ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 343 ไม่มีงานทำหรือ
ตอนที่ 343 ไม่มีงานทำหรือ
ตอนที่ 343 ไม่มีงานทำหรือ
ณ ห้องโถงตระกูลอู๋
หยุนเชวี่ยชี้ภาพวาดพร้อมกล่าวอธิบายการออกแบบ “ท่านลุงอู๋ ท่านคิดว่าแบบนี้ดีหรือไม่?”
อู๋ถูหู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนตบต้นขาของตน “ดี เป็นความคิดที่ดี!”
หยุนเชวี่ย “ท่านกำลังจะบอกว่าเราสามารถทำตามแบบได้รึ?”
“บอกข้าที ข้าเลี้ยงหมูมานานหลายปีแล้ว เจ้าคิดว่าข้าควรสร้างคอกหมูใหม่ดีหรือไม่?” อู๋ถูหู่พลิกดูภาพวาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “แม่นางน้อย แม่นางน้อยเก่งกาจยิ่งนัก!”
“เอ่อ ท่านลุงจะสร้างคอกหมูตามแบบนี้หรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าวคำเบา
“ใช่ สร้างตามแบบนี้” อู๋ถูหู่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “สร้างคอกหมูของเจ้าเสร็จเมื่อไร ข้าก็จะสร้างต่อทันที”
หลังจากได้ฟังความคิดเห็นแล้ว หยุนเชวี่ยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก การออกแบบคอกหมูตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น
หยุนลี่เต๋อมีอุปนิสัยจริงจังกับทุกเรื่อง หลังจากหารือและตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์เรื่องการเลี้ยงหมูแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจเริ่มการก่อสร้างในวันที่สาม ซึ่งเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและพื้นดินบริเวณนั้นเริ่มแห้ง
นอกจากชาวบ้านที่เคยมาช่วยสร้างบ้านแล้ว ยังมีคนอื่นที่ไม่เคยให้ความช่วยเหลือต่างเข้าร่วมด้วย
เช้าตรู่ของวันนี้ หยุนเชวี่ยยังคงนอนอยู่บนเตียง นางนอนคว่ำหน้าพลางหยิบคัมภีร์ภูเขาและท้องทะเลที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมาอ่านขณะซุกกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ
เสียงพูดคุยหัวเราะและเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านหลังบ้านที่อยู่ไม่ไกล
ฉับพลันป้าอู๋ก็ตะโกนเสียงดัง “โอ้ พ่อหนุ่มผู้นี้มาจากหมู่บ้านใดกัน? เหตุใดถึงมีหน้าตาหล่อเหลาเช่นนี้ จุ๊ ๆ ข้าใช้ชีวิตมาจนแก่ ยังไม่เคยเห็นผู้ใดรูปงามเพียงนี้มาก่อน!”
หยุนเชวี่ยยิ้มย่องในใจ ‘ฟังนางกล่าวชื่นชมสิ…’
หลังจากนั้นนางก็ไม่สามารถจับใจความคำพูดเหล่านั้นได้อีกเลย เพราะเหล่าป้าสะใภ้ต่างเฮละโลกันมาชื่นชมความงามของชายผู้นั้นแล้วหัวเราะคิกคัก
“ไยเจ้ายังนอนอยู่บนเตียงอีกเล่า” หยุนเยี่ยนผลักประตูเข้ามา “โจ๊กที่ท่านแม่แบ่งไว้ให้เจ้ายังอยู่บนเตา หากไม่กินตอนนี้มันคงเย็นชืดจนเสียรสชาติ”
“ข้างนอกอากาศหนาว ข้าไม่อยากขยับกายไปที่ใด” หยุนเชวี่ยใช้ผ้านวมห่อร่างกาย มีเพียงศีรษะที่โผล่ออกมาด้านนอกคล้ายกับหนอนผีเสื้อพลางเอ่ยถามหยุนเยี่ยน “พี่สาว พวกนางกำลังพูดถึงใครหรือ?”
หยุนเยี่ยนมีนิสัยอ่อนโยนและขี้อาย เมื่อฟังคำถามจบนางจึงส่งเสียงหัวเราะ “พี่ชายที่อาศัยอยู่ในวัดร้างน่ะ ลุกขึ้นแล้วไปดูด้วยตาตนเองสิ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาดั่งภาพวาด”
“ใครนะ?” หยุนเชวี่ยยันกายขึ้นนั่งทันที
“พี่ชายคนที่มักไปล่าสัตว์กับท่านพ่อ” หยุนเยี่ยนมองน้องสาวด้วยสายตางุนงง “เกิดอะไรขึ้น? โอ้ เจ้าอย่าลืมสวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยล่ะ ทะเล่อทะล่าออกไปเช่นนี้จะไม่งาม”
หยุนเชวี่ยหยิบเสื้อคลุมกันหนาวที่วางอยู่ตรงหัวเตียงขึ้นมาสวมใส่อย่างรีบร้อน “เขา เอ่อ… ข้าหมายถึงเหตุใดท่านพ่อถึงพาคนแปลกหน้ามาที่บ้าน?”
“หากมาช่วยงานที่บ้านของเรา เขาก็จะได้กินน้ำซุปร้อน ๆ เป็นอาหารกลางวัน ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวของเรายังต้องการคนงานประจำอย่างไรล่ะ” หยุนเยี่ยนชะงักไปชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ “แต่พี่ชายคนนั้นดูบอบบางเกินกว่าจะทำงานหนักได้”
“เขา… ชายคนนั้น… อยากทำงานกับครอบครัวเรารึ?” หยุนเชวี่ยผลักหน้าต่างออกก่อนชะโงกหน้ามองไปด้านนอก ทว่าน่าเสียดายที่นางมองไม่สิ่งใดเลย
“อืม” หยุนเยี่ยนพยักหน้า “ท่านพ่อถามพี่ชายคนนั้นแล้ว เขาตอบว่ายินดีทำงานให้พวกเราโดยไม่รับค่าแรง เพียงแค่ขอที่อยู่อาศัยและอาหารเท่านั้น ช่างมีนิสัยแปลกประหลาดเสียจริง…”
หยุนเชวี่ย…
“เร็วเข้า อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่ไย” หยุนเยี่ยนเร่งเร้า “แต่งตัวเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวในครัวเสีย”
“…”
หยุนเชวี่ยนิ่งอึ้ง
นางหันหน้าไปทางที่โล่งกว้างหลังบ้านก่อนนั่งยอง ๆ เพื่อแปรงฟัน หยุนเชวี่ยสังเกตเห็นเหล่าป้าสะใภ้และสาวน้อยสาวใหญ่ต่างยืนล้อมชายหนุ่มผู้นั้นพร้อมหัวเราะกันคิกคักและพูดคุยกันอย่างออกรส
พวกนางบางคนกล่าวชื่นชมอีกฝ่ายเสียงดัง จนหยุนเชวี่ยสามารถจับใจความได้
“พ่อหนุ่มคนนี้คือใครกัน?”
“เกิดมารูปงามเสียจริง”
“ปีนี่พ่อหนุ่มอายุเท่าใดแล้ว?”
“น้องสะใภ้จ้างเจ้าให้มาเป็นคนงานหรือเป็นลูกเขยกันแน่?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
สืออีไม่ตอบโต้ ทว่าเผยท่าทีเป็นมิตรต่อมนุษย์และสัตว์โลก
“พวกท่านอย่าเย้าแหย่เขาสิ” แม่นางเหลียนหันมาโบกมือให้ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินหลบไปไกลราวกับได้รับอภัยโทษในขณะที่ใบหูของเขาแดงเถือก
“เสแสร้ง” หยุนเชวี่ยพึมพำออกมาก่อนบ้วนปาก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหมาป่าที่แปลงกายเป็นแกะน้อยผู้น่าสงสาร
เมื่อแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย หยุนเชวี่ยจึงเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อตักโจ๊กที่อยู่ในหม้อ ทว่าหลังจากตักโจ๊กเข้าปากเพียงไม่กี่คำ นางก็รู้สึกว่ามีหินก้อนเล็กก้อนหนึ่งตกกระทบหลังศีรษะเบา ๆ
หยุนเชวี่ยหันกลับไปมอง ทว่าพบเพียงความว่างเปล่า
หลังจากนั้นไม่นาน หินอีกหนึ่งก้อนก็ถูกโยนมาอีกครั้ง
ไม่มีผู้ใดอยู่ข้างหลัง
ครานี้หยุนเชวี่ยยังไม่ทันก้มศีรษะ หินอีกลูกหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามา
หยุนเชวี่ย… “น่าเบื่อ” ใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้ว่าผู้ใดเป็นโยนก่อนหินเหล่านี้มา นางจึงไม่อยากให้ความสนใจแก่เขา
ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรามือ เขาฉวยโอกาสตอนที่หยุนเชวี่ยกำลังตักโจ๊กเข้าปาก จงใจโยนหินก้อนเล็กขนาดเท่าไข่นกกระทาลงไปในชามหมายให้โจ๊กกระเด็นใส่หน้าของนาง
หยุนเชวี่ย “ออกมา!”
ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากหลังคาห้องครัวก่อนย่องเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วแล้วปิดประตู “เจ้ามีชีวิตที่ดีจนไม่สนใจข้าอีกต่อไป” น้ำเสียงของเขาเจือความโศกเศร้าเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาโค้งหยีดั่งจันทร์เสี้ยว
“ชีวิตของเจ้าก็ดีขึ้นเช่นกันมิใช่หรือ” หยุนเชวี่ยกลอกตา
“ดีกับผีน่ะสิ ท้องของข้าไม่อิ่มแม้แต่มื้อเดียว” สืออีเอื้อมมือไปหยิบแผ่นแป้งทอดที่ยังเหลืออยู่ในมือของหยุนเชวี่ยก่อนกัดมันเข้าปาก จากนั้นเลียมุมปากด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย
หยุนเชวี่ย…
“นี่” สืออีเคี้ยวแป้งทอดพลางล้วงถุงผ้าสีเทาออกมาจากสาบเสื้อก่อนโยนให้หยุนเชวี่ย
“นี่คืออะไร…” ยังพูดไม่ทันจบ หยุนเชวี่ยก็สัมผัสได้ว่าด้านในถุงนั้นคือเหรียญทองแดง ทันทีที่เปิดถุงเงินออก นางก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เพราะนอกจากเหรียญทองแดง ยังมีผงหอมกล่องเล็กอีกหนึ่งกล่องอยู่ในนั้น
สืออี “เงินทั้งหมดที่ข้าได้รับ”
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วพร้อมหยิบกล่องผงหอมขึ้นมา
สืออี “โอ้ ข้าได้ยินมาว่าเหล่าหญิงสาวชื่นชอบมัน”
“เจ้าหาเงินเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก แต่เหตุใดจึงมอบให้ข้าเล่า?” หยุนเชวี่ยลองชั่งน้ำหนักถุงเงินโดยใช้มือ นางรู้สึกว่ามันหนักอึ้งคล้ายด้านในบรรจุเงินมากกว่าสองร้อยเหรียญ เมื่อเหลือบมองเสื้อคลุมกันหนาวบุดอกฝ้ายของเขาแล้ว นางพลันคิดในใจว่าชายผู้นี้คงมีเสื้อผ้าใหม่และอาหารมากมายให้กินเช่นกัน
สืออียังคงกินแผ่นแป้งทอดต่อไป “ไม่ใช่ว่าข้าขายร่างกายตนเองให้ครอบครัวของเจ้าหรอกหรือ? เจ้าต้องรับผิดชอบข้าสิ”
หยุนเชวี่ย…
สืออีเชิดคางขึ้น “นั่นคือเงินสินสอดของข้า เจ้าเก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ”
“…”
หยุนเชวี่ยกล่าวไม่ออก
นางเบิกตากว้างพลางเดินเข้าไปใกล้สืออีคล้ายต้องการพูดบางอย่าง ทว่าจู่ ๆ เขาก็ก้าวเข้ามาใกล้สองก้าวแล้วลูบศีรษะของนางราวกับลูกแมวน้อย เมื่อเป็นเช่นนั้นหยุนเชวี่ยจึงกระโดดไปหลบหลังเตาถ่านอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันประตูห้องครัวก็ถูกเปิดออก
หยุนเยี่ยนเดินเข้ามาข้างในพร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไยเจ้าจึงปิดประตูแน่นหนาเช่นนี้เล่า?”
หยุนเยี่ยนปรายตามองมุมหนึ่งของห้องครัวก่อนเดินไปขวางทางหยุนเยี่ยนเอาไว้ “เอ่อ ลมโชยเข้ามาน่ะ ข้ารู้สึกหนาวจึงปิดประตู”
“เตายังร้อนอยู่เลย เหตุใดเจ้าถึงรู้สึกหนาว” หยุนเยี่ยนมองน้องสาวก่อนเอื้อมมือไปลูบผมของนาง “กินข้าวเสร็จก็ไปหวีผมให้เรียบร้อยเสีย”
“อืม” หยุนเชวี่ยเห็นว่าพี่สาวยังคงมุ่งหน้าไปทางเตาถ่าน นางจึงเข้าไปขวางทางอีกครั้ง “พี่สาว ท่านจะทำอะไรหรือ?”
“ต้มน้ำร้อนเพื่อชงชาให้ทุกคน”
“ข้าทำเอง ข้าทำเอง” หยุนเชวี่ยรีบเปิดฝาถังน้ำแล้วตักน้ำใส่ลงในกาต้มน้ำบนเตาถ่าน “พี่สาว ปล่อยให้ข้าจัดการเรื่องนี้เถิด ท่านกำลังยุ่งอยู่มิใช่หรือ”
หยุนเยี่ยน “ข้าว่างแล้ว”
หยุนเชวี่ย…
หยุนเยี่ยนมีอุปนิสัยไม่คิดเล็กคิดน้อย “หากอย่างนั้นข้าจะถามท่านแม่ว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง เจ้าจุดไฟระวังหน่อยล่ะ น้ำเดือดแล้วเรียกข้า อย่าให้น้ำร้อนลวกมือเชียว”
หลังจากหยุนเยี่ยนพูดจบ ประตูห้องครัวก็ปิดลงอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
สืออีสวมเสื้อคลุมกันหนาวบุดอกฝ้ายและกางเกงผ้าฝ้าย เขานั่งซ่อนตัวอยู่ระหว่างเตาถ่านและกองฟืนพร้อมหัวเราะคิกคักราวกับเจ้าของบ้านทั้งสองเป็นคนโง่
“อย่ามาขวางหูขวางตาที่นี่” หยุนเชวี่ยยกกาน้ำเคาะศีรษะของเขาสองครั้งเพื่อเป็นการแก้แค้นสำหรับการกระทำเมื่อครู่ ‘เจ้านี่ทำให้มือของข้าแปดเปื้อน’
“ดูสิ เจ้ากลัวนี่นา” สืออีลุกยืนขึ้นพลางปัดแขนเสื้อ เมื่อมองดูใบหน้าหยุนเชวี่ยจากมุมสูง เขาก็สังเกตเห็นดวงตาดอกท้อคู่นั้นชัดเจนเป็นพิเศษ
หยุนเชวี่ยโบกมือไล่สืออี “หากไม่กลัวแล้วเจ้าจะซ่อนตัวไปเพื่ออะไร?”
“ข้า?” สืออีขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหลายก้าวก่อนโน้มตัวลงเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้สึกผิดที่แอบเข้ามาในนี้”
หยุนเชวี่ย ‘โจรสามารถรู้สึกผิดด้วยหรือ?’
เมื่อเห็นหยุนเชวี่ยถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว สืออีจึงเลิกคิ้วขึ้นพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “หากข้าเปิดประตูแล้วเจอพี่สาวของเจ้าอีกจะทำอย่างไร?”
“เช่นนั้นข้าจะเป็นคนดูต้นทางให้เจ้าเอง”
“ตกลง”
หยุนเชวี่ยเปิดประตูห้องครัวแล้วชะโงกหน้าออกไปสังเกตการณ์ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดเดินผ่านมาทางนี้ นางจึงกวักมือเรียกสืออีพร้อมกล่าวคำเบา “รีบไป เร็วเข้า”
“แล้วเจอกัน” สืออีเอื้อมมือไปหยิกแก้มของหยุนเชวี่ยเบา ๆ เช่นเดียวกับที่นางทำกับเสี่ยวอู่ จากนั้นกระซิบข้างหูของนางแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หยุนเชวี่ยรู้สึกคันยุบยิบบริเวณใบหู ฉับพลันนางก็รู้สึกราวกับว่าหายนะกำลังมาเยือน
นางเก็บถุงเงินและผงหอมไว้ในสาบเสื้อก่อนเติมน้ำลงในกาต้มน้ำ หยุนเชวี่ยเดินหิ้วกาต้มน้ำด้วยมือหนึ่ง ขณะที่อีกมือหนึ่งถือถ้วยชาไปหาเหล่าชาวบ้านที่กำลังช่วยงานอยู่บริเวณหลังบ้าน
“น้ำเดือดแล้ว!” หยุนเชวี่ยตะโกน “พี่สาว รีบมารับกาน้ำเร็วเข้า”
หยุนเยี่ยนที่กกำลังช่วยแม่นางเหลียนผสมโคลนและฟางข้าวแห้งที่ใช้ในการก่อสร้างคอกหมูได้ยินดังนั้นก็ลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้หยุนเชวี่ย “พรืด…” นางก็ระเบิดหัวเราะออกมา
“เกิดอะไรขึ้น?” หยุนเชวี่ยงุนงง “พี่สาวหัวเราะอะไร?”
“ข้าสั่งให้เจ้าต้มน้ำจนเดือด แต่เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?” หยุนเยี่ยนรับกาน้ำร้อนมาจากมือน้องสาว “รีบไปล้างหน้าเสีย น่าขันยิ่งนัก”
“โอ้ เชวี่ยเอ๋ออยากเป็นนักแสดงหรือ?”
“แค่ดูก็รู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้ไม่เคยทำงานในครัวมาก่อน”
“ตั้งใจทาหน้าเพื่อสร้างความสนุกให้กับเหล่าอาสะใภ้ตั้งแต่เช้าตรู่เลยรึ แม่นางน้อยผู้นี้ทะเล้นจริง ๆ”
อีกด้านหนึ่ง สตรีสองสามคนที่มาช่วยงานต่างส่งเสียงเอะอะพร้อมหัวเราะเสียงดังอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังสร้างคอกหมูอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองหยุนเชวี่ยก่อนระเบิดหัวเราะ
หยุนเชวี่ยยังคงงุนงง
“รีบไปล้างหน้าเร็ว ไปทำอีท่าไหนถึงเปื้อนเช่นนี้” หยุนเยี่ยนไล่น้องสาวไปล้างหน้าพลางเผยสีหน้าจนปัญญา จากนั้นเดินตามหลังนางพร้อมเหยียดยิ้มเอ็นดูปนเอือมระอา “เด็กคนนี้ โตแต่ตัวโดยแท้…”
‘พวกเขาหัวเราะอะไรกัน น่าขันตรงไหนหรือ’ หยุนเชวี่ยครุ่นคิดก่อนมองเข้าไปในคันฉ่องทองเหลือง หลังจากมองเงาสะท้อนของตนเองแล้ว นางก็แทบจะใช้ดาบยาวสี่สิบหมี่ฟันร่างของสืออีให้ขาดสะบั้น
แก้มทั้งสองข้างของหยุนเชวี่ยดำคล้ำราวกับร่างทรง ทั้งแปลกประหลาด น่าขัน และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ‘เจ้านั่นไม่มีงานทำใช่หรือไม่? อายุเท่าไรแล้วยังเล่นพิเรนทร์เช่นนี้อีก!’