ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 310 ทะยานสู่คบไม้กลายเป็นหงส์เพลิง
ตอนที่ 310 ทะยานสู่คบไม้กลายเป็นหงส์เพลิง
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนต่างช่วยกันกล่าวเสนอในสิ่งที่ถูกที่ควรอย่างเต็มความสามารถ น่าเสียดายที่ภายในห้องชั้นบนไม่มีผู้ใดรับน้ำใจนี้ไว้ ซ้ำร้ายยังหวาดระแวงว่าพวกเขาหวังดีประสงค์ร้ายไปเสียอีก โดยเฉพาะหยุนชิ่วเอ๋อที่โกรธจัดถึงขั้นชี้หน้าแม่นางเหลียนพร้อมไล่ครอบครัวรองให้รีบย้ายออกไปจากที่นี่ในเร็ววัน
“ข้าคิดไว้แล้วเชียว” หยุนเชวี่ยแบมือพลางยักไหล่เพราะไม่ผิดจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้แม้แต่น้อย
“ต่อให้ชิ่วเอ๋อคิดอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แม่ทำหน้าที่พี่สะใภ้ได้อย่างดีที่สุดแล้ว” ใจจริงแล้วแม่นางเหลียนนึกเจ็บใจไม่น้อย ทว่านางไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นแต่อย่างใด เมื่ออารมณ์โกรธคลายลงก็กลับมาใจอ่อนดังเดิม
“ในเมื่อทุกคนตะเพิดไล่ถึงเพียงนี้แล้ว เมื่อไรพวกเราจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ได้เสียที?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“รอกินข้าวเสร็จเสียก่อน เจ้าค่อยตามท่านพ่อไปดูเองเถิด” ตอนนี้แม้แต่แม่นางเหลียนก็ไม่อยากอาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไป “หากความชื้นภายในบ้านระเหยไปจนแห้งแล้วก็สามารถย้ายข้าวของเข้าอยู่ได้”
เช้านี้ครอบครัวทั้งสองฝั่งต่างรีบกินอาหารมื้อเช้าเป็นพิเศษ
หยุนเชวี่ยและหยุนเยี่ยนตามหยุนลี่เต๋อไปยังบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นใกล้กับบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน หยุนลี่จงเองก็เดินออกมาจากบ้านพร้อมกัน จุดหมายปลายทางคือตัวเมืองอันผิงเพื่อจะฝากจดหมายให้คนนำไปส่งให้ตระกูลจางในเมืองหลวงอีกทอดหนึ่ง
ภายในระยะเวลาไม่เกินครึ่งวัน ข่าวที่หยุนชิ่วเอ๋อจะแต่งงานไปเป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านด้วยฝีมือของนางเฉิน เมื่อพบเจอชาวบ้านระหว่างทางก็ร้องโวยวายใหญ่ “นี่! พี่ใหญ่ของข้ากำลังจะได้รับตำแหน่งขุนนางในเร็ววัน! ทั้งยังอุตส่าห์หาคุณชายตระกูลใหญ่มาแต่งงานกับชิ่วเอ๋ออีกต่างหาก ไม่กี่วันนี้คงได้เห็นขบวนหมั้นหมาย นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก! ครอบครัวของข้าถึงคราวได้ดิบได้ดีเสียที!”
“พี่ใหญ่ของเจ้าสอบผ่านการคัดเลือกแล้วหรือ? แล้วเฟิงซิ่วไฉ่เล่า? เหตุใดยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามารายงานข่าวดีอย่างเป็นทางการเสียที?” ข่าวคราวดังกล่าวมีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่เคลือบแคลงสงสัย “หากไม่มีประกาศแจ้งอย่างเป็นทางการจะนับว่าเป็นความจริงได้อย่างไร?”
“ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าเป็นเรื่องโกหกอีกรึ?! พี่ใหญ่ย้ำนักย้ำหนาว่าครั้งนี้เขาจะได้เป็นขุนนางอย่างแน่นอน” ปากของนางเฉินยื่นยาวราวม้าวิ่ง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลจางว่าที่สามีของชิ่วเอ๋อผู้ใดมาจากไหน?”
“เป็นใครกันล่ะ?” หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คนของตระกูลจางเป็นขุนนางยศตำแหน่งสูงในราชสำนัก ทำงานรับใช้องค์ฮ่องเต้โดยตรง มีเงินทองลาภยศมากด้วยอำนาจบารมี ทั้งยังเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่สั่งได้แม้กระทั่งลมฝน แหม… ชิ่วเอ๋อช่างมีวาสนาดีนัก เพียงพริบตาเดียวก็ทะยานขึ้นสู่คบไม้กลายเป็นหงส์เพลิงไปเสียแล้ว”
“หากเป็นจริงตามที่เจ้าว่า ตระกูลจางคงร่ำรวยมิใช่เล่น ถึงคราวหมั้นหมายแล้วคงมอบสินสอดทองหมั้นให้เป็นจำนวนไม่น้อยเลยใช่หรือไม่?”
“ประมาณนั้นกระมัง!” นางเฉินชูนิ้วมือสั้นไม่สมส่วนขึ้นเปรียบเทียบกัน “อย่างน้อยอาจได้รับมาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึง! ชิ่วเอ๋อของข้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เล็กจนโต หากน้อยไปกว่านี้เห็นทีคงไม่มีผู้ใดยินยอมเป็นแน่!”
“ให้ข้าพูดหน่อยเถิดสะใภ้สาม เหตุใดเจ้าจึงชอบคุยโวโอ้อวดเหมือนกับสามีของเจ้าไม่มีผิด?” ชายคนหนึ่งโพล่งขึ้น “เจ้ารู้ได้อย่างไรกันว่าต้องเป็นห้าร้อยตำลึง? เคยเห็นหรือว่าเงินจำนวนนั้นมากมายเพียงใด?”
นางเฉินเบ้ปากแสดงความดูแคลน “ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วอย่างไร? พวกเขาเป็นถึงตระกูลขุนนางยศใหญ่ เงินเพียงห้าร้อยตำลึงขนหน้าแข้งอาจไม่ร่วงเสียด้วยซ้ำ เจ้านี่คงนึกอิจฉาจึงหาเรื่องมาพูดขัดอยู่ตลอด”
“ข้ามิใช่สตรี เหตุใดจะต้องริษยาตาร้อนให้เสียเวลา” ชายฉกรรจ์คนเดิมหัวเราะเยาะ “เห็นทีคนผู้นั้นคงเป็นเจ้าเสียมากกว่า หึหึ… อย่ามัวแต่โอ้อวดเติมแต่งเรื่องไปเลย เกิดไม่ใช่ความจริงขึ้นมาเกรงว่าผู้อื่นอาจหัวเราะเยาะเจ้าจนฟันหักเป็นแน่”
“ฮึ่ม! คอยดูเถิด” นางเฉินผุดลุกขึ้นพร้อมปัดฝุ่นออกจากบั้นท้าย “ข้าไม่เสวนากับพวกเจ้าแล้ว ยังต้องกลับบ้านไปปรุงอาหารเลิศรสให้พี่ใหญ่อีก”
ความขยันขันแข็งของนางเฉินนับว่าพบเห็นได้ยากยิ่ง ทว่าความโอบอ้อมอารีของแม่เฒ่าจูนั้นพบเห็นได้ยากเย็นยิ่งกว่า ครั้งนี้นางถึงขั้นอนุญาตให้นางเฉินไปจับไก่ในเล้ามาเชือดทำสตู เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางเฉินจึงคว้ามีดวิ่งไล่จับไก่ไปทั่วลานบ้าน
หลังจากหยุนชิ่วเอ๋อวิตกจริตไปหลายวัน ในที่สุดวันนี้นางก็กลับมาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาขีดเขียนวาดทรงคิ้วและผัดแป้งประทินผิวอยู่หน้ากระจกเงาทองเหลือง จากนั้นจึงรื้อเสื้อผ้ามาผลัดเปลี่ยนชุดแล้วชุดเล่า
ผู้เฒ่าหยุนมีสภาวะจิตใจดีขึ้น เขาหยิบไม้ค้ำยันเป็นเครื่องช่วยประคองร่างกายให้ลุกเดินวนไปมารอบลานบ้านอยู่ประมาณสองรอบ จากนั้นจึงหย่อนกายลงนั่งพักตรงเก้าอี้รับแสงแดดอุ่นตลอดทั้งช่วงเช้า
“สะใภ้รอง” แม่นางจ้าวกลับมาวางตนทำทีท่าว่าตนเหนือกว่าผู้ใดอีกครั้ง นางเชิดคางขึ้นพร้อมเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “วันนี้บ้านของเราจะทำการต้อนรับท่านพี่เพื่อล้างมลทินกันเสียหน่อย”
“ต้อนรับล้างมลทินงั้นหรือ?” แม่นางเหลียนไม่ค่อยเข้าใจความหมายแฝงในคำกล่าวของอีกฝ่ายเท่าไรนัก ถึงกระนั้นก็รีบวางงานในมือลงทันที “เช่นนั้นข้าจะเข้าไปช่วยทำครัวเดี๋ยวนี้”
แม่นางจ้าวเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจจึงขมวดคิ้วมุ่น “ผู้ใดต้องการให้เจ้าช่วยงานกัน?”
“อ้าว…”
“นำของป่าที่เจ้ารองล่ามาได้ไปปรุงอาหารเสีย พี่ใหญ่ของเจ้าชอบกินไม่น้อยทีเดียว อย่าได้หวงของไปหน่อยเลย” แม่นางจ้าวแสยะยิ้มพลางออกคำสั่งอย่างนึกรำคาญ “อย่าช้านักล่ะ รีบปรุงให้ทันก่อนที่พี่ใหญ่จะกลับมากินอาหารมื้อเย็น”
“ข้าไม่ได้หวงเสียหน่อย…” แม่นางเหลียนกล่าวยังไม่ทันจบประโยคกลับได้ยินเสียงย่ำใบไม้ดังกรอบแกรบมาจากทางหน้าประตูเรือน เป็นหยุนเชวี่ยที่ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา “วันนี้ท่านพ่อของข้ายังไม่ขึ้นไปบนภูเขา จะไปหาของป่ามาจากที่ใดกัน?”
แม่นางจ้าวได้ยินเช่นนั้นจึงหันกลับมาถลึงตาใส่นางทันที “แล้วของป่าที่ได้มาเมื่อวานนี้เล่า?”
“ทันทีที่ได้มาก็รีบนำเข้าไปขายในเมืองหมดแล้วน่ะซี” หยุนเชวี่ยกลอกตาขึ้นฟ้า “หากท่านลุงใหญ่ชื่นชอบ วันนี้เขาอุตส่าห์เข้าไปในเมืองก็ให้เขาซื้อกลับมาสิเจ้าคะ มาขอรับบริจาคจากบ้านข้าด้วยเหตุใดกัน?”
“สะใภ้รอง! ดูซิว่าลูกสาวของเจ้าพูดเหลวไหลเรื่องใดออกมา! เขาเป็นลุงใหญ่ของเจ้าเชียวนะ! ตั้งแต่คิดแยกครอบครัวออกไปก็เหิมเกริมกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!” แม่นางจ้าวถือว่าตนเองใกล้จะได้เป็นฮูหยินใหญ่เต็มที เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าววาจายอกย้อนจึงอดไม่ได้ที่จะโกรธเคือง
“พี่สะใภ้ใหญ่” แม่นางเหลียนรีบเอื้อมแขนไปโอบร่างหยุนเชวี่ยไว้ทันที “เด็กคนนี้ทั้งนิสัยหรือปากคอล้วนตรงไปตรงมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ท่านอย่าได้ถือสาเอาความจากเด็กน้อยเช่นนางเลย บ้านของข้าไม่มีเนื้อสัตว์ป่าหลงเหลืออยู่แล้วจริง ๆ”
“ฮึ่ม! หากบ้านของข้าอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ผู้ใดจะอยากชายตามองครอบครัวของเจ้ากัน?” แม่นางจ้าวไม่วายกล่าวคำก่นด่าเหน็บแนม “นังเด็กป่าเถื่อนไร้การศึกษา”
หยุนเชวี่ยเพียงเลิกคิ้วขึ้นไม่คิดโกรธเคืองแต่อย่างใด “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านลุงใหญ่เคยกล่าวคำสัตย์สาบานไว้แล้วว่าหากเขาได้เป็นขุนนางจะไม่มีวันปฏิบัติต่อท่านพ่อของข้าและครอบครัวอย่างไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเด็กป่าเถื่อนไร้การศึกษาอย่างข้าก็ต้องได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน!”
สีหน้าของแม่นางจ้าวแปรเปลี่ยนไปทันที
“เชวี่ยเอ๋อ” หยุนเยี่ยนรีบดึงแขนหยุนเชวี่ยให้หลบไปด้านข้าง “หยุดพูดเสียทีเถอะ ตระกูลเราอุตส่าห์มีเรื่องน่าชื่นชมยินดี ไม่ควรกวนน้ำให้ขุ่นในตอนนี้ เจ้าอย่าพูดพล่ามให้เสียบรรยากาศไปเลย”
“เรื่องน่าชื่นชมยินดีที่ว่าเป็นของอาชิ่วเอ๋อเพียงผู้เดียว ถึงอย่างไรครอบครัวของเราก็แยกออกมาแล้ว ในเมื่อท่านลุงใหญ่ไม่พาพวกเราย้ายเข้าเมืองไปด้วยจะมีสิ่งใดน่ายินดีกันเล่า?” หยุนเชวี่ยจงใจกล่าวด้วยเสียงอันดัง “พี่สาว ท่านบอกว่าท่านลุงใหญ่เคยพูดเช่นนั้นจริงมิใช่หรือ? เช่นนั้นข้าต้องทวงถามให้แน่ชัด”
“ท่านพี่ยังไม่ทันได้รับตำแหน่งขุนนางอย่างเป็นทางการ กลับมีสัมภเวสีตามวนเวียนหมายจะเอาเปรียบอยู่เรื่อย!” แม่นางจ้าวโกรธจัดจนริมฝีปากบิดเบี้ยว นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนเบนสายตาหันไปมองแม่นางเหลียนอย่างโกรธเคืองก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
“ดูความเจ้าอารมณ์ของเจ้าซิ! ลูกคนนี้นี่ยังไงกัน? ไม่คิดไว้หน้าแม่บ้างหรือ!” แม่นางเหลียนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา หมดสิ้นวิธีจะหยิบยกมาสั่งสอนอบรมลูกสาวคนรองเสียแล้ว “ท่านพ่อของเจ้าไปอยู่ที่ใดเสีย?”
“เขาเพิ่งถูกท่านลุงอู๋เรียกไประหว่างทาง บอกเพียงว่าอยากทำตู้หลังใหม่สำหรับห้องของพี่สาวและพี่ต้าหวัง จึงให้ท่านพ่อไปดูสถานที่จริงว่าควรออกแบบอย่างไร” หยุนเชวี่ยหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ท่านพ่อยังบอกว่าหากเสร็จสิ้นงานการแล้วจะรีบกลับมากินข้าวให้ทันมื้อเที่ยง”
หยุนเยี่ยนได้ยินดังนั้นแล้วรู้สึกเขินอายเล็กน้อยจึงปลีกตัวเดินเข้าห้องปีกตะวันตกไป หลังจากนั้นไม่นานนางจึงเยี่ยมหน้าออกมาทางหน้าต่างพร้อมโบกมือร้องเรียกหยุนเชวี่ย “เชวี่ยเอ๋อ เข้ามานี่หน่อยสิ”
“พี่สาว มีอะไรหรือ?”
“เจ้าหมุนตัวกลับไปแล้วยืนนิ่ง ๆ หน่อย ข้าจะวัดขนาดรูปร่างของเจ้า”
“วัดรูปร่างไปเพื่อสิ่งใดกัน?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามขณะที่หยุนเยี่ยนจับไหล่ทั้งสองข้างไว้อย่างมั่นคง ทำให้นางยอมยืนอยู่เฉยอย่างว่าง่าย
“อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกทีแล้ว ข้าจะตัดเย็บเสื้อผ้าตัวใหม่ให้เจ้า” มือของหยุนเยี่ยนลากจากบริเวณเอวขึ้นไปยังกลางหลังเพื่อวัดโดยคร่าว นางกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสูงขึ้นมากเพียงนี้”
หยุนเชวี่ยอายุสิบสองย่างเข้าสิบสามปี ร่างกายอยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติ ประกอบกับหลังจากแยกครอบครัวออกมานางได้กินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญทำให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แม้แต่เจ้าตัวยังรู้สึกว่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนตนเองสูงขึ้นมากโข ปลายขากางเกงที่เคยปิดข้อเท้ามิด ตอนนี้กลับเต่อขึ้นมาเกือบถึงน่อง
“ลูกสาวย่อมเติบโตตามรอยพ่อ ท่านพ่อตัวสูง ต่อไปตัวข้าก็ต้องสูงกว่านี้อีกเช่นกัน” หยุนเชวี่ยค่อนข้างพอใจในระบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นนี้ แม้ตอนนี้นางยังไม่เติบใหญ่เข้าสู่วัยสาว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางสังเกตเห็นว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเพียงใด
“เหตุใดเจ้าไม่ตามรอยท่านพ่อด้านผิวพรรณดำคล้ำบ้างเล่า?” หยุนเยี่ยนกล่าวอย่างนึกขบขัน “เหยียดแขนออกไปหน่อย ข้าจะเย็บแขนเสื้อให้ยาวเลยข้อมือ เผื่อประมาณสองปีข้างหน้าเจ้าเติบใหญ่กว่านี้จะยังสวมใส่มันได้”
“ที่ข้าผิวคล้ำก็เพราะเดินทางท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงต่างหากล่ะ ไม่นานผิวพรรณคงฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ” หยุนเชวี่ยรีบหยิบกระจกทองเหลืองบานเล็กจากหัวเตียงมาส่องใบหน้าตนเองดูใกล้ ๆ ก่อนจะบ่นพึมพำ “ดำจริงด้วย”
“กลับมายืนที่เดิมก่อนสิ ยังไม่เสร็จเลย”
“พี่สาว ข้าผิวคล้ำซะแล้วล่ะ…”
“เป็นเพราะเจ้าไม่ยอมสวมหมวกไม้ไผ่สานตามที่ข้ากำชับนักหนาอย่างไรเล่า ยืนตัวตรงหน่อย ข้าได้ยินมาว่าหากนำกลีบกุหลาบมาบดละเอียดและพอกใบหน้าทิ้งไว้จะทำให้ใบหน้าขาวสว่างขึ้น หลังจากนี้ข้าจะไปเด็ดมาไว้ให้เจ้าเอง…”
…
เรื่องราวที่ว่าหยุนชิ่วเอ๋อกำลังจะได้แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงตามคำอวดอ้างของนางเฉินแพร่กระจายจากปากต่อปากเป็นวงกว้าง หลายคนนึกอิจฉาริษยาในวาสนาอันดีงามของนาง ทว่าหลายคนก็ฟังหูไว้หูไม่อยากปักใจเชื่อเต็มร้อย ทั้งยังรอคอยเรื่องขบขันที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
ความปีติยินดีที่เกิดขึ้นในจิตใจของหยุนชิ่วเอ๋อในตอนแรกเริ่มคลายลงและแทนที่ด้วยความร้อนใจอีกครั้ง ภายในวันเดียวนางวิ่งเข้าออกจากห้องไปถามไถ่ที่ห้องฝั่งปีกตะวันออกหลายครั้ง ถามหยุนลี่จงว่าเหตุใดจวนตระกูลจางจึงยังไม่ส่งจดหมายใดตอบกลับมาเสียที? หรือระหว่างนี้คงหาสตรีนางอื่นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเจอแล้วกระมัง?
หยุนลี่จงเมื่อถูกถามบ่อยครั้งก็นึกรำคาญใจไม่น้อย เขากล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าระยะทางระหว่างที่นี่ไปยังเมืองหลวงนั้นไกลลิบ เพราะฉะนั้นหยุนชิ่วเอ๋อต้องอดใจรอคอยสักหน่อย ซึ่งแท้จริงแล้วหยุนลี่จงร้อนใจยิ่งกว่านางเสียอีก ได้แต่ภาวนาในใจแต่เช้าจรดเย็นขอให้การแต่งงานเข้าตระกูลจางของหยุนชิ่วเอ๋อเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยดี
หยุนชิ่วเอ๋อมีกิจวัตรอยู่ไม่สุขเช่นนี้ติดต่อกันหลายวัน ครั้นเข้าสู่วันที่สี่ในที่สุดอีกฟากฝั่งก็มีจดหมายติดต่อกลับมาว่าตระกูลจางจะจัดขบวนสินสอดทองหมั้นมาถึงที่บ้านเพื่อทำพิธีสู่ขออย่างเป็นทางการ
ทันทีที่การรอคอยสิ้นสุดลง ทั้งครอบครัวรู้สึกราวได้รับโอสถไหลเวียนชโลมจิตใจให้คลายกังวล และนับจากวันนี้พวกเขาเพียงรอคอยต่อไปด้วยความเบิกบานใจเท่านั้น คงมีเพียงหยุนเยว่ที่นอกจากออกมากินอาหารครบสามมื้อในแต่ละวันแล้วก็ไม่คิดแม้แต่จะเปิดประตูห้องออกมาพบเจอผู้คน ใบหน้างดงามไม่เผยรอยยิ้มให้เห็นแม้สักครั้ง
ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อมีปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนเรื่องโจรในบ้านยังถือเป็นตราบาปที่ทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกมานอกห้องหับอยู่พักใหญ่ ดังนั้นเรื่องน่ายินดีดังกล่าวจึงถือเป็นการเปิดผนึกอีกครั้ง ท่าทางการเยื้องย่างของนางไม่ต่างอะไรไปจากนางพญาหงส์ขาว ทุกสายตาล้วนสอดส่องมองหานาง และนางเพียงปรายตามองกลับไปด้วยหางตาเท่านั้น สำหรับสตรีน้อยใหญ่ที่เฝ้ามองเหล่านั้น หยุนชิ่วเอ๋อเหยียดหยันพวกนางว่าเป็นเพียงหญิงสาวบ้านนอก ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ
“ทำวางท่าเย่อหยิ่งไปได้ ยังไม่ทันแต่งเข้าเป็นสะใภ้ใหม่ก็ออกลายเสียแล้ว”
“จะว่าไป นางก็วางท่าทางภาคภูมิเช่นนี้มาตั้งแต่หนแรกที่มีคนมาสู่ขอแล้วนี่นา”
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของพี่ใหญ่มากความสามารถของนางมิใช่หรอกหรือ? เพียงประจบสอพลอต่อคนในตระกูลใหญ่นิดหน่อยให้พวกเขาโปรดปรานก็ได้แล้ว ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นหญิงบ้านนอกอยู่วันยังค่ำ”
“จุ๊จุ๊ พวกเจ้าไม่เห็นตราหยกที่นางสวมใส่หรอกหรือ? ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นสมบัติที่มีมูลค่าสูงยิ่งกว่าจวนใหญ่ทั้งหลังเสียอีก! นั่นแหละคือของกำนัลที่นายน้อยตระกูลจางมอบนางให้ไว้แทนใจ”
“แหม พวกเจ้าก็แค่ฟังเรื่องไร้สาระจากปากนางเฉินมากเกินไป คุณชายอะไรนั่นไม่เคยเห็นหน้าค่าตานางมาก่อนเสียหน่อย เหตุใดจึงได้ปักใจหลงรักถึงขั้นมอบของกำนัลราคาแพงให้เช่นนี้? บางทีอาจเป็นเพียงเรื่องแต่งเหลวไหล พวกเจ้าไม่ควรหลงเชื่อไปเสียทุกสิ่ง”
“จริงสิ เรื่องที่นางเป็นโจรขโมยของในบ้านตัวเองเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ พวกเจ้าหลงลืมกันแล้วรึ?! หากอีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายจะชอบพอหญิงสาวที่ประพฤติผิดเช่นนี้ได้อย่างไร? ขอแค่พวกเขามาถามไถ่ประวัตินางเพียงครั้งเดียว ข้าจะเล่าให้หมดเปลือก! หึ อย่าได้ฝันเฟื่องว่าจะได้เป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่ไปเลย!”
ความอวดดีและถือตนของหยุนชิ่วเอ๋อทำให้ผู้คนในหมู่บ้านไม่พึงใจในตัวนางจนถึงขั้นหมั่นไส้ ขณะที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสและรอคอยที่จะเปิดโปงนางให้อับอายขายหน้าอย่างจดจ่อ ในที่สุดคนของตระกูลจางพร้อมด้วยขบวนสินสอดทองหมั้นก็มาถึง