ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 311 รวมหัวซุบซิบนินทา
ตอนที่ 311 รวมหัวซุบซิบนินทา
คนของตระกูลจางเดินทางมาถึงหมู่บ้านไป๋ซีแต่เช้าตรู่ มีสมาชิกทั้งหมดในรถม้าจำนวนสี่คน เป็นเด็กรับใช้สองคน ชายวัยกลางคนท่าทางสุขุมหนึ่งคน และเด็กหนุ่มผิวพรรณขาวผ่องลักษณะราศีคล้ายเป็นนายน้อยของตระกูล รถม้าขับเคลื่อนมาตามถนนและหยุดลงตรงหน้าบ้านตระกูลหยุน
หยุนลี่จงรีบกระวีกระวาดออกไปต้อนรับ ยังไม่ทันเอ่ยสนทนากันแต่อย่างใด ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานอย่างออกนอกหน้า เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมราวต้องการอวยพรวันตรุษ “โอ้ พ่อบ้านหลิว รบกวนท่านมาเยือนที่นี่ด้วยตนเองแล้ว”
“นายท่านซิ่วไฉ่กล่าวเกินไป นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีของเราทั้งสองฝ่ายอย่างไรเล่า” ชายวัยกลางคนผู้นั้นคือพ่อบ้านใหญ่แห่งจวนตระกูลจาง ลักษณะท่าทางดูจริงจังและเฉียบขาด ปากเอ่ยว่า ‘เรื่องน่ายินดี’ ทว่าบนใบหน้ากับแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเพียงเบาบางเท่านั้น เขาหันไปโบกมือสั่งการเด็กรับใช้ทั้งสองซึ่งเดินตามหลังมา
เด็กรับใช้เลิกม่านภายในรถม้าขึ้น จากนั้นจึงช่วยพยุงเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าซึ่งตัดเย็บอย่างประณีต สีหน้าแสดงให้เห็นถึงความเมื่อยล้าจากการเดินทางที่ไม่สะดวกสบาย เขาจับจ้องไปยังหยุนลี่จงด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนเบนสายตาไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด
“นายน้อยท่านนี้คือ?” ตอนที่หยุนลี่จงเข้าจวนตระกูลจาง เขาไม่เคยพบเห็นตัวจริงของคุณชายสี่มาก่อนดังเช่นที่โป้ปดกับครอบครัว ได้ยินเพียงว่าาเขาเป็นบุตรชายภรรยาเอกของนายท่านตระกูลจาง จึงได้รับความโปรดปรานเป็นอย่างมาก ทว่าร่างกายของเขากลับอ่อนแอ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีเขากลับเสียเวลาพักรักษาตัวอยู่บนเตียงนานถึงครึ่งปี
“คุณชายสี่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หากต้องเดินทางสัญจรโดยรถม้าเป็นระยะทางไกลอาจไม่เหมาะสมนัก ดังนั้นนายน้อยท่านนี้คือคุณชายห้า ท่านรับมอบหมายให้มาทำการหมั้นหมายแทนพี่ชายในครั้งนี้” พ่อบ้านหลิวอธิบาย
หยุนลี่จงได้ยินแล้วจึงรีบประสานมือคารวะทันที “นายท่านจางช่างเปี่ยมเมตตา คุณชายห้าช่างเปี่ยมด้วยไมตรีอย่างแท้จริง! ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก เชิญท่านทั้งสองขึ้นเรือนก่อนเถิด”
เด็กรับใช้ทำการผูกเชือกล่ามม้าไว้กับต้นไม้บริเวณนอกลานบ้าน การมาของพวกเขาดึงดูดความสนใจจากเหล่าชาวบ้านให้ตามมามุงดูและชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พวกเจ้ามาจากเมืองหลวงจริงหรือ?” ใครคนหนึ่งเอ่ยถาม
เด็กรับใช้ใช้เชือกล่ามพันรอบต้นไม้สองรอบ จากนั้นจึงขยับเข็มขัดตรงบั้นเอวและพยักหน้า
“ผู้ที่สวมใส่อาภรณ์สีครามนั่นคือคุณชายของเจ้าหรือ?”
เด็กรับใช้พยักหน้า
“พวกเจ้ามาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ซ้ำเจ้านายในตระกูลยังเป็นขุนนางยศใหญ่ทำงานในราชสำนักด้วยงั้นหรือ?”
เด็กรับใช้ต่างพยักหน้าอีกครั้งแต่ไม่ปริปากเอ่ยคำใด
“ครู่นี้ข้าเห็นใบหน้าของเขาเต็มสองตา! นายน้อยผู้นี้ช่างรูปงามเสียจริงเชียว จุ๊จุ๊… พวกเจ้าว่าหยุนชิ่วเอ๋อบำเพ็ญตนมาตั้งแต่ชาติปางไหนจึงมีวาสนาสูงส่งถึงเพียงนี้?” หญิงสาวนางหนึ่งซึ่งแต่งงานแล้วรำพึงรำพันอย่างนึกอิจฉา
“เป็นเพราะพ่อและแม่ของนางมองการณ์ไกลเสียมากกว่า หาลู่ทางให้ลูกสาวก้าวหน้าได้เฉียบแหลมนัก” หญิงสาวอีกคนเอ่ยขึ้น จงใจกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดังหวังให้เด็กรับใช้ของตระกูลจางได้ยิน “ก่อนหน้านี้นางเคยมีคนของตระกูลพ่อค้าเปิดร้านของชำใหญ่โตในตัวเมืองมาชอบพอ ทว่าพวกเขากลับถอนหมั้นไปอย่างไม่ไยดี นั่นมิใช่เพราะพวกเขาหวังสูงใคร่ให้คบไม้กลายเป็นหงส์เพลิงในสักวันหรอกหรือ? ข้าจะบอกให้ว่าตระกูลหยุนน่ะเจ้าแผนการเพียงใด!”
เด็กรับใช้สองคนสาละวนอยู่บริเวณรถม้า คนหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก ส่วนอีกคนปีนขึ้นรถม้าและแบกเอาหีบไม้สีแดงใบใหญ่ออกมาและเดินตามผู้เป็นนายเข้าไปในตัวบ้าน ดูจากท่าทางการอุ้มแล้วคงหนักไม่น้อย
“ภายในหีบนั่นคงเป็นเงินสินสอดทองหมั้นใช่หรือไม่?” ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีสายตาเฉียบแหลมโพล่งถาม “ข้าดูแล้วคงไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เห็นทีคงมากกว่าจำนวนนี้อีกกระมัง!” เขาพูดพลางชูนิ้วมือขึ้นสามนิ้ว
“สามร้อยตำลึงงั้นรึ?” ชายอีกคนระเบิดเสียงหัวเราะขบขันทันที “สะใภ้สามคุยโวเอาไว้ตั้งมากมาย ตระกูลจางร่ำรวยมั่งคั่งทั้งยังเป็นถึงขุนนางยศใหญ่ หากสินสอดไม่ถึงห้าร้อยตำลึง ตระกูลหยุนคงไม่ยกหยุนชิ่วเอ๋อให้แต่งงานด้วยเป็นแน่!”
เด็กรับใช้ชำเลืองมองบรรดาชาวบ้านที่รวมหัวซุบซิบนินทาอย่างสนุกปากโดยไม่คิดตอบโต้แต่อย่างใด ไม่ว่าผู้ใดพูดเขาอะไรเพียงนิ่งฟังอย่างเงียบเชียบเท่านั้น ไม่คิดเปิดปากพูดคุยด้วยให้เปลืองน้ำลาย
ส่วนเหล่าเด็กสาวและสตรีที่ผ่านการแต่งงานแล้วหลายคนซึ่งถูกหยุนชิ่วเอ๋อรังเกียจเดียดฉันท์ว่าเป็นเพียง ‘เด็กป่าเถื่อน’ และ ‘หญิงบ้านนอก’ กลับไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนมาชื่นชมยินดีต่อเรื่องมงคลของอีกฝ่ายแต่อย่างใด
“น้องชาย ก่อนที่เจ้านายของเจ้าจะตกลงปลงใจแต่งสะใภ้ใหม่เข้าตระกูล เหตุใดจึงไม่คิดสืบถามประวัติของนางให้แน่ชัดเสียก่อนเล่า? หากยังดึงดันแต่งงานกับหญิงนิสัยเลวทรามผู้นี้ วันข้างหน้าเกรงว่านางอาจทำลายตระกูลของเจ้าให้ย่อยยับ” สตรีนางหนึ่งชี้นิ้วไปทางบ้านตระกูลหยุน
หญิงสาวอีกคนที่พูดจาโผงผางตรงไปตรงมายิ่งกว่ารีบกล่าวเสริมทันที “หากพวกเจ้าไม่รีบร้อนถึงเพียงนั้น ภายในระยะสิบแปดลี้ทั้งหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านใกล้เคียงยังมีสตรีอีกหลายนางที่ยังไม่แต่งงานออกเรือน พวกนางล้วนดีพร้อมยิ่งกว่านังอสรพิษหยุนชิ่วเอ๋อผู้นี้เสียอีก!”
“หนก่อนก็ไล่ทุบตีทำร้ายพี่สะใภ้ของตัวเองจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาแล้ว ไม่นานมานี้นางยังทำเรื่องนั้นอีก…” หญิงสาวอีกคนขมวดคิ้ว “หวนนึกถึงทีไร ข้ายังขนลุกขนพองไม่หาย”
“เจ้าหมายถึงเรื่องที่นางยกกาน้ำที่เพิ่งต้มจนเดือดสาดกระต่ายที่เชวี่ยเอ๋อเลี้ยงไว้ทั้งเป็นน่ะหรือ? โถ โถ…” สตรีอีกคนซึ่งมีอายุมากกว่าพูดพลางส่ายหน้า “นางใจดำอำมหิตเกินไป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างไร้ความปรานีโดยไม่รู้สึกผิดบาปใด ๆ ด้วยซ้ำ”
“ยังมีเรื่องโจรปล้นบ้านครอบครัวรองตระกูลหยุนอีกอย่างไรเล่า จนป่านนี้แล้วยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ อีกหรือ? ข้าเชื่อแปดในสิบส่วนว่าโจรที่ขโมยของได้อย่างแนบเนียนผู้นั้นต้องเป็นนางอย่างแน่นอน! เพียงแต่สองสามีภรรยาบ้านรองใจกว้าง เห็นแก่ชื่อเสียงของตระกูลจึงยอมเสียเปรียบไม่ร้องเรียนเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นตอนนี้เห็นทีหยุนชิ่วเอ๋อคงติดคุกติดตะรางอยู่ในศาลาว่าการมณฑลโน่นแล้ว!”
“เหตุใดเจ้าไม่คิดถึงชีวิตของคนที่อาจเข้าไปพัวพันกับนางในอนาคตบ้างเล่า? นางทำเรื่องผิดมหันต์มากมายเพียงนี้ นอกจากจะไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใด ๆ กลับได้ดิบได้ดีแต่งเป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง นี่เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ…”
ปกติแล้วผู้คนในหมู่บ้านล้วนไม่พึงใจในตัวหยุนชิ่วเอ๋อเป็นทุนเดิม ทว่าหนนี้นางกลับประสบพบความโชคดีราวหนูตกถังข้าวสาร ไม่ว่าเยื้องย่างไปแห่งใดก็จะแสดงท่าทางหยิ่งยโสและเหยียดหยันบรรดาชาวบ้านที่เคยต่อว่าตนอยู่เป็นนิจ อากัปกิริยานั้นทำให้ผู้คนยิ่งทวีความเคืองโกรธจนไม่อาจทนเห็นนางได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะเด็กสาวแรกรุ่นที่หลายวันมานี้ถูกหยุนชิ่วเอ๋อมองด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ระคนถากถาง
“น้องชาย ใช่ว่าพวกเราอิจฉาริษยานางแต่อย่างใดจนถึงขั้นต้องแต่งเรื่องราวเพื่อทำลายนางให้เสื่อมเสีย” หญิงอายุประมาณสี่สิบกว่าปีพูดจาคล่องแคล่ว “หากเจ้าไม่เชื่อถือ เจ้าสามารถสละเวลาไปสอบถามความเอาจากผู้คนในหมู่บ้านก็ย่อมได้ เรื่องราวที่พวกข้ากล่าวมาล้วนเป็นความสัตย์จริง”
“นี่…” เด็กรับใช้เกาศีรษะด้วยความกระอักกระอ่วน จากนั้นจึงเผยสีหน้าลำบากใจ “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตัดสินใจของนายท่าน พวกเราเป็นเพียงบ่าวไพร่ไม่อาจมีปากเสียงหรือเสนอสิ่งใดได้ เกรงว่ายิ่งพูดอาจยิ่ง…”
“ข้าไม่เข้าใจเลยว่านายน้อยของเจ้าพึงใจในตัวนังงูพิษนั่นได้อย่างไร? เหตุใดจึงยอมเสี่ยงชักศึกเข้าบ้าน…”
“เมืองหลวงออกจะใหญ่โตกว้างขวาง นายของเจ้าเสาะหาสตรีรูปโฉมหมดจดงดงาม กิริยาดีพร้อมกว่านางไม่พบเลยเชียวหรือ?”
“อย่าพูดพล่ามมากไปหน่อยเลย คำพูดของพวกเราหรือจะมีน้ำหนักมากพอ? หากเขาไม่รับความหวังดีก็อย่าได้ฝืนใจบังคับให้เสียเวลา พวกเราเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาหาเช้ากินค่ำ ไม่อาจเทียบรัศมีพวกเขาได้แม้แต่น้อย…”
“เหอะ สุภาษิตว่าไว้อย่างไรนะ… คนดีอยู่บนโลกนี้ได้ไม่นาน ทว่าคนเลวทรามอยู่ยงคงกระพันนับพันปี”
…
ภายในบ้านตระกูลหยุน
หยุนชิ่วเอ๋อย้ายมาอยู่ในห้องของหยุนเยว่และหยุนหรงเป็นการชั่วคราว เพื่อจะได้ไม่ปรากฏตัวให้คนนอกเห็น คนของตระกูลจางเดินทางมาที่บ้านตระกูลหยุนอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้นางไม่มีเวลาแม้แต่จะผลัดเปลี่ยนชุด บนเรือนร่างจึงสวมเพียงเสื้อผ้าสีเรียบ
ขณะที่นายน้อยผู้นั้นก้าวขึ้นเรือน หยุนชิ่วเอ๋อแอบมองลอดผ่านบานประตูที่เปิดแง้มเล็กน้อยแวบหนึ่ง จากนั้นจึงรู้สึกปีติยินดีราวตกอยู่ในภาพฝัน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษผู้มั่งคั่งซ้ำยังรูปงามสมกับที่ตนปรารถนา
“เยว่เอ๋อ เจ้ารีบนำแป้งและผงชาดออกมาให้ข้ายืมใช้หน่อยเถิด” ดวงตาหยุนชิ่วเอ๋อเปล่งประกายวาววับก่อนเดินมานั่งลงข้างเตียง “และชุดใหม่ที่เจ้าเคยใส่เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาด้วย เร็วเข้า!”
“ข้าไม่มีผงชาดหรอกเจ้าค่ะ เป็นสิ่งที่ข้าไม่นิยมใช้เป็นประจำ” หลายวันมานี้หยุนเยว่รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย ยิ่งวันนี้เมื่อได้เห็นว่าคุณชายจางผู้นั้นรูปร่างหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ทั้งยังมีท่าทางปราดเปรื่องมากความสามารถ นางยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่
“เหลวไหล ไม่นานมานี้ข้ายังเห็นเจ้าใช้ผงแป้งกลิ่นมะลิจากร้านหงซิ่วอยู่เลย!” หยุนชิ่วเอ๋อยื่นมือออกไปตรงหน้า คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น “รีบนำออกมาให้ข้าใช้เร็วเข้า อย่ามัวเล่นตุกติกกับข้า”
“ข้าเริ่มใช้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน ตอนนี้หมดไปเสียแล้ว” หยุนเยว่เบือนหน้าหนีและนั่งลงบนเตียงอีกฝั่ง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบถุงเงินที่ปักลายทิ้งไว้ครึ่งหนึ่งขึ้นมาและก้มหน้าก้มตาปักต่อ
“อย่าโกหกข้าไปเลย ข้าหรือจะไม่รู้ว่าเจ้าคิดสิ่งใดในใจ?” หยุนชิ่วเอ๋อเหลือบตามองแวบหนึ่งก่อนลุกไปพลิกเตียงนอนและตู้ของสองพี่น้องพลางเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “เจ้าอิจฉาข้า เจ้าเองก็คงอยากแต่งงานเป็นสะใภ้เศรษฐีตระกูลใหญ่เช่นกัน น่าเสียดายที่เจ้าไม่มีอักษรแปดตัวที่พ้องต้องตรงกันกับเขาเหมือนข้า เพราะฉะนั้นโชคดีจึงตกมาที่ข้า ไม่ใช่เจ้า”
หยุนเยว่ไม่โต้ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่าคำพูดนั้นกลับทิ่มแทงใจดำของนางกระทั่งปลายเข็มจิกเข้าที่นิ้วมือ ร่างกายพลันสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากเม้มแน่น
“ฮ่า ๆ ๆ” หยุนชิ่วเอ๋อระเบิดหัวเราะเสียงดังเป็นเวลานานกว่าจะยับยั้งความสาแก่ใจได้ “วางใจเถิด ท่านพ่อของเจ้าอุตส่าห์เป็นธุระจัดการการแต่งงานให้ข้า ในอนาคตข้ารับรองว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
“ท่านอาชิ่วเอ๋อ หากท่านแต่งเข้าตระกูลจางเมื่อใด อย่าลืมเสาะหาคุณชายผู้มั่งคั่งให้ได้แต่งงานกับพี่สาวของข้าด้วยนะเจ้าคะ พวกท่านจะได้กลายเป็นสหายร่วมทางชีวิตกันต่อไป” หยุนหรงกล่าวพลางขยับเข้าไปนั่งใกล้หยุนชิ่วเอ๋อ
“ย่อมได้” หยุนชิ่วเอ๋อหันมาส่งยิ้มให้หยุนหรงก่อนเบนสายตากลับไปมองหยุนเยว่ ฉับพลันน้ำเสียงกลับแปรเปลี่ยนไปทันใด “แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับวาสนาชะตาลิขิตของนางด้วย หากนางไร้วาสนาถึงเพียงนั้น เห็นทีข้าเองก็คงบีบบังคับใจผู้ใดไม่ได้”
“นั่นสิเจ้าคะ ตระกูลหยุนของเรานับว่าอาชิ่วเอ๋อมีวาสนาดียิ่งนัก แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติไม่ห่าง นับจากนี้คงไม่ต้องเผชิญความลำบากอีกต่อไป ช่างเป็นชีวิตที่ประเสริฐยิ่งนัก” หยุนเยว่ขยำถุงเงินในมือแน่น ทว่ากลับเงยหน้าขึ้นและฝืนยิ้มแย้ม
หยุนชิ่วเอ๋อได้ยินดังนั้นยิ่งรู้สึกภาคภูมิยิ่งว่าเก่า “ไม่เพียงไม่ต้องหยิบจับทำงานใด ๆ เท่านั้น แต่ในฐานะที่ข้าเป็นถึงภรรยาเอกของคุณชายสี่ตระกูลจาง ย่อมติดต่อหาแม่สื่อเพื่อจัดหาการแต่งงานให้กับพวกเจ้าได้อย่างไม่ยากเย็น เจ้ารู้ข้อนี้หรือไม่? หากมีเรื่องดีงามใดเกิดขึ้นข้าย่อมนึกถึงพวกเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก…”
หยุนชิ่วเอ๋อค้นดูตามตู้แต่ไม่พบผงชาดจริงดังที่หยุนเยว่กล่าว นางจึงละความพยายามและกลับมานั่งอยู่หน้ากระจกเพื่อส่องรูปโฉมของตนโดยเบี่ยงหน้าไปทางซ้ายและขวา จากนั้นจึงโบกมือสั่งหยุนเยว่ “ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าไม่มีผงชาดจริง เข้าไปที่ห้องของข้าและนำมันมา…”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยคนางกลับหยุดชะงักไปเสียก่อน
หยุนชิ่วเอ๋อเหลือบมองหยุนเยว่ที่มีรูปร่างหน้าตางดงามไม่ด้อยไปกว่าตนตั้งแต่หัวจรดเท้า ครั้นคิดได้ว่าไม่ควรเผยโฉมนางให้เกิดการเปรียบเทียบกับตนในภายหลังจึงขมวดคิ้วและเปลี่ยนใจทันที “ช่างเถิด หยุนหรง เจ้าไปแทนก็แล้วกัน ยกกล่องเครื่องประทินโฉมมาให้ข้าที หยุนเยว่ ข้าขอสวมใส่ชุดที่เจ้าเพิ่งตัดเย็บใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็แล้วกัน”
หยุนหรงเดินออกจากห้องอย่างว่าง่าย นึกเบิกบานใจที่จะได้เห็นนายน้อยตระกูลจางอย่างใกล้ชิด ส่วนหยุนเยว่รู้สึกไม่เต็มใจนัก ทว่าไม่ได้แสดงท่าทีว่าไม่พอใจออกมา นางเปิดหีบผ้าและพบว่าชุดกระโปรงลายดอกกล้วยไม้สีขาวนวลดังกล่าวพับวางอยู่ด้านบนสุดของหีบนั้น
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่ท่านพ่อของนางติดหนี้พนันในบ่อนจนต้องหาเงินไปชดใช้ หยุนเยว่ก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บขึ้นใหม่มานานแสนนานแล้ว นางยังชื่นชอบชุดกระโปรงตัวนี้เป็นพิเศษจึงไม่กล้าหยิบมาใส่บ่อยครั้งให้ผ้าช้ำ อีกทั้งลายกล้วยไม้บนผืนผ้าก็เป็นฝีมือของนางที่ปักเองกับมือ
“ดูจืดชืดเสียจริงเชียว” หยุนชิ่วเอ๋อชำเลืองมองก่อนหยิบขึ้นมาเทียบกับเรือนร่างของตนเอง “เดิมทีเนื้อผ้าก็มีสีอ่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจ้ายังปักลายดอกกล้วยไม้สีขาวนวลให้ยิ่งดูซีดจางลงไปอีก ดูไม่สดใสเลยสักนิด เจ้าควรปักลายดอกโบตั๋น กุหลาบ หรือไม่ก็ผีเสื้อมากกว่า สีจะได้ตัดกัน”
วิจารณ์จบแล้วหยุนชิ่วเอ๋อจึงจำใจผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดังกล่าวด้วยความรังเกียจ ช่วงเอวและไหล่ค่อนข้างแคบเล็กกว่า ทำให้นางต้องพยายามแขม่วหน้าท้องเพื่อให้สวมใส่ได้อย่างพอดี จากนั้นจึงจัดบริเวณคอเสื้อให้เรียบร้อย “โชคดีที่ผิวพรรณขาวผ่องของข้าช่วยขับผ้าสีอ่อนให้ดูสวยงาม ต่อไปเจ้าก็อย่าสวมใส่มันอีกเลย ลำพังใบหน้าของเจ้าก็ขาวซีดราวคนป่วยอยู่แล้ว หากสวมใส่ชุดนี้จะยิ่งดูน่าเกลียดเข้าไปใหญ่”
เปลือกตาของหยุนเยว่กระตุกเกร็ง นางลอบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความโกรธจากการถูกเหยียดหยาม ถึงกระนั้นก็ไม่กล่าวคำใดออกมา
หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกลำพองใจยิ่งนัก เวลานี้นับว่านางมีฐานะเป็นสะใภ้ของตระกูลจางครึ่งหนึ่งแล้ว ต่อให้นางกล่าววาจาหรือกระทำกิริยาไม่ดีไม่งามกับผู้ใด ก็ไม่มีใครกล้าโต้เถียงและกล้าปฏิเสธอีก