึ่ง
05/09/2022
20228319-member-193×278
ทะลุมิติทั้งครอบครัว
29/07/2023
novelpdf0072
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง
11/02/2024

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.