ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 314 ไพ่ตายในมือ
ตอนที่ 314 ไพ่ตายในมือ
การร้องไห้สะอึกสะอื้นเอาชีวิตตนเองมาข่มขู่ใช้ได้ผลแค่กับหยุนลี่เต๋อเท่านั้น ทว่าเมื่อหยุนลี่เซียวเผชิญกลวิธีเดียวกันกลับไม่แม้แต่จะสำนึก ซ้ำยังเอนกายพิงกำแพงราวไร้กระดูกสันหลัง “แล้วแต่ท่านเถิด ข้าจะได้เรียกชาวบ้านมาตัดสินว่าท่านและท่านพ่อลำเอียงต่อข้าและอุ้มชูพี่ใหญ่อย่างไรบ้าง ข้าจะไม่ยอมเสียเปรียบอีกต่อไป และไม่ยอมเป็นเหมือนพี่รองที่คอยแบกรับความผิดแทนเขาเรื่อยไปเป็นแน่”
“สวรรค์! ไอ้คนบาปทรพี! สัตว์เดรัจฉานเช่นเจ้าสมควรเป็นสิ่งปฏิกูลที่จมอยู่ในโถส้วมเท่านั้น! ข้าไม่น่าเลี้ยงดูมันมาจนเติบใหญ่เลย บัดนี้มันไม่ต่างอะไรกับหมาป่าตาขาวที่คอยดูดเลือดแทะเนื้อข้า…”
หยุนลี่เซียวสั่นขาอย่างไม่แยแสในคำด่าเหล่านั้น มุมปากเพียงเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเยาะ
“เจ้าสาม!” ผู้เฒ่าหยุนนั่งพิงหัวเตียง ห้วงความคิดยังไม่คลายอาวรณ์จากการออกเรือนอย่างกะทันหันของหยุนชิ่วเอ๋อ ยังต้องมาโกรธเคืองหยุนลี่เซียวที่กล่าววาจาสามหาว “ตอนนี้ใช่เวลาที่ควรมาหาเรื่องรึ?! ช่างไม่มีสามัญสำนึกเอาเสียเลย!”
“ข้าผู้นี้ไม่เคยศึกษาเล่าเรียนมาก่อน ความรู้ไม่แตกฉาน จะเรียงลำดับความสำคัญถูกควรได้อย่างไร?” หยุนลี่เซียวเชิดคางขึ้น ทำท่าทางราวตนคือผู้ที่อยู่เหนือกว่า “ข้ารู้เพียงว่าพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ต้องการเชิดชูครอบครัวข้าให้สุขสบายนักหรอก เพียงแต่เขาไม่กล้าทอดทิ้งข้าเสียทีเดียว เพราะถึงอย่างไรข้าก็มีไพ่ตายอยู่ในมือ!”
“เจ้า…”
“พี่ใหญ่เป็นหนี้บ่อนพนันหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง ต่อมายังได้เพิ่มอีกหนึ่งร้อยตำลึงจากการขายที่ดินผืนสุดท้าย รวมทั้งหมดเป็นสองร้อยยี่สิบตำลึง” หยุนลี่เซียวพูดพลางนับนิ้ว “ท่านพ่อ ท่านต้องสะสางเรื่องนี้ให้ชอบธรรม ข้าต้องได้เงินจำนวนเท่ากันกับที่พี่ใหญ่เคยได้ หากยังทำเฉยเมยแล้วละก็… ฮึ่ม! ข้าคงต้องเชิญผู้เฒ่าหวังกับบรรดาชาวบ้านมาช่วยตัดสินและขอคำอธิบายที่สมเหตุสมผล”
ผู้เฒ่าหยุนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาลึกโหลจับจ้องใบหน้าของหยุนลี่เซียวสงบนิ่ง
หยุนลี่เซียวสั่นขาไม่หยุดอย่างนึกหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าผ่านไปครู่ใหญ่บุพการียังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน จึงตั้งท่าว่าจะผุดลุกขึ้นและชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อตะโกนเรียกหยุนลี่จงซึ่งหดหัวอยู่ในห้องฝั่งปีกตะวันออก แต่แล้วผู้เฒ่าหยุนกลับเอ่ยขึ้น “เอากุญแจมาให้ข้า”
“เจ้าจะทำสิ่งใด?!” แม่เฒ่าจูยกแขนเท้าสะเอวและหันขวับทันที
“นำมันมาให้ข้า” ผู้เฒ่าหยุนยกผ้าห่มที่คลุมปิดขาของตนออกและพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง
“ต้องทำถึงขั้นนี้เพียงเพราะคำขู่ของไอ้เดรัจฉานตัวนี้น่ะรึ?! อีกไม่นานตระกูลหยุนต้องถูกทำลายย่อยยับด้วยน้ำมือของมันเป็นแน่!”
“เอากุญแจออกมาซะ!”
ครั้งนี้น้ำเสียงของผู้เฒ่าหยุนเต็มไปด้วยความดุดัน ตั้งแต่เขาล้มป่วยร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับผ่ายผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก แก้มและเบ้าตาซูบตอบจนลึกโหล ผิวหนังแห้งหยาบกระด้างทั้งยังซีดเหลือง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวปราศจากพลัง สภาพนี้ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นต่างก็รู้สึกว่าเขาเริ่มไม่เหมือนคนเป็นเข้าไปทุกวัน
“ข้าสั่งสอนดุด่ามันไม่ได้อีกแล้ว ลูกหมาป่าตาขาวที่ข้าเลี้ยงมากับมือกำลังจะกัดกินเนื้อพ่อกับแม่บังเกิดเกล้าของมัน!” แม่เฒ่าจูสาปแช่งอย่างรุนแรง มือข้างหนึ่งถลกผ้าตรงบั้นเอวออกก่อนโยนเชือกสีแดงที่ผูกลูกกุญแจไปที่เตียง
หยุนลี่เซียวรีบปราดเข้าไปหมายจะคว้าไว้ ทว่าถูกมือเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าหยุนหยิบเอาไปเสียก่อน ผู้เฒ่าหยุนคว้าพวงกุญแจไว้มั่นพลางแกว่งไกวไปมา “เจ้าออกไปจากห้องก่อนเถิด”
“เหอะ…” หยุนลี่เซียวแค่นเสียงหัวเราะ “ข้าเป็นลูกชายแท้ ๆ ของท่าน ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าข้าเป็นโจรอีกหรืออย่างไร?! ได้! ออกก็ออก ขอเพียงท่านไม่ลำเอียงอีกก็พอแล้ว…”
กล่าวจบแล้วเขาจึงใช้ปลายเท้าดันประตูให้เปิดออก เห็นว่าแม่นางจ้าวกำลังก้มหน้าก้มตาเดินกลับไปทางห้องปีกตะวันออกอย่างเร่งรีบ เมื่อไปถึงหน้าประตูกลับหยุดชะงักฝีเท้าและชำเลืองมองหยุนลี่เซียวอยู่ห่าง ๆ
“หึ ๆๆ!” หยุนลี่เซียวยกแขนขึ้นกอดอก ดวงตาหรี่เล็กลงขณะจ้องมองไปยังห้องปีกตะวันออกที่เจ้าของห้องกำลังทำท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ จากนั้นจึงจงใจตะโกนด้วยเสียงอันดัง “คนบริสุทธิ์ไม่กลัวว่าเงาจะบิดเบี้ยว หากไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวภูตผีมาเคาะประตูเรียกกลางดึกไปไย?!”
แม่นางเหลียนที่กำลังก่อไฟเตรียมปรุงอาหารเงยหน้ามองตามเสียง “น้องสามก่อเรื่องใดอีก?”
หยุนลี่เต๋อกำลังขัดงานไม้ทรงประหลาดด้วยขนกระต่ายหยาบ ของชิ้นนั้นมีลักษณะคล้ายเก้าอี้เพราะมีสี่ขาทั้งยังมีพนักพิงแข็งแรง ทว่าพื้นที่ตรงกลางเก้าอี้กลับเจาะให้เป็นรูกลม เขาปรับแต่งอยู่หลายวันโดยหวังให้มันออกมาเป็น ‘สุขาเคลื่อนที่’ สำหรับผู้เฒ่าหยุน
“จวนจะเสร็จแล้วรึ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม “ครอบครัวของเรามีท่านเป็นผู้มีฝีมือชำนาญที่สุดแล้ว ของแทบทุกชิ้นล้วนแปลกใหม่ใช้งานดี เห็นทีคงเทียบเท่าช่างไม้ในไม่ช้า”
“งานไม้ของข้าจะประณีตสู้ช่างไม้ได้อย่างไร?” สองฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของหยุนลี่เต๋อดึงขนกระต่ายให้ตึงและพาดถูไถไปมาบนเนื้อไม้ “ขัดพื้นผิวด้านนี้ให้เรียบเสมอกัน ท่านพ่อก็สามารถใช้ได้แล้ว”
แม่นางเหลียนทอดถอนใจ “ท่านเคยคิดหรือไม่ ว่าท่านและน้องสามคลานตามกันออกมาแท้ ๆ แต่เหตุใดอุปนิสัยจึงแตกต่างกันประหนึ่งฟ้ากับเหว?”
หยุนลี่เต๋อยังไม่วางมือจากงานตรงหน้า ทว่ากลับเปล่งเสียงหัวเราะออกเพราะหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน
…
ผู้เฒ่าหยุนเรียกหยุนลี่เซียวให้กลับเข้าไปในห้อง บนโต๊ะมีก้อนเงินก้อนใหญ่จำนวนห้าสิบตำลึงวางอยู่ เขายืนอยู่หลังโต๊ะ มือผอมแห้งทั้งสองข้างที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกกดก้อนเงินนั้นไว้แน่น
ทั้งชีวิตนี้หยุนลี่เซียวไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อน สายตาจึงจับจ้องไปที่มันอย่างแน่วแน่ ขณะที่กำลังยื่นมือออกไปหมายคว้ามันไว้กลับถูกผู้เฒ่าหยุนดึงไปอีกครั้ง
“อย่าขยับ!” ผู้เฒ่าหยุนตวาดทั้งที่น้ำเสียงแหบแห้ง
หยุนลี่เซียวหยุดการกระทำของตนฉับพลัน
“กล้าดีอย่างไรจึงคิดช่วงชิงไปโดยไม่ได้รับอนุญาต?! ข้าจะเรียกเจ้ารองมาที่นี่ เดี๋ยวนี้!” ผู้เฒ่าหยุนกำก้อนเงินในมือไว้แน่นราวกลัวมันหลุดมือ จนข้อต่อระหว่างนิ้วแปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเขียว
“เรียกพี่รองงั้นรึ? ข้าว่าเหตุผลของข้ามีน้ำหนักเพียงพอ เพราะฉะนั้นข้าไม่กลัวแรงกดดันใดทั้งสิ้น ท่านจะเรียกพี่รองมาด้วยเหตุใด? ให้เขาใช้กำลังทุบตีข้าอย่างนั้นหรือ?” หยุนลี่เซียวแสยะยิ้มจนเห็นฟันสีเหลือง “ข้าไม่กลัวเขาหรอก!”
ปากประกาศว่าไม่กลัว ทว่ามือที่เคยยื่นออกไปด้านหน้าหดกลับมา ลำคอเอียงไปด้านหนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สายตามองสลับไปมาระหว่างก้อนเงินและใบหน้าของผู้เฒ่าหยุน
“หากอยากได้เงิน…” ผู้เฒ่าหยุนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง กล้ามเนื้อบนแก้มทั้งสองข้างเกร็งเครียด ก่อนกล่าวต่อ “ก็นำสัญญาออกมาซะ”
“ว่าอย่างไรนะ?!” หยุนลี่เซียวกลอกตาขึ้นฟ้าสองรอบ คิ้วข้างหนึ่งเลิกสูง ทำหน้าราวประหลาดใจเสียเต็มประดา “ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน? เหตุใดข้าไม่ค่อยเข้าใจเลย? พูดอีกครั้งได้หรือไม่?”
“นำหลักฐานสัญญาที่เจ้าว่าออกมาซะ!”
“ฮ่า ๆๆๆ!” หยุนลี่เซียวกระแทกตัวลงนั่งบนเตียงพร้อมระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น “ท่านพ่อ เรามาพูดคุยกันด้วยความซื่อสัตย์ดีกว่า ท่านตีราคาสัญญานั้นด้วยเงินเพียงเท่านี้เนี่ยนะ?! หากข้านำมันมาแลกแล้วท่านและพี่ใหญ่ยังปฏิบัติต่อข้าอย่างไม่เป็นธรรมเช่นเดิม แล้วจะทำอย่างไร?!”
“บ้านหลังนี้ไม่มีเงินมากเท่าที่เจ้าเรียกร้อง มีเพียงเท่านี้” ผู้เฒ่าหยุนกล่าว “หากเจ้าต้องการเงินก็นำมาแลก หากไม่พอใจก็ออกไปเสีย!”
หยุนลี่เซียวเผยสีหน้าตื่นตะลึงราวไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เขาสบตาผู้เป็นพ่ออยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงพยักหน้าถี่ด้วยความคับแค้น “ได้! ท่านพ่อ หากท่านบีบบังคับข้าถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่มีปัญญาต่อรองใด ๆ แล้ว จากนี้จงคิดเสียว่าท่านไม่มีลูกชายคนนี้อยู่บนโลกก็แล้วกัน!”
หนนี้หยุนลี่เซียวกลับตัดสินใจเด็ดขาดอย่างเหนือความคาดหมาย เขาตบโต๊ะเสียงดังและผุดลุกขึ้นเตรียมก้าวออกไปนอกประตู
ผู้เฒ่าหยุนตกตะลึงไปชั่วขณะด้วยความไม่คาดคิด เมื่อได้สติกลับคืนมาก็พบว่าหยุนลี่เซียวหุนหันพลันแล่นออกจากห้องไปเสียแล้ว เขาจึงรีบตะโกนทันที “เจ้ารอง! รีบมาหยุดเขาไว้! อย่าให้เขาออกไปจากเรือนได้!”
หยุนลี่เต๋อได้ยินแล้วยังนิ่งงัน
หยุนลี่เซียวเดินผ่านหน้าหยุนลี่เต๋อโดยก้าวยาว ๆ เพียงสองสามก้าวจนพ้นลานหน้าบ้าน
“ท่านพ่อ เกิดเรื่องใดขึ้นหรือขอรับ?” หยุนลี่เต๋อยืนอยู่หน้าประตูห้องชั้นบนอย่างมึนงง สองมือยกเก้าอี้ที่เพิ่งทำเสร็จครู่นี้ค้างไว้อย่างนั้น
สีหน้าผู้เฒ่าหยุนฉายชัดถึงความวิตกกังวล เขาเดินโซเซออกไปหยุดยืนหน้าประตูห้องก่อนยืนพิงกรอบประตูด้านข้างไว้ ก่อนชี้ไปที่ประตูเรือน “รีบไปพาน้องสามของเจ้ากลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้! อย่าปล่อยให้เขาเอาเรื่องราวไปโพนทะนาให้เสียหาย รีบไปเร็ว!”
หยุนลี่เต๋อ…
“รีบไปสิ!”
…
ประตูห้องปีกตะวันออกเปิดออกกว้าง แม่นางจ้าวเยี่ยมหน้าออกไปสังเกตการณ์ ก่อนหันกลับมาด้วยสีหน้าปั้นยาก “เหตุใดเจ้าสามจึงวิ่งแจ้นออกไปเช่นนั้นเล่า?! ท่านพ่อปล่อยให้เขาหนีออกไปได้อย่างไร?! ยามนี้เขาไม่ต่างอะไรจากสุนัขบ้าที่กัดไม่เลือก”
หยุนลี่จงได้ยินแล้ว แต่ยังเดินวนไปมารอบห้องด้วยความโมโห
“เมื่อครู่ข้าแอบฟังบทสนทนาจากหน้าประตูห้อง ได้ยินว่าเขาขอเงินจากท่านพ่อจำนวนสองร้อยยี่สิบตำลึงเทียบเท่าท่าน ทั้งยังข่มขู่ว่าหากท่านพ่อไม่ยอมแบ่งให้แต่โดยดี จะนำหลักฐานสัญญาไปให้คนทั้งหมู่บ้านร่วมตัดสิน” แม่นางจ้าวเอ่ยด้วยความร้อนรน “เขาจงใจทำลายชื่อเสียงของท่านชัด ๆ! ท่านพี่ เร่งไปดูเร็วเข้า!”
“ข้าไปดูแล้วจะทำสิ่งใดได้?!” หน้าผากหยุนลี่จงมีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มพื้นที่ “น้องสามมีเอกสารที่ข้าเป็นผู้เขียนเองอยู่ในมือ ดังนั้นเขาย่อมถือไพ่เหนือกว่า ถึงขั้นนี้แล้วข้าจะแก้ตัวอย่างไรได้! ”
แม่นางจ้าวหมุนกายกลับมา ในมือขยำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น จากนั้นจึงแค่นเสียงลอดไรฟัน “ข้าเคยเตือนท่านแล้วว่าน้องสามจะต้องเป็นภัยร้าย เสมือนหลุมลึกที่ถมแน่นไปด้วยความไม่พึงพอใจ ต่อให้อนาคตท่านรุ่งโรจน์ถึงขั้นเป็นขุนนาง เขาก็ไม่มีวันยอมให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายเป็นแน่”
หยุนลี่จงตะลึงงัน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรนใจ
…
“น้องสาม น้องสาม เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ?!” หยุนลี่เต๋อวิ่งเต็มฝีเท้าเลียบทุ่งนาจนกระทั่งไล่ตามหยุนลี่เซียวทัน ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นออกไปตะครุบไหล่อีกฝ่ายไว้ “ท่านพ่อบอกให้เจ้ากลับบ้าน”
“ข้าไม่กลับ!” หยุนลี่เซียวปัดมือหยุนลี่เต๋อออก จากนั้นจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน “เป็นอะไรไป? ข้าเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว แม้แต่ประตูเรือนก็ก้าวออกมาไม่ได้งั้นรึ?!”
“ท่านพ่อไม่ยินยอมให้เจ้าเอาเรื่องราวในบ้านไปพูดให้คนนอกรับรู้” ตอนนี้เป็นเวลามื้อกลางวันพอดี ทำให้พื้นที่กลางทุ่งไม่มีชาวบ้านคนอื่น ถึงกระนั้นหยุนลี่เต๋อก็ยังลดระดับเสียงลง “รีบตามข้ากลับบ้านเร็วเถิด อย่าได้พูดเหลวไหลสร้างปัญหานอกบ้านอีกเลย”
“พูดเหลวไหลงั้นรึ?!” หยุนลี่เซียวเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง “ข้ามีหลักฐานครบถ้วน คำพูดของข้าทุกคำล้วนไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ต่อให้ลากผู้อื่นมาตัดสินนับสิบคนข้าก็จะยืนหยัดคำเดิมนี้ เหอะ หากท่านพ่อไม่ได้ทำสิ่งใดผิดแล้วเขายังต้องหวาดกลัวอะไร?”
“น้องสาม!” หยุนลี่เต๋อไม่ใช่คนที่กล่าวหว่านล้อมเก่ง ทั้งยังไม่ใช่คนชอบโต้เถียง เขาจึงพูดเพียงว่า “กลับไปก่อนเถิด เรื่องภายในบ้านก็ให้จบแต่เพียงภายในบ้าน ไม่ควรแพร่งพรายออกไป เจ้าไม่ควรทำให้ท่านพ่อของเราโกรธมากไปกว่านี้”
“โธ่ พี่รอง ท่านโง่เขลาจริงหรือแสร้งทำเป็นไม่รับรู้กันแน่?!” หยุนลี่เซียวจับจ้องใบหน้าหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาเย้ยหยัน ทั้งยิ้มเยาะราวพบเจอเรื่องขบขันชิ้นใหญ่ “ท่านพ่อของเรา? ในสายตาของเขาเห็นพี่ใหญ่เป็นลูกชายคนเดียวด้วยซ้ำ! หากไม่แล้วจะลำเอียงถึงขั้นขายที่ดิน ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีเพื่อนำเงินไปปรนเปรอเขาเพียงผู้เดียวเช่นนี้รึ? เราสองพี่น้องไม่ได้อะไรตอบแทนด้วยซ้ำกลับต้องมาคอยแบกรับความผิดที่พี่ใหญ่ก่อไว้อยู่เรื่อย ไม่ว่าเรื่องโสมมใดก็โยนให้ท่านรับไว้เสียทุกสิ่ง ใจคอท่านไม่คิดโกรธเคืองเลยจริงรึ?!”
“สิ่งที่ท่านพ่อตัดสินใจก็เพื่อครอบครัวของเราทั้งนั้น หวังให้พี่ใหญ่ได้เป็นขุนนางอุ้มชูวงศ์ตระกูล… ข้าเป็นเพียงผู้น้อยจะมีปากเสียงใดได้?” สีหน้าของหยุนลี่เต๋อยังคงนิ่งสงบ “กลับบ้านกันเถอะ ท่านพ่อเฝ้าคอยความสำเร็จของพี่ใหญ่มาเนิ่นนาน กว่าจะถึงวันนี้ไม่ง่ายเลย”
“ข้าว่าท่านโง่เขลาจากเนื้อแท้เชียวล่ะ!” หยุนลี่เซียวยิ้มเยาะ “ท่านจงโง่งมต่อไปเถิด แต่ข้าไม่เหมือนท่าน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพี่ใหญ่จะทำตามสัญญา!”
เดิมทีหยุนลี่เซียวเพียงต้องการข่มขู่ให้ผู้เฒ่าหยุนหวาดกลัวเท่านั้น เขาตระหนักดีแก่ใจว่าไพ่ตายใบนี้จะเป็นประโยชน์เฉพาะตอนที่เขาจวนตัวถึงที่สุดแล้วเท่านั้น เพราะต่อให้ตีแผ่ความจริงให้คนนอกรับรู้ไปก็เท่านั้น นอกจากจะสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูลและหยุนลี่จงแล้ว ตัวเขาก็ไม่ได้ผลประโยชน์ใดจากการทำเช่นนั้นแม้แต่นิดเดียว
หยุนลี่เซียววางแผนการไว้แต่แรกอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วจึงยอมให้หยุนลี่เต๋อฉุดรั้งกึ่งกระชากลากกลับไปที่บ้าน ใบหน้ายังคงฉายชัดถึงความขุ่นเคืองอย่างที่สุด ครั้งนี้เขาหวนกลับมาที่บ้านอย่างไม่เต็มใจนัก ทั้งยังไม่พูดจาใด ๆ เอาแต่หัวเราะกรอกหูผู้เฒ่าหยุนและหยุนลี่จงราวคนสติวิปลาส จากนั้นจึงเดินเข้าไปในครัวหยิบจานตักข้าวจนพูนและถือกลับเข้าห้องตนเองไปพร้อมกระแทกประตูปิดเสียงดังลั่น
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เสแสร้งนั้นทำให้ผู้เฒ่าหยุนรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก
เขาจับจ้องไปยังบานประตูนั้นอยู่พักใหญ่ ใจหวนคิดว่าหากจากนี้ตนไม่ได้พบเจอหยุนลี่เซียวไปตลอดชีวิต เท่ากับว่าเขากระทำผิดซ้ำอีกหรือไม่? ถึงอย่างไรหยุนลี่เซียวก็เป็นลูกแท้ ๆ ของเขา ต่อให้อีกฝ่ายทำตัวนอกรีตเพียงใด พ่อก็ไม่สามารถหักขาลูกและกักขังให้อยู่แต่ในบ้านได้!
“ท่านพ่อ เอาเป็นว่าแบ่งเงินให้ตามที่เขาเรียกร้องไปก่อนเถิดขอรับ เขาจะได้หยุดอาละวาดเสียที…” หยุนลี่จงเอ่ยขึ้นอย่างนึกลำบากใจ “รอให้ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปเสียก่อน หลังจากข้าได้รับตำแหน่งขุนนางแล้วย่อมได้รับเงินทองบำเหน็จบำนาญมากขึ้น ถึงเวลานั้นค่อยจัดหาสิ่งอื่นให้ตามที่เขาต้องการ ถึงอย่างไรน้องสามก็เป็นน้องชายร่วมอุทร ในฐานะที่ข้าเป็นพี่ใหญ่ ไหนเลยจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่ยุติธรรม…”