ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 332 เตรียมของสำหรับวันตรุษ
ตอนที่ 332 เตรียมของสำหรับวันตรุษ
ตอนที่ 332 เตรียมของสำหรับวันตรุษ
หยุนเชวี่ยเปิดสมุดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกก่อนใช้พู่กันถ่านปลายคมแหลมเขียนตัวอักษรยึกยือลงไป
“เขียนว่าอย่างไรรึ?” หยุนเยี่ยนมองอย่างนึกสงสัย เห็นเพียงว่าหยุนเชวี่ยตวัดปลายพู่กันเขียนอักษรบางอย่างที่มีลักษณะแพรวพราวประหนึ่งยันต์ปีศาจ บางคำคล้ายตัวอักษรที่เสี่ยวอู่ฝึกเขียนทุกวันทว่ามีรูปแบบที่แตกต่างออกไป
หยุนเชวี่ยไม่ได้เงยหน้าขึ้น นางเอ่ยถามกลับเพียงว่า “พี่สาว ท่านยังจำได้หรือไม่ ก่อนที่ครอบครัวของเราจะแยกตัวออกมา ข้าเคยบอกท่านว่าเราจะหาเงินก้อนใหญ่ กว้านซื้อที่ดินมากมาย สร้างบ้านหลังใหม่ และกลายเป็นเศรษฐีมิใช่หรอกหรือ?”
“เหตุใดข้าจะจำไม่ได้เล่า?” หยุนเยี่ยนอดหัวเราะไม่ได้ “ตอนนั้นข้ายังคิดว่าเจ้าเพียงฝันกลางวันไปเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าตอนนี้ครอบครัวของเราจะมีบ้านหลังใหญ่และสามารถกว้านซื้อที่ดินหลายผืนได้จริง”
ย้อนกลับไปตอนนั้น หยุนชิ่วเอ๋ออาละวาดทำหม้อของครอบครัวนางพัง ถึงกระนั้นก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อหม้อใบใหม่ พอตกกลางคืนหยุนลี่เต๋อจึงต้องพาครอบครัวไปจับปลาในแม่น้ำ ก่อนหาพื้นที่ปักหลักบริเวณต้นน้ำเพื่อก่อกองไฟและย่างปลากิน
คืนนั้นขณะที่ครอบครัวนั่งล้อมรอบกองไฟกันอยู่ ใบหน้าเล็ก ๆ ของหยุนเชวี่ยซึ่งอาบด้วยแสงไฟที่สาดส่องดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก นางประกาศว่าจากนี้จะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อทำอาชีพค้าขายหาบเร่ คืนเดียวกันภายใต้แสงดาวที่พร่างพรายทั่วท้องฟ้า หยุนเชวี่ยเอ่ยถามหยุนเยี่ยนว่า “พี่สาว ต่อไปนี้พวกเราจะหาเงินก้อนโตได้แล้ว ท่านคิดใคร่ทำสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่?”
หยุนเยี่ยนจำได้ดี คนตอบหยุนเชวี่ยเพียงว่าต้องซื้อหม้อใบใหม่ให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยซื้อหมูสักสองตัวเพื่อเพาะพันธุ์ มีโอกาสค่อยเลี้ยงวัวไว้ทำไร่ไถนา ทว่านั่นเป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งยังฟุ่มเฟือยพอสมควร
หยุนเชวี่ยกลับหัวเราะเยาะนางและกล่าวว่าความปรารถนาของตนยิ่งใหญ่กว่านั้นไปอีกขั้นหนึ่ง เช่นกลายเป็นเศรษฐี กว้านซื้อที่ดินจำนวนมากไว้ทำการเกษตร สร้างบ้านหลังใหญ่ เปิดร้านค้าในเมืองและขยายกิจการออกไปอีกหลายแห่ง
เมื่อนึกถึงความคับข้องใจในอดีต รอยยิ้มตรงมุมปากของหยุนเยี่ยนกลับค่อย ๆ จางหายไป นางมองไปยังหยุนเชวี่ยที่กำลังบรรจงเขียนภาพบางอย่างอยู่ ฉับพลันนางเกิดความรู้สึกบางประการที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้
“ข้าเคยพูดไว้แล้วว่าจะหาเงินก้อนโตให้จงได้ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นเศรษฐี” หยุนเชวี่ยวางพู่กันถ่านในมือลงก่อนเงยหน้าท่ามกลางแสงตะเกียง แสงไฟลุกโชติช่วงสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น “ขณะนี้ถือเป็นก้าวแรกของเราแล้ว”
“ตอนนี้บ้านเรามีบ้านหลังใหม่ ลานบ้านกว้างขวาง ทั้งยังมีที่ดินในครอบครองมากถึงเพียงนี้ หากเป็นก่อนหน้านี้แล้วข้าคงไม่กล้าแม้แต่จะวาดหวัง” หยุนเยี่ยนลุกขึ้นเพื่อปูพื้นเตียงให้กับหยุนเชวี่ย
สองพี่น้องอาศัยอยู่ในห้องนอนเดียวกัน ภายในห้องมีเตียงสองเตียง บริเวณข้างหน้าต่างมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ สามารถใช้สำหรับเขียนหนังสือหรือประทินโฉมได้ ด้านข้างประตูเป็นชั้นวางและราวแขวนเสื้อผ้า แม้ห้องจะมีขนาดเล็กกะทัดรัดแต่จัดสรรพื้นที่ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หยุนเยี่ยนไม่เคยคาดคิดว่าสักวันจะมีห้องนอนที่น่ารักเช่นนี้
“แต่เวลานี้เรามีทุกสิ่งอย่างแล้วมิใช่หรือ?” หยุนเชวี่ยปิดสมุดเล่มเล็กลงโดยไม่ลืมใช้เชือกพันปิดไว้ จากนั้นจึงยัดเก็บไว้ใต้หมอน
“ไม่สิ ต้องกล่าวว่าเหมือนฝันไป” สีหน้าของหยุนเยี่ยนเต็มไปด้วยความพึงพอใจและสุขสันต์ยิ่ง “มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ตระกูลเรากลายเป็นตระกูลขุนนาง ข้าก็ไม่ต้องการย้ายไปที่ใดอีก”
กล่าวถึงการเป็นขุนนาง หยุนเยี่ยนจึงหวนคิดถึงเรื่องของหยุนลี่จงอีกครั้ง ยิ่งคิดยิ่งให้ทอดถอนใจ “ข้าได้ยินท่านพ่อและท่านแม่เล่าให้ฟังว่า ท่านปู่ได้มอบเงินที่ได้จากสินสอดทองหมั้นของอาชิ่วเอ๋อให้กับท่านลุงใหญ่ไปแล้ว หมายให้ท่านลุงใหญ่ไปลงทุนเปิดกิจการค้าขายที่นั่น เพื่อปูทางให้ท่านปู่ ท่านย่า รวมถึงครอบครัวของอาสามย้ายไปอยู่ที่มณฑลชิงหนิวด้วยกันในภายภาคหน้า”
“ว่าอย่างไรนะ!?” หยุนเชวี่ยตะลึงงัน เกือบนึกว่าตนฟังเรื่องเล่าผิดถนัดไป “ท่านปู่ยอมมอบเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้นให้ท่านลุงใหญ่อีกแล้วหรือ?”
“เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น” หยุนเยี่ยนกางผ้าห่มออกพร้อมพยักหน้า “ได้ยินท่านพ่อเล่าว่าไม่นานมานี้ท่านอาสามก็ก่อเรื่องขึ้นอีกแล้ว เขาพยายามทำลายบ้านให้พินาศทั้งที่ล้มลุกคลุกคลานเพราะยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ท่านปู่โกรธมากจนออกปากไล่เขาออกจากตระกูล ตัดพ่อตัดลูกกันไปข้าง เขาถึงได้สงบลง”
“ท่านปู่นี่ก็ช่างกระไร…” หยุนเชวี่ยไม่รู้ว่าควรกล่าวคำใดดีกับความลำเอียงออกหน้าออกตาอย่างไร้เหตุผลเช่นนั้น หยุนลี่จงหรือก็เจ้าเล่ห์เพทุบายไม่แปรเปลี่ยน พยายามเสาะหาหนทางขูดรีดเงินจากผู้เฒ่าหยุนครั้งแล้วครั้งเล่า ที่หนักข้อยิ่งกว่าคือผู้เฒ่าหยุนกลับหลงเชื่อคารมเขาอีกครั้ง! ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะความชราภาพหรืออย่างไรจึงได้เลอะเลือนถึงเพียงนี้
“ท่านพ่อยังเล่าอีกว่าหากถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อไร ท่านลุงใหญ่รับปากว่าจะกลับมารับพวกเขาให้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ด้วยกัน ส่วนอาชิ่วเอ๋อไปอยู่ในเมืองหลวงถาวรเสียแล้ว ที่นี่คงเหลือแค่บ้านของเราเท่านั้น” หยุนเยี่ยนกล่าว
“เช่นนั้นก็นับว่าปลอดโปร่งโล่งปัญหาดีแล้วมิใช่หรือ?” หยุนเชวี่ยปีนขึ้นไปบนเตียงพลางยืดเส้นยืดสายและนอนกลิ้งเกลือกไปมาบนผ้าห่มนวมผืนนุ่มที่นำไปตากแดดถึงสองหน จากนั้นจึงกล่าวยิ้ม ๆ “หรือว่าท่านยังนึกลังเลอยู่?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก” หยุนเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าเพียงรู้สึกใจหายที่คนในตระกูลต่างแยกจากกันไปคนละทิศทางเสียแล้ว ระยะทางคั่นกลางไว้ด้วยภูเขาสูงไกล ดังนั้นการพบพานกันอีกในอนาคตคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ข้าไม่คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย ชีวิตนี้ถึงอย่างไรข้าก็ไม่อยากพบพานกับหยุนชิ่วเอ๋ออีก” หยุนเชวี่ยนอนหนุนแขนต่างหมอน ก่อนหรี่ตาลงแล้วเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา “ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านลุงใหญ่อาจกล่าวแล้วคืนคำ”
“หมายความว่าอย่างไร?” หยุนเยี่ยนเอ่ยถามกลับ
“หมายความว่าบางทีท่านลุงใหญ่อาจไม่ย้อนกลับมารับท่านปู่ ท่านย่า และครอบครัวของอาสาม” หยุนเชวี่ยตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ใช่ว่านางผูกใจอคติจนคิดในแง่ลบ ทว่าเรื่องขาดคุณธรรมเช่นนี้ ภายในสิบส่วนหยุนลี่จงเคยกระทำลงไปถึงแปดส่วนทีเดียว!
“ไม่ใช่ว่าท่านลุงใหญ่กล่าวคำสัตย์สาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะปรนนิบัติท่านปู่และท่านย่าให้ดี ให้พวกเขามีความสุขในบั้นปลายมิใช่หรอกหรือ?”
“คำสัตย์ของเขาน่าเชื่อถือมากหรืออย่างไร?” หยุนเชวี่ยเบ้ปาก “ยังจำตอนที่ท่านพ่อของเราจำต้องแบกรับความผิดแทนเขาได้หรือไม่? เขาเคยบอกว่าหากได้เป็นขุนนางแล้วจะดูแลพี่น้องมิให้ขาดตกบกพร่อง ถือเสียว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูล ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร? ทุกวันนี้เราอยู่รอดเพราะพึ่งพาตนเองทั้งนั้น คำกล่าวของเขาเชื่อถือได้ก็แปลกแล้ว”
หยุนเยี่ยนอ้าปากค้าง “แต่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ท่านปู่และท่านย่าเลี้ยงดูส่งเสียเขามาตั้งหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จสร้างเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลได้ เขาจะบังอาจทอดทิ้งบุพการีและหักหลังได้ลงคอเชียวหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่ามณฑลชิงหนิวที่เขาเดินทางไปรับตำแหน่งอยู่ห่างออกไปจากที่นี่นับหลายพันลี้ ทั้งยังเป็นพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่คุ้นเคย ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้? อีกอย่าง… ท่านปู่ก็แจกจ่ายเงินที่มีให้ท่านลุงใหญ่ไปเกือบทั้งหมด ซ้ำร้ายหยุนลี่เซียวก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์และก่อเรื่องอยู่เนือง ๆ” หยุนเชวี่ยส่ายศีรษะ “ข้ามองว่าความหวังของพวกเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย”
หากลองยืนอยู่ในมุมมองของหยุนลี่จง เมื่อนึกไปถึงอุปนิสัยหน้าซื่อใจคดและปราศจากความรับผิดชอบถึงขั้นลากคนในครอบครัวให้แบกรับภาระแทนตนเองนับครั้งไม่ถ้วน นับประสาอะไรกับการที่เขาพาไม้กวนอุจจาระเช่นแม่นางจ้าวติดตามเคียงข้างไปด้วยเช่นนี้
หยุนเชวี่ยครุ่นคิดแล้วก็ให้อดรู้สึกหดหู่ในใจไม่ได้ หากหยุนลี่จงปัดก้นทิ้งภาระไว้เบื้องหลังอย่างไม่สนใจไยดีขึ้นมาเข้าจริง เท่ากับทอดทิ้งขยะกองโตเอาไว้ให้ท่านพ่อของนางเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแทน สร้างบาปกรรมต่อกันมหันต์นัก
“หากเจ้าเรียกทั้งชื่อและแซ่ของอาสามอย่างห่างเหินเช่นนี้ให้ท่านแม่ได้ยิน เกรงว่าเจ้าคงถูกดุอีกเป็นแน่” หยุนเยี่ยนดึงผ้าขึ้นมาห่มให้น้องสาวก่อนถอดรองเท้าออกและก้าวขึ้นเตียงของตนเอง สองพี่น้องพลิกตัวหันหน้าเข้าหากันเพื่อให้สะดวกต่อการพูดคุย
“แล้วจะให้ข้าเรียกขานเขาว่าอย่างไร? ข้าไม่อยากเรียกคนอันธพาลเช่นนั้นว่าอาสาม” หยุนเชวี่ยแค่นเสียงเยาะเย้ย “หรือจะให้ข้าเรียกเขาว่านายท่านสามเล่า?”
หยุนเยี่ยน…
วันรุ่งขึ้น อุณหภูมิโดยรวมลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
หยุนเชวี่ยยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาจากผ้าห่มทั้งที่ยังสะลึมสะลือ ทันใดนั้นกลับรู้สึกหนาวเหน็บจนต้องรีบหดตัวเข้าไปในผ้าห่มเพื่อห่อตัวเป็นหนอนผีเสื้อ มีเพียงส่วนศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา
หยุนเยี่ยนตื่นแล้ว เตรียมออกไปก่อไฟทำอาหารช่วยเหลือแม่นางเหลียน ทันทีที่เปิดประตูห้องลมหนาวก็พัดผ่านเข้ามา นางหันหน้าไปกล่าวกับหยุนเชวี่ยที่ยังนอนอุตุอยู่บนเตียง “วันนี้อากาศหนาวนัก เจ้าใส่เสื้อคลุมหนา ๆ หน่อย ส่วนเสื้อผ้าเนื้อบางถอดเก็บใส่ตะกร้าเสีย”
“พี่สาวช่วยนำออกมาให้ข้าหน่อยเถิด ข้าขอนอนห่มผ้าอีกสักครู่ให้ร่างกายอุ่นขึ้น” หยุนเชวี่ยห่อผ้าห่มนวมกระชับเข้ากับลำตัวอย่างแน่นหนา นางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก กลัวความหนาวไม่กลัวความร้อน ครั้นถึงฤดูหนาวนางแทบไม่อยากขยับเขยื้อนไปที่ใด ใคร่จะนอนจำศีลอยู่บนเตียงอย่างนั้น
หยุนเยี่ยนไม่รู้ว่าตนควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางเปิดมุมผ้าห่มออกก่อนโยนเสื้อคลุมกันหนาวเข้าไป จากนั้นจึงตบขาหยุนเชวี่ยเบา ๆ “ไม่ต้องนอนต่อแล้ว ลุกขึ้นมากินข้าวเช้าให้เรียบร้อยเสีย วันนี้พวกเราจะเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมท่านแม่”
“เหตุใดต้องเข้าเมืองด้วยล่ะ?” หยุนเชวี่ยไม่ยินยอม นางซุกคางลงใต้ผืนผ้าห่ม “พวกเราเพิ่งเข้าเมืองไปจ่ายตลาดครั้งใหญ่มามิใช่หรือ? ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย แล้วจะเข้าเมืองไปไยกัน?”
“ท่านแม่กล่าวว่าต้องการซื้อปุยฝ้ายเพิ่ม จะได้อัดเข้าไปในเสื้อผ้าและผ้าห่มนวมให้หนาขึ้นอีกหน่อย หากฤดูหนาวมาเยือนเมื่อไรจะได้ไม่ต้องทนเหน็บหนาวราวนกกระทาแช่แข็ง” หยุนเยี่ยนเห็นท่าทางเกียจคร้านของหยุนเชวี่ยแล้วให้นึกขบขันยิ่งนัก
“ไม่ต้องหรอกกระมัง” หยุนเชวี่ยหนาวจนฟันกระทบกันดังกึกหลายครั้ง ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดผ้าห่มอันแสนอุ่นออก นางกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ปีนี้บ้านเรามีเตาผิง อีกไม่กี่วันก็สามารถเติมเชื้อไฟให้ความร้อนได้แล้ว อ้อ! พูดถึงเชื้อไฟ ข้าต้องรีบเก็บฟืนเพิ่มอีกหน่อย เพื่อฤดูหนาวจะได้อบอุ่นอย่างไร้กังวล…”
เมื่อถูกหยุนเยี่ยนและแม่นางเหลียนผลัดกันเข้ามาเร่งเร้าอยู่หลายครั้ง หยุนเชวี่ยจึงจำยอมทลายเกราะผ้าห่มนวมและก้าวลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ทั้งยังใช้ความเร็วสูงสุดในการสวมใส่เสื้อผ้า จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องทั้งที่ตัวสั่นงก
“เหตุใดจึงเหน็บหนาวถึงเพียงนี้กัน?” กลุ่มเมฆบนท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม เมื่อหวนคิดถึงสามถึงห้าวันก่อน หยุนเชวี่ยยังคงนอนเอกเขนกอย่างสบายอุราอยู่บนเก้าอี้ หรี่ตาให้ร่างกายอาบไล้แสงแดดอยู่กลางลานบ้าน
“นี่ก็เข้าเดือนสิบแล้ว อีกประมาณครึ่งเดือนคงถึงเวลาหิมะตก จะไม่ให้สภาพอากาศหนาวเหน็บอย่างไรได้?” แม่นางเหลียนตักน้ำร้อนเทลงในอ่างล้างหน้า “หากหิมะตกแล้วการสัญจรคงไม่สะดวกเท่าที่ควร ถือเป็นโอกาสดีช่วงนี้ฟ้ายังเปิด ถึงเวลาเตรียมของสำหรับวันตรุษแล้ว”
ในสมัยโบราณใช้วิธีนับวันตามปฏิทินจันทรคติ ปีละสิบสองเดือน เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคมเท่ากับว่าเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการและใกล้ถึงวันตรุษจีนเข้าไปทุกที ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่บ้างจะถือโอกาสซื้อลูกกวาด ผลไม้แห้ง เนื้อสัตว์ สุราหมัก และขนมขบเคี้ยวหลากหลายชนิดกักตุนไว้
เวลานี้ครอบครัวของหยุนเชวี่ยเองก็ถือว่าร่ำรวยแล้ว หยุนเชวี่ยล้างหน้าพลางครุ่นคิดไปพลาง อย่างไรเสียก็เป็นบ้านที่มีผืนที่ดินในครอบครองหลายสิบไร่ ทั้งยังมีเงินออมมากกว่ายี่สิบถึงสามสิบตำลึง ดังนั้นต้องฉลองวันปีใหม่ให้เต็มที่
หลังจากกินข้าวมื้อเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ก่อนแม่นางเหลียนจะตระเตรียมข้าวของสำหรับเดินทางเข้าเมืองเสร็จ หยุนลี่เต๋อได้กำชับอย่างหนักแน่น “หากต้องการซื้อหาสิ่งใด ไม่ว่าขนมหรือเครื่องประดับต่าง ๆ ก็จงตัดใจใช้จ่ายเสีย เงินที่เสียไปถึงอย่างไรก็เสาะหาใหม่ได้อีก”
แม่นางเหลียนชั่งใจอยู่เป็นนาน ในที่สุดจึงหยิบเงินออกมาเพียงห้าตำลึงเก็บไว้ในอกเสื้อ หยุนลี่เต๋อเห็นเช่นนั้นจึงลอบยัดใส่มือให้หยุนเชวี่ยอีกห้าตำลึงพร้อมกระซิบสั่ง “ท่านแม่ของเจ้ายังลังเลที่จะใช้จ่าย เจ้าและพี่สาวต้องการกินหรือซื้อหาสิ่งใดก็ซื้อไปเถิด”
“ได้เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยขยิบตาให้ผู้เป็นพ่อ “ท่านพ่อ ท่านนี่ช่างใจกว้างเสียจริง!”
หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือเข้าด้วยกันพลางเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความซื่อ
ก่อนหน้านี้สมัยยังไม่มีเงิน เขาทำผิดต่อภรรยาและบรรดาลูก ๆ เอาไว้มาก จนถึงตอนนี้เมื่อหวนคิดดูแล้วก็ยังรู้สึกผิดไม่คล้ายเวลานี้ฐานะทางครอบครัวของเราเริ่มดีขึ้นแล้ว แน่นอนว่าต้องปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดีที่สุดโดยไม่มีข้อแม้
“พวกเจ้าสองพ่อลูกกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่รึ?” แม่นางเหลียนคว้าตะกร้าใบใหญ่ออกมาจากห้องครัวมาสอดไว้ที่ท่อนแขน เมื่อก้าวออกมาจึงเห็นว่าลูกสาวและสามีกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
“ท่านพ่อกำชับให้ข้าซื้อของอร่อย ๆ เพิ่มเติมอีกหน่อย รอถึงหน้าหนาวอย่างไรพวกเราก็ไม่ออกไปข้างนอกอยู่แล้ว แต่ละวันเก็บตัวอยู่ในบ้านด้านหน้าเตาผิง กินขนมไปพลางพูดคุยไปพลางก็มีความสุขแล้ว” หยุนเชวี่ยแลบลิ้นปลิ้นตา
“หากทำเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่กลายเป็นหนูจำศีลในช่วงฤดูหนาวหรอกหรือ?” แม่นางเหลียนถลึงตาใส่หยุนลี่เต๋อแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปจัดคอเสื้อของหยุนเชวี่ยให้พับสูงขึ้น “ท่านพ่อของเจ้าชักจะตามใจเจ้าเกินไปแล้ว”
“ท่านพ่อรักข้าอย่างไรเล่าเจ้าคะ!”
ด้วยฝีมือของแม่นางเหลียน แม้เสื้อคลุมกันหนาวตัวนี้จะถูกตัดเย็บขึ้นด้วยมือ ก็ยังมีคอเสื้อที่พับเข้าออกได้ เวลาปกติแล้วจะสวมใส่อย่างธรรมดา แต่เมื่อออกไปนอกตัวบ้านจำเป็นต้องยกคอเสื้อขึ้นเพื่อให้สามารถปิดปากได้อย่างพอดี ป้องกันลมโกรกเข้าด้านใน
ใบหน้าครึ่งล่างของหยุนเชวี่ยฝังจมอยู่ในคอเสื้อ เนื้อผ้าทำจากวัสดุสีเหลืองอ่อนยัดด้วยขนห่านจนนุ่มหนา ปักลวดลายตกแต่งเป็นสิงโตน้อยโลดแล่นอยู่กับดอกไฮเดรนเยีย ขับเน้นให้ใบหน้ากลมผ่องตัดกับดวงตากลมโตสีดำขลับสดใส ดูแล้วรู้สึกน่ารักน่าชังจนอยากยื่นสองมือไปบีบเล่น
“จริงสิ เรายังต้องซื้อขนมหวานมาตุนไว้อีกหลายห่อ ยังมีสุราหมักอีกสองไห รอถึงวันปีใหม่ค่อยส่งเป็นน้ำใจให้กับบ้านตระกูลหยุนของเราและบ้านตระกูลเฟิง” หยุนลี่เต๋อโพล่งขึ้น แต่กล่าวจบแล้วเขากลับฉุกคิดขึ้นได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง “ช่างเถิด รออีกสักสองถึงสามวันข้าจะเข้าเมืองไปซื้อสุรามาเอง ตัวไหมีน้ำหนักมากเกินไป ท่านแม่ของพวกเจ้าคงแบกกลับมาไม่ไหวเป็นแน่ พวกเจ้าเข้าเมืองไปซื้อของเล็กน้อยเหล่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
“เรื่องนั้นท่านไม่จำเป็นต้องย้ำเตือนหรอก ข้าเองก็คิดไว้แต่แรกแล้ว” แม่นางเหลียนผลักประตูรั้วเดินออกไป นางเดินไปพลางพูดพึมพำทบทวนไปพลาง “ขนมต้องซื้อมาสี่อย่าง ลูกกวาดอีกสักสองชนิด อินทผลัมตากแห้ง ลูกพุทราตากแห้ง เจ้าสองคนช่วยแม่คิดดูหน่อยเถิดว่ายังขาดเหลือสิ่งใดอีก…”