ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 315 จัดงานเลี้ยง
ตอนที่ 315 จัดงานเลี้ยง
เรื่องที่หยุนชิ่วเอ๋อมีวาสนาดีได้แต่งเข้าจวนตระกูลขุนนางยศใหญ่ของเมืองหลวง อีกทั้งเรื่องที่นางได้รับสินสอดทองหมั้นจำนวนห้าร้อยตำลึงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านภายในหนึ่งวัน หนำซ้ำยังระบือไกลออกไปถึงสิบลี้แปดหมู่บ้าน กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงมากที่สุดในชั่วพริบตา
หลายคนอิจฉาริษยา หลายคนกลับไม่รู้สึกยินดีหรือชื่นชมแต่อย่างใด พวกเขาลือกันว่าหยุนชิ่วเอ๋อแต่งงานไปครั้งนี้คงเป็นในฐานะอนุภรรยา เพราะสำหรับตระกูลร่ำรวยแล้วเงินห้าร้อยตำลึงไม่ควรนับว่าเป็นสินสอดด้วยซ้ำ หากกล่าวให้ถูกคงเป็นเสมือนเงินซื้อตัวเสียมากกว่า
กำแพงมีหู ประตูหน้าต่างล้วนมีช่อง ไม่นานคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวจึงแว่วเข้าหูผู้เฒ่าหยุน จนเขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตนเองด้วยความเป็นกังวล ทั้งยังเรียกตัวหยุนลี่จงเข้าไปถามไถ่ตลอดทั้งช่วงเช้า
“ท่านพ่อ เรื่องเหลวไหลเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ผู้คนร่ำลือกันเพราะความอิจฉา หากนางแต่งเข้าในฐานะอนุภรรยาจริง แล้วคุณชายจางจะยอมลงทุนเดินทางมารับด้วยตนเองได้อย่างไร?” หยุนลี่จงกล่าวย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจนปากแทบฉีกไปถึงรูหู
“นี่ก็ครบสามวันแล้ว เหตุใดชิ่วเอ๋อยังไม่ส่งข่าวคราวกลับมาเสียที?”
“ท่านพ่อ ท่านคงนับวันผิดพลาดไป ชิ่วเอ๋อเพิ่งจากบ้านเราไปได้เพียงสองวัน ยังเดินทางไม่ทันถึงจวนตระกูลจางด้วยซ้ำ หากชิ่วเอ๋อไปถึงจวนเมื่อใดนางย่อมให้คนเขียนจดหมายแจ้งข่าวคราวกลับมาอย่างแน่นอน วางใจเถิดขอรับ”
“สองวันเท่านั้นเองรึ?”
“ใช่แล้วขอรับ เพียงสองวันเท่านั้น ท่านมัวแต่พะวงนึกถึงนางตลอดทั้งวันคืน ทั้งยังพร่ำหานางไม่หยุดหย่อนจึงอาจหลงลืมไป” หยุนลี่จงกล่าว “รอจนกว่าชิ่วเอ๋อจะหวนกลับมาเยี่ยมเยียนเราดีกว่า ถึงเวลานั้นทิวทัศน์ย่อมสดใส พวกปากพล่อยจะไม่กล้านินทาว่าร้ายใด ๆ อีก”
ผู้เฒ่าหยุนได้ยินคำปลอบโยนเช่นนั้นจึงค่อยผ่อนคลายความกังวลลง
หยุนลี่จงนั่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตั้งท่าว่าจะลุกเดินออกไป กลับได้ยินผู้เฒ่าหยุนถามขึ้นอีก “เจ้าใหญ่ เจ้าว่ารอให้ถึงวันมงคลของชิ่วเอ๋ออย่างเป็นทางการ แล้วบ้านของเราค่อยจัดงานเลี้ยงฉลองดีหรือไม่?”
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ยกให้เป็นการตัดสินใจของท่านเถิด” หยุนลี่จงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ส่วนตัวแล้วเขาไม่ใส่ใจว่าควรจัดงานเลี้ยงขึ้นหรือไม่ เพราะต่อให้มีงบจัดเลี้ยงเพียงสองถึงสามโต๊ะก็ไม่ถือว่าสิ้นเปลือง เพราะหากเทียบกับเงินที่เจ้าสามขูดรีดเอาไปได้แล้ว เงินที่ใช้จัดเลี้ยงไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงหรือเสียดายด้วยซ้ำ
“เจ้าจัดการเถิด” ผู้เฒ่าหยุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่าบ้านตระกูลเหอจัดงานเลี้ยงได้ครึกครื้นนัก เจ้าช่วยไปติดต่อเชิญพ่อครัวให้มาพูดคุยเรื่องงานเลี้ยงทีเถิด”
หยุนลี่จงพยักหน้ารับ ยังไม่ทันได้ตอบกลับแต่อย่างใด แม่เฒ่าจูกลับขัดขึ้นเสียก่อน “ฮึ่ม! คนเหล่านั้นไม่ได้จัดขบวนเกี้ยวมารับเจ้าสาวอย่างสมเกียรติเสียหน่อย อีกอย่างพวกเราก็ได้รับสินสอดทองหมั้นไว้แล้ว จำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงใดอีก? ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแย่รึ?!”
“เจ้าจะรู้อะไร?!” ผู้เฒ่าหยุนตวาด “ไม่ว่าอย่างไรลูกสาวของตระกูลหยุนนับว่าผ่านเข้าพิธีแต่งงานอย่างสง่าผ่าเผย จึงจำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงฉลองให้รู้ทั่วกัน ถึงขั้นนี้แล้วหากยังมัวคิดเล็กคิดน้อยเสียดายเงิน ชาวบ้านรู้เข้าจะไม่หัวเราะเยาะเอาหรอกรึ?!”
“มีเงินอยู่ในมือทั้งที ข้าคิดคำนวณไม่ได้เชียวรึว่าควรวางแผนใช้จ่ายอย่างไร?” แม่เฒ่าจูเบือนหน้าหนี ทว่าไม่วายกระซิบพึมพำ “ก่อนหน้านี้หากไม่ใช่เพราะความรอบคอบของข้า เห็นทีบ้านตระกูลหยุนคงต้องไปเรี่ยไรขอข้าวผู้อื่นกินนานแล้ว”
ตลอดทั้งชีวิตนางเพียรเก็บสะสมเงินตราอย่างเต็มความสามารถมิให้รั่วไหล จนกระทั่งเงินออมและทรัพย์สมบัติก้อนสุดท้ายกลับสูญเปล่าไปเพราะน้ำมือของหยุนลี่จง ยิ่งหวนนึกถึงอดีตนางยิ่งรู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก
ผู้เฒ่าหยุนไม่ต้องการโต้เถียงกับนางอีกจึงโบกมือพร้อมสั่งการหยุนลี่จง “ไปเถิด ไปเชิญพ่อครัวหวงมาจัดงานเลี้ยงที่บ้านของเรา หากเขาไม่ว่างค่อยไปเชิญพ่อครัวคนอื่นมาแทน”
“ได้ขอรับท่านพ่อ” หยุนลี่จงลุกขึ้น เขายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ “ท่านพ่อ ถึงกระนั้นก็ต้องมีเงินสำหรับวางมัดจำ ทั้งยังต้องซื้อหมูสักสองตัว และเข้าเมืองเพื่อซื้อสุราหมักอย่างดีสักสองไห…”
“ดี ดี สมควรแล้ว” ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้า “เจ้าใหญ่ช่างคิดวางแผนรอบคอบ ชิ่วเอ๋อแต่งงานกับตระกูลใหญ่ฐานะร่ำรวย ดังนั้นพวกเราต้องจัดงานเลี้ยงนี้ให้สมเกียรติ ข้ายกภาระทั้งหมดให้เจ้ารับผิดชอบจัดการ”
กล่าวจบแล้วเขาจึงหันหน้าไปทางแม่เฒ่าจู
แม่เฒ่าจูชักก้อนเงินขนาดเล็กมูลค่าสิบตำลึงออกมาจากโต๊ะข้างเตียง พลิกมันไปมาในมืออยู่ครู่ใหญ่ประหนึ่งมันอาจงอกเงยออกมาเป็นสองหรือสามก้อนได้ นานพอดูกว่าจะตัดใจยื่นให้หยุนลี่จงอย่างอาลัยอาวรณ์
“ใช้จ่ายอย่างประหยัดด้วยล่ะ! จับจ่ายซื้อสิ่งใดไปบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด เจ้าต้องจดจำราคาไว้ให้แม่นยำและบอกกล่าวแก่ข้าอย่างสัตย์ซื่อ อย่าได้คิดฉ้อโกงเชียว!”
ก้อนเงินขนาดเล็กเหล่านี้ แม่เฒ่าจูเป็นผู้เรียกให้หยุนลี่เต๋อตามไปส่งนางเข้าเมืองเพื่อทำการแลกจากเงินก้อนใหญ่ด้วยตนเอง สาเหตุหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการข่มขู่ของหยุนลี่เซียวว่าจะก่อเรื่อง หลังจากที่เขาได้รับเงินตามที่เรียกร้องแล้วก็หายหน้าหายตาไปถึงสองวันเต็ม
แบ่งเงินให้เจ้าลูกทรพีไปไม่ทันไร วันนี้ยังต้องหยิบออกมาเพื่อใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงอีก พริบตาเดียวเงินในหีบก็หมดไปเกินครึ่ง สิ่งนี้ทำให้แม่เฒ่าจูรู้สึกปวดใจประหนึ่งถูกแล่ชิ้นเนื้อออกจากร่าง ยิ่งมีเงินมากมายเพียงใดนางยิ่งไม่ต้องการใช้จ่ายมากเท่านั้น
ครั้นหยุนลี่จงเดินออกจากห้องมาแล้วจึงคิดมอบหมายงานให้หยุนลี่เต๋อไปทำแทนตนด้วยความเคยชิน ทว่าเมื่อชะเง้อมองบ้านฝั่งปีกตะวันตกแล้วไม่พบเขาจึงเอ่ยถามสองพี่น้องที่กำลังให้ข้าวหมูอยู่กลางลานบ้าน “ท่านพ่อของพวกเจ้าเล่า?”
“ท่านพ่อขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนเอ่ยตอบ
“จะกลับมาเมื่อใดหรือ?”
“ไม่อาจระบุแน่ชัดเจ้าค่ะ ท่านพ่อบอกเพียงว่าต้องเร่งหาสัตว์ให้ได้มากขึ้นก่อนหิมะตกในช่วงฤดูหนาว”
ตัวมณฑลอันผิงเป็นแอ่งทำให้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวไวกว่าปกติ ทั้งยังยาวนานกว่ามณฑลอื่น หากบ้านใดมีฐานะพอกินพอใช้ ในช่วงที่ยังไม่เข้าฤดูหนาวพวกเขาจะแล่เนื้อมาตากไว้กลางแจ้งเพื่อถนอมอาหาร ครั้นแห้งสนิทแล้วจึงเก็บเข้าบ้านนำมาแบ่งกินในวันตรุษจีน
ก่อนหน้านี้ตระกูลหยุนก็นิยมตากเนื้อไว้กลางแจ้งเช่นเดียวกัน แต่ด้วยข้าวต้มและโจ๊กหม้อใหญ่ฝีมือแม่เฒ่าจู แม้แต่เนื้อหมูชิ้นเล็กเพียงสองชิ้นที่นำออกมาตากแห้งไว้ยังต้องตัดแบ่งให้คนทั้งบ้านกินทีละน้อยเสียหลายมื้อ ทั้งยังจดจำได้อย่างแม่นยำว่าตัดแบ่งออกไปกี่ชิ้นแล้วบ้าง บนโต๊ะอาหารมีเพียงผู้เฒ่าหยุน หยุนลี่จง และหยุนชิ่วเอ๋อที่มีสิทธิ์กินมากกว่าผู้อื่น นอกเหนือจากนี้หากกล้าขยับตะเกียบคีบชิ้นเนื้อเพิ่มจะต้องถูกตำหนิจนหูชา
ปีนี้ครอบครัวรองแยกตัวออกมาจากบ้านใหญ่แล้ว หยุนลี่เต๋อจึงมีความตั้งใจแรงกล้าว่าจะฉลองวันตรุษให้กับภรรยาและลูก ๆ ทั้งย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ เสื้อผ้าชุดใหม่ก็ต้องซื้อ เนื้อสัตว์ก็ต้องเสาะหาเตรียมไว้ให้เพียงพอ อยากกินมากเพียงใดต้องไม่อดอยาก ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงฉวยโอกาสที่อากาศกำลังดีทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นพิเศษในการล่าสัตว์ป่าให้มากขึ้น ส่วนหนึ่งหมักและนำไปตากแห้งเก็บไว้สำหรับกินใช้ในครัวเรือน ส่วนที่เหลือนำไปขายให้กับภัตตาคารหลงชิงเพื่อสร้างรายได้ และนำเงินเหล่านั้นมาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับภรรยาและลูก ๆ
“ขึ้นเขาอีกแล้ว แต่ละวันไม่คิดใส่ใจเรื่องงานบ้านบ้าง” หยุนลี่จงยกมือไพล่หลังขณะพร่ำบ่นด้วยสีหน้าไม่พอใจ หางตาเหลือบไปเห็นหมูตัวอ้วนที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในคอก
“ที่บ้านยังมีลุงใหญ่อยู่ทั้งคนมิใช่หรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าว “ตอนนี้สุขภาพร่างกายของท่านปู่ไม่ค่อยแข็งแรงดี ท่านลุงใหญ่เองเป็นถึงบัณฑิต มีความรู้แตกฉานกว้างขวางยิ่งนัก ดังนั้นเรื่องราวในบ้านควรให้ลุงใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจนับว่าสมควรแล้ว”
“วันมะรืนนี้จะถึงฤกษ์มงคลที่อาชิ่วเอ๋อของพวกเจ้าจะเข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ ทางบ้านของเราจึงจำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงขึ้น…” หยุนลี่จงเหลือบมองไปยังคอกหมูอีกครั้งก่อนกล่าวต่อ “เจ้าทั้งสองอย่าลืมป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้และมาร่วมงานเลี้ยงด้วย”
“ได้เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพยักหน้ารับพร้อมปัดฝุ่นออกจากฝ่ามือเบา ๆ “ลุงใหญ่ยังมีสิ่งใดต้องการกำชับอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
“รีบไปเร็วเถิด อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลา!” หยุนลี่จงหลุบตาลงพร้อมสะบัดปลายแขนเสื้อ เขาหันหลังเดินจากไปได้เพียงสองก้าวก็หันกลับมาถามไถ่อีกครั้ง “แล้วท่านแม่ของพวกเจ้าล่ะ? ไม่อยู่บ้านเหมือนกันรึ?”
“ไม่อยู่เจ้าค่ะ นางไปที่บ้านตระกูลเฟิงพร้อมท่านป้าเหอแต่เช้าแล้ว เห็นว่าไปช่วยตัดเย็บเสื้อผ้า” ริมฝีปากหยุนเชวี่ยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม จงใจกล่าวถึงเรื่องแทงใจดำอีกฝ่าย “ได้ยินเฟิงซิ่วไฉ่เอ่ยว่ารายชื่อผู้สอบผ่านการคัดเลือกถูกเปิดเผยออกมาแล้ว หากเขาสอบไม่ผ่านการคัดเลือกก็ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้จะมีเจ้าหน้าที่เดินทางมาแจ้งข่าวดีให้ได้ทราบทั่วกันหรือไม่ หลานสาวผู้นี้ขอแสดงความยินดีกับลุงใหญ่ไว้ล่วงหน้า ปรากฏรายชื่อบนประกาศทองคำนับว่ามีอนาคตรุ่งโรจน์”
กล่าวจบแล้วหยุนเชวี่ยจึงโค้งคำนับด้วยความนอบน้อม ก่อนเงยหน้าสังเกตท่าทีของหยุนลี่จงด้วยรอยยิ้ม
หยุนลี่จงถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าครุ่นคิดสิ่งใดในใจ เมื่อได้ยินหลานสาวกล่าวสรรเสริญเขากลับไม่ทำทีท่าว่ายินดี สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนในฉับพลัน จากนั้นจึงปรายตามองหยุนเชวี่ยด้วยความข้องใจ “ชื่อในประกาศทองคำเป็นเพียงบัณฑิตผู้สอบได้อันดับต้น ๆ ของสำนักเท่านั้น เขาคงรับรู้มาผิดพลาดเสียแล้ว ไปได้ยินเรื่องเหลวไหลเหล่านั้นมาจากที่ใดกัน?”
หยุนเชวี่ยจับจ้องแววตาของหยุนลี่จงด้วยความระมัดระวังจึงพบเห็นร่องรอยความละอายราวกับอับอายเมื่อถูกเปิดโปงความจริง นางรักษาท่าทีนิ่งสงบ เพียงแสยะยิ้มและกล่าวตอบอย่างกระตือรือร้น “เช่นนั้นรายชื่อของลุงใหญ่ตกหล่นไปอยู่ที่ใดเสียเล่า? ในประกาศเงิน หรือประกาศทองแดง? ข้าว่าความหมายออกจะชัดเจนนะเจ้าคะ ท่านลุงใหญ่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ดีแล้ว”
เข้าใจอะไรกัน?!
หยุนลี่จงเพิ่งตระหนักว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเพราะเขาประมาท ทว่าเป็นเพราะเด็กหญิงผู้นี้จงใจเยาะเย้ยเขาทางอ้อมเพื่อหยั่งเชิง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้งได้ ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นเขียวคล้ำ เขาขบกรามแน่นเพื่อข่มกลั้นและแสร้งแสดงสีหน้าสับสน “พูดจาซับซ้อนเสียนี่กระไร! เจ้าไปเรียนรู้ทักษะการกล่าววาจาสำบัดสำนวนเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?! เร่งไปทำงานที่ข้าเพิ่งมอบหมายให้ครู่นี้เสีย!”
เมื่อเห็นว่าหยุนลี่จงเดินสะบัดจากไปด้วยความโกรธ หยุนเยี่ยนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ครู่นี้เจ้าก็กล่าวแต่ถ้อยคำสรรเสริญไพเราะเสนาะหู เหตุใดท่านลุงใหญ่จึงโกรธเคืองไปได้?”
“ไม่แน่ว่า… ครั้งนี้เขาอาจสอบไม่ผ่านอีกแล้ว จึงไม่ต้องการฟังเรื่องเหล่านี้ให้ระคายหูก็เป็นได้ เพียงได้ยินก็รู้สึกราวถูกหนามยอกอก จุ๊จุ๊… นี่ข้าประสบสอพลอจนเกินควรไปหรือนี่?” หยุนเชวี่ยแสร้งกะพริบตาปริบอย่างไร้เดียงสา
หยุนเยี่ยนเห็นสีหน้าของหยุนเชวี่ยจึงเข้าใจทันทีว่าน้องสาวตนจงใจกล่าวเช่นนั้น คงเป็นคำพูดแยบยลของนางที่ไปยั่วโมโหหยุนลี่จงเข้าอีกครั้ง “เจ้าเองก็อย่าพูดจาเหลวไหลนักเลย จนป่านนี้แล้วข่าวคราวยังมาไม่ถึงอีกหรือ?”
“คงใกล้แล้วล่ะ ประกาศรายชื่อถูกเปิดเผยเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง” หยุนเชวี่ยเบียดตัวเข้าใกล้หยุนเยี่ยนก่อนกล่าวต่อไปด้วยเสียงกระซิบ “พี่สาว ลุงใหญ่ชายตามองคอกหมูของเราตั้งหลายหน ท่านว่าเขาคิดจะขูดรีดเอาหมูไปจากเราหรือไม่?”
หยุนเยี่ยน…
“พวกเราฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีผู้ใดอยู่ในลานบ้านรีบต้อนหมูออกไปอยู่ในคอกของบ้านหลังใหม่กันเถิด” หยุนเชวี่ยพูดพลางขยิบตาให้หยุนเยี่ยน “เบาเสียงลงหน่อย”
หมูตัวอ้วนในคอกเป็นสินสอดทองหมั้นที่ได้รับมาจากตระกูลอู๋ ตัวผู้สองตัวและตัวเมียสองตัวล้วนมีไขมันอวบอ้วนทั้งขนยังเขางามเพราะสุขภาพดี ผู้เป็นแม่เห็นว่าหมู่เหล่านี้มีลักษณะดีจึงคิดเก็บไว้เพาะพันธุ์จนมันออกลูก แม้แต่วันตรุษก็ไม่คิดเชือดมาทำอาหาร
สองพี่น้องช่วยกันต้อนหมูออกไปจนพ้นเขตลานบ้านอย่างเงียบเชียบได้สำเร็จ จากนั้นจึงต้อนให้เดินไปตามถนนและย้ายเข้ามาอยู่ในคอกบริเวณบ้านหลังใหม่ ครั้นเสร็จสิ้นภารกิจแล้วทั้งคู่ต่างถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก
“หากท่านพ่อถามถึงจะตอบว่าอย่างไร?”
“ตอบว่าพื้นที่แห่งนี้กว้างขวางกว่า ถึงอย่างไรเราก็ต้องย้ายพวกมันมาที่นี่อยู่แล้ว”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะกลับไปขนรางอาหารและคราดมา”
“ระหว่างทางหากเจอชาวบ้านเข้าอย่าลืมป่าวประกาศให้พวกเขารับรู้ด้วยล่ะว่าตระกูลหยุนของเรากำลังจะจัดงานเลี้ยงฉลอง” หยุนเชวี่ยเบ้ปาก “จะมีผู้ที่เต็มใจมาร่วมงานสักกี่คนเชียว?”
ด้วยชื่อเสียงอันอื้อฉาวของหยุนชิ่วเอ๋อ อีกทั้งกิริยาเลวทรามที่นางเคยล่วงเกินบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในหมู่บ้านเอาไว้มากโข แน่นอนว่าทำให้พวกชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่พอใจยิ่ง สาเหตุที่ผู้เฒ่าหยุนยืนกรานว่าจะจัดงานเลี้ยงให้จงได้เพียงเพื่อให้เกิดความสบายใจส่วนตัวเท่านั้น
เป็นจริงดังคาดการณ์ไว้ หยุนเชวี่ยเดินเตร่ไปบอกข่าวนี้กับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่จับกลุ่มพูดคุยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งพวกเขาไม่ได้วิจารณ์อะไรเพิ่มเติมซ้ำยังตอบรับอย่างเบิกบานใจ จากนั้นหยุนเชวี่ยก็ไปเคาะประตูตามบ้านทีละหลัง หญิงสาวหลายคนเพียงยิ้มแย้มว่ารับรู้แล้วเท่านั้น บางคนยังยัดขนมชิ้นเล็ก ๆ ใส่มือหยุนเชวี่ยอีกด้วย ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยคำนินทาและสาปแช่ง ซึ่งตัวหยุนเชวี่ยเองก็ไม่ได้บังคับใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวเพียงว่าผู้ใดใคร่มาก็เรียนเชิญ หากไม่อยากมาก็ไม่ถือสา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเกรงว่าเมื่อถึงวันงานเข้าจริงผู้คนที่มาร่วมงานอาจน้อยนิด จนผู้เฒ่าหยุนและหยุนลี่จงต้องเสียหน้ายับเยินเป็นแน่แท้
หยุนลี่เต๋อไม่อยู่บ้าน ซ้ำร้ายยังไม่อาจเรียกใช้งานหยุนลี่เซียวได้ หยุนลี่จงผู้วางตนว่าสูงส่งอยู่เสมอจึงจำต้องเดินทางไปทำธุระในเมืองด้วยตนเอง เขาซื้อแค่สุราหมักจำนวนสองไหและจ้างเกวียนให้ขนไปส่งที่บ้านตระกูลหยุน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เสียเวลาเดินทางไปเกือบครึ่งวัน ครั้นฉุกคิดขึ้นมาได้กลับพบว่าหมูในคอกของครอบครัวรองอันตรธานหายไปเสียแล้ว