ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 344 แต่งเข้าตระกูลหวัง
ตอนที่ 344 แต่งเข้าตระกูลหวัง
ตอนที่ 344 แต่งเข้าตระกูลหวัง
หยุนเชวี่ยล้างหน้าเสร็จก็คร้านจะเข้าไปร่วมสนุกอีก นางเก็บตัวอ่านหนังสืออยู่ในห้องเพียงคนเดียว นานครั้งจึงได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากอีกทางหนึ่ง ท่านป้าทั้งหลายที่นิสัยซุกซนต่างตะโกนเรียกหยอกล้อเป็นครั้งคราวว่า ‘น้องชาย’ และยังเอ่ยถามอีกว่าเขาแต่งงานแล้วหรือยัง
หยุนเชวี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง นางแง้มหน้าต่างให้เปิดออกเล็กน้อย
นางได้ยินเสียงแม่ม่ายเหลียวกล่าวขึ้นเสียก่อน “เขายังเป็นพ่อหนุ่มน้อยอยู่เลย เหตุใดเจ้าจึงถามเขาเช่นนั้นเล่า?”
ท่านอาอีกคนตอบกลับ “เมื่อพินิศดูน้องชายผู้นี้แล้วก็ให้อยากเจรจาเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาน่ะซี น่าเสียดายนักที่ข้าไม่มีลูกสาว”
จากนั้นเสียงหัวเราะพลันดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง
หยุนเชวี่ยเบ้ปาก “ไม่ทันเท่าไรก็กลายเป็นพ่อหนุ่มเนื้อหอมไปเสียแล้ว”
หยุนลี่เต๋อใช้เวลาสร้างคอกหมูและห้องเก็บฟืนถึงสี่วัน ทั้งยังสร้างห้องขนาดเล็กขึ้นตรงบริเวณข้างห้องเก็บฟืนอีกด้วย เป็นห้องสำหรับสืออีโดยเฉพาะ
โดยปกติแล้วหยุนเชวี่ยจะตามไปดูขั้นตอนการก่อสร้างตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทว่าหลายวันมานี้นางมักเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพียงคนเดียว ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือหรือก้มหน้าก้มตาเขียนภาพ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ในใจ
แตกต่างจากเหล่าหญิงสาวแรกรุ่นและสตรีที่แต่งงานแล้วในหมู่บ้านหลายนาง ครั้นได้ยินว่าครอบครัวรองตระกูลหยุนจ้างคนงานประจำระยะยาว ซ้ำยังมีรูปโฉมหล่อเหลายิ่ง จึงจับกลุ่มพากันมามุงดูอย่างครึกครื้นตลอดทั้งวัน
ไม่สิ ต้องเรียกว่าหลังคอกหมูถูกสร้างเสร็จได้ไม่นาน คนก็แห่กันเข้ามาถามไถ่ไม่ได้ขาดสาย
“สะใภ้รอง เจ้าทำสิ่งใดอยู่รึ?” ผู้มาใหม่นางนี้คือลูกสะใภ้คนที่สามของหวังหลี่เจิ้ง นางมีลูกสาวคนหนึ่งนามว่าหยิงเยว่ ทว่าชื่อของนาง ‘หรูหรา’ เกินไปสำหรับชาวบ้านในแถวชนบท ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงพร้อมใจกันเรียกนางว่าเอ้อยา
ภูมิหลังครอบครัวของหวังเอ้อยาไม่เลวเลย ท่านปู่ของนางมีคุณธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางค่อนข้างเย่อหยิ่ง ทั้งยังวางตนสูงส่ง นางไม่คิดชายตามองเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้นางพึงใจในตัวเฟิงซิ่วไฉ่ ทว่ากลับถูกเขาปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม
ต่อมาได้ยินว่ายายเฒ่าซุนรับเป็นแม่สื่อและเป็นธุระจัดหาคู่หมั้นคู่หมายให้ เริ่มจากชายหนุ่มในหมู่บ้านนี้และจากต่างหมู่บ้าน รวมไปถึงบรรดาครอบครัวในตัวเมืองอันผิง ทว่านางกลับไม่พึงใจในตัวชายใดสักคน ส่วนใหญ่นึกรังเกียจเพราะพวกเขาไม่ใช่คนหล่อเหลา
ทันทีที่แม่ของหวังเอ้อยาก้าวผ่านเข้ามาทางประตูเรือน ใบหน้านั้นก็แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม สายตากวาดมองไปทั่วลานบ้าน “น้องชายที่ครอบครัวของเจ้าจ้างงานไว้เล่า เขาไม่อยู่ที่นี่หรอกหรือ?”
แม่นางเหลียนเชิญอีกฝ่ายเข้ามานั่งในบ้านก่อนเอ่ยตอบ “เขากับท่านพี่รองขึ้นไปบนภูเขาแต่เช้าแล้ว ฉวยโอกาสช่วงที่หิมะยังไม่ตกเพื่อล่าสัตว์เพิ่มอีกหน่อยก่อนถึงวันตรุษ”
“จุ๊ จุ๊… ยังมีทักษะในการล่าสัตว์ด้วยหรือนี่?” มารดาของหวังเอ้อยาแสดงท่าทีพึงพอใจ จากนั้นขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามอีกเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็นคุณชายตกยาก เป็นเรื่องจริงหรือเท็จรึ?”
“โชคชะตาของเขาน่าสงสารอย่างแท้จริง ทว่าข้าเองก็ไม่เคยถามถึงพื้นเพและฐานะเดิมของครอบครัวเขาโดยละเอียดมาก่อน” แม่นางเหลียนส่ายหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ “จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง เกรงว่าหากข้าเอ่ยถามละลาบละล้วงจนเกินควรเขาอาจรู้สึกไม่สบายใจ”
“เฮ้อ…” มารดาของหวังเอ้อหยาก็ถอนหายใจเช่นเดียวกัน “ข้าสังเกตดูเขาแล้ว โหงวเฮ้งช่างมีราศีคล้ายบุตรของผู้ดีมั่งคั่ง กิริยาท่าทางหรือก็ไม่เหมือนเด็กบ้านนอกอย่างเรา ๆ เขาเคยออกตามหาคนในครอบครัวของตนเองบ้างหรือไม่?”
“เขากล่าวเพียงว่าเคยออกตามหาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าคนในครอบครัวสูญหายไปแล้วสิ้น” แม่นางเหลียนกล่าว
“อ๋อ” มารดาของหวังเอ้อยาพยักหน้าพลางครุ่นคิด ก่อนเปลี่ยนมาตั้งคำถามหยั่งเชิง “เช่นนั้นการที่บ้านของเจ้าจ้างนายน้อยสูงส่งเช่นนี้ แล้วเขาจะทำงานหนักได้หรือไม่?”
“เขาเป็นคนขยันขันแข็งทีเดียว” ในตอนแรกแม่นางเหลียนยังคิดตามไม่ทัน นึกว่าเป็นเพียงคำถามเชิงซุบซิบนินทาเท่านั้น จึงพรรณนาถึงความดีของสืออีอย่างหมดเปลือก “สองวันมานี้เขาตามขึ้นไปล่าสัตว์ ผ่าฟืน ให้อาหารหมู ไม่ว่าทำสิ่งใดก็คล่องแคล่วไปเสียหมด มือเท้ารวดเร็วกระฉับกระเฉง ส่วนเรื่องกินก็ไม่แพ้กัน มื้อหนึ่งเขากินข้าวเข้าไปถึงสี่ถ้วยใหญ่!” ขณะเล่าเรื่องหางตาของนางก็โค้งขึ้นอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังเล่าเรื่องลูกหลานแท้ ๆ ของตนเอง
“โชคดีที่กินเก่ง กินดีอยู่ดีนับว่าดีนักแล้ว” มารดาของหวังเอ้อยาได้ยินดังนั้นก็ตบต้นขาฉาดใหญ่อย่างเบิกบานใจ “ยังหนุ่มยังแน่นต้องกินให้มาก ร่างกายถึงจะแข็งแรง มีเรี่ยวแรงทำงานต่อไป!”
ในสมัยโบราณการตัดสินว่าบุคคลหนึ่งมีสุขภาพที่ดีหรือไม่นั้นค่อนข้างตัดสินกันอย่างเรียบง่ายเพียงผิวเผิน โดยสังเกตจากการกินเป็นหลัก ดังเนื้อหาในตำราที่เคยว่าไว้ หากจอมยุทธ์ผู้ใดฝึกวรยุทธ์ได้อย่างแข็งแกร่งนั่นหมายความว่าเขาเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยการกินเนื้อมากถึงสองจินอยู่เป็นประจำ แต่หากกินไม่ถึงครึ่งชามจะนับว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอ
ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของแม่ยายเมื่อต้องการเลือกลูกเขย การกินดีอยู่ดีถือว่าเป็นมาตรฐานสำคัญ
แม่นางเหลียนก็หัวเราะ “ไม่เป็นไรหรอก ใช้แรงกายต้องกินให้อิ่มท้อง” โชคดีที่ครอบครัวของนางไม่ลำบากยากจนเช่นเมื่อก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นเห็นทีคงเป็นเรื่องยากที่จะเอื้อเฟื้ออาหารให้เขามากถึงเพียงนี้
มารดาของหวังเอ้อยายิ่งฟังก็ยิ่งพึงพอใจ ท้ายที่สุดก็อดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น “เช่นนั้น เจ้ารู้วันเวลาตกฟากและชื่อแปดอักษรของเขาหรือไม่?”
“วันตกฟากและแปดอักษรงั้นรึ?” แม่นางเหลียนตะลึงงัน เข้าใจความหมายซึ่งแฝงอยู่ในคำถามทันที เพราะนอกจากเรื่องฤกษ์ยามการหาคู่ครองแล้ว ยังมีเรื่องใดอีกที่ต้องใช้ข้อมูลดังกล่าว?
มารดาของหวังเอ้อยาเผยรอยยิ้มสดใสขณะสบตาแม่นางเหลียน ก่อนก้มศีรษะลงโดยไม่ให้ข้ออธิบายใด ๆ เพิ่ม
แม่นางเหลียน “นี่…”
“โอ้ ข้าไม่ปิดบังเจ้าแล้ว ฮิฮิ…” แม่ของหวังเอ้อยาแสดงท่าทีกระดากอายเล็กน้อย ยังไม่ทันกล่าวต่อจนจบก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากและหัวเราะเสียก่อน
เขาหัวร่อต่อกระซิกอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยต่อไป “เอ้อหยาของข้าถูกใจเขาเข้าแล้ว เด็กคนนี้… ไม่ต้องรอให้ถึงมือยายเฒ่าซุนมาเจรจาหรอก มองเพียงแวบเดียวก็ถูกตาต้องใจยิ่งนัก ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพูดคุยเรื่องนี้กับเจ้า…”
แม่นางเหลียนนิ่งเงียบไปด้วยไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดดี
“หากเขาอาภัพกำพร้าพ่อแม่จริง จะให้แต่งลูกเขยเข้าบ้านเสียก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก” มารดาของหวังเอ้อยากล่าวด้วยความปลื้มปริ่ม “กิริยาท่าทางสุขุมเรียบร้อย ทั้งยังขยันขันแข็งและคล่องแคล่ว คิดเสียว่ามีบุตรชายเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”
“…”
“เพราะฉะนั้นข้ารบกวนเจ้าถามวันเวลาตกฟากของเขาให้ทีได้หรือไม่?”
“เช่นนั้นข้าคงต้องรอให้เขากลับมา แล้วค่อยถามไถ่เขาว่าคิดเห็นอย่างไร?” แม่นางเหลียนตอบแบ่งรับแบ่งสู้ด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวออก “พวกเราไม่ใช่พ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา ไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้”
“ย่อมได้!” มารดาของหวังเอ้อยายิ้มกว้าง ตบหลังมือแม่นางเหลียนอย่างสนิทสนมและไม่วายกล่าวกำชับ “เจ้าอย่าลืมบอกกล่าวแก่เขาด้วย หากแต่งเข้าตระกูลข้าแล้วถือว่าเขาเป็นลูกชายแท้ ๆ ของข้า ดังนั้นย่อมไม่ทำให้เขาลำบากอย่างแน่นอน”
หยุนเชวี่ยรับรู้เรื่องที่มารดาของหวังเอ้อยามาเจรจาเรื่องการแต่งงานของลูกสาวตนกับสืออีจากปากของหยุนเยี่ยนในช่วงอาหารมื้อกลางวัน ได้ยินแล้วข้าวที่เพิ่งเคี้ยวกลับติดค้างจุกอยู่กลางลำคอ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงกลืนลงไปได้ “หวังเอ้อยาพึงใจสืออีงั้นหรือ?”
หยุนเยี่ยนพยักหน้า
แม่นางเหลียนกล่าว “เอ้อหยาผู้นั้นวางตนสูงส่งอยู่เป็นนิจ ยายเฒ่าซุนพยายามเฟ้นหาบุรุษเพียงใดก็ไม่พึงใจไปเสียทั้งนั้น บัดนี้ได้เห็นสืออีกลับถูกตาต้องใจ นับว่ามีวาสนาต่อกัน”
“คนหน้าตาดี ผู้ใดมองแล้วก็ว่ามีวาสนาต่อกันทั้งนั้น” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างไม่เกรงใจ
“รอเขากลับมาถึงบ้านเมื่อไรแม่จะถามเขา” แม่นางเหลียนกล่าว “ตระกูลหวังเป็นครอบครัวที่ประเสริฐ หากเขาเต็มใจก็ถือเสียว่ามีที่พึ่ง ย่อมดีกว่าเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร”
“แล้วหากเป็นเช่นนั้น หากเขายินยอมแต่งเข้าตระกูลหวัง พวกเขาจะต้องมอบสินสอดทองหมั้นให้แก่ครอบครัวของเราหรือไม่?” หยุนเชวี่ยหยิบตะเกียบคีบอาหารในจาน รู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อย
แม่นางเหลียนหัวเราะคิกคัก “ถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังคำนึงถึงเงินตราอีกรึ? เราไม่ใช่ครอบครัวหรือพ่อแม่บังเกิดเกล้าของเขา เหตุใดจึงต้องการสินสอดทองหมั้นด้วยเล่า?”
หยุนเชวี่ย “ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนงานที่ครอบครัวเราเป็นผู้จ้าง เรื่องของเขาก็ควรให้เราเป็นผู้ตัดสินใจมิใช่หรือ?”
“พวกเราแค่ให้ที่พักอาศัยแก่เขา แบ่งปันอาหารการกินดื่ม จ้างเขาให้มาทำงาน เขาไม่ได้ขายตัวเองให้กับเราเสียหน่อย” แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีขณะพยายามให้เหตุผลกับลูกสาวคนรองที่โลภในเงินทอง
“กินกับเรา ดื่มกับเรา อยู่ก็อยู่กับเรา นั่นก็เท่ากับขายตัวให้กับเราแล้วมิใช่หรือ?” หยุนเชวี่ยไม่สนใจฟังสิ่งใดทั้งนั้น นางครุ่นคิดในใจ ‘ชีวิตน้อย ๆ ของเขาข้าก็เป็นคนช่วยเหลือ เหตุใดเขาจะไม่เชื่อฟังข้าเล่า?’
“เด็กคนนี้ เหตุใดจึงเป็นคนไร้เหตุผลไปเสียได้?” แม่นางเหลียนจนปัญญา นางหยิบคีบตะเกียบคีบกับข้าวลงในถ้วยของหยุนเชวี่ยพร้อมกำชับว่า “รอให้เขากลับมาก่อนเถิด เจ้าไม่ควรพูดจาเป็นเชิงรังแกผู้อื่นเช่นนี้”
หยุนเชวี่ยทำแก้มโป่งพอง ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
เสี่ยวอู่ยืดเท้าเตะขาหยุนเชวี่ยใต้โต๊ะแผ่วเบา นางเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าน้องชายผู้นี้เผยรอยยิ้มแฝงเลศนัยบางอย่างที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
เที่ยงวันผ่านไป
หยุนลี่เต๋อและสืออีกลับลงมาจากภูเขาหลังหมู่บ้าน ได้เนื้อสัตว์ป่ากลับมาทั้งยังได้กำไรมากมาย
แม่นางเหลียนเรียกสืออีเข้าไปพูดคุยในบ้าน พยายามคิดหาถ้อยคำอ้อมค้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าควรอ้อมค้อมอย่างไรดี “เอ่อ อาขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้หรือไม่? ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งเจ้าอยู่บ้านเก่า… เจ้าเคยหมั้นหมายกับผู้ใดแล้วหรือยัง?”
สืออีนิ่งอึ้งกับคำถามดังกล่าวไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองหยุนเชวี่ยอย่างเงียบเชียบ
หยุนเชวี่ยนั่งนิ่งมองปลายจมูก จากปลายจมูกเลื่อนลงมามองหัวใจ สองมือค่อย ๆ พลิกหน้าหนังสือทั้งที่ท่าทางดูเหม่อลอยไม่สนใจหนังสือตรงหน้าแม้แต่น้อย
“ยังขอรับ…” แววตาของสืออีพร่ามัวขึ้นมาทันใด นึกในใจว่าแปดในสิบส่วนคงเป็นเพราะความขยันหมั่นเพียรของตนที่พยายามอดทนมาหลายวัน ทำให้ท่านอาเหลียนปลื้มใจจึงต้องการยกลูกสาวคนรองให้เขา?!
“ยังงั้นหรือ?” แม่นางเหลียนตกตะลึง “หรือเจ้าถูกบีบบังคับจากทางครอบครัวจึงบอกว่ายังไม่ได้หมั้นหมาย?” เรื่องแบบนี้แม้แต่แม่นางเหลียนเองก็พอเข้าใจได้ เวลานี้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก กลายเป็นคนไร้บ้านและญาติมิตร ดังนั้นการปกป้องอดีตของตนเองจึงเป็นเรื่องปกติของมนุษย์
“ไม่เคยมีการหมั้นหมายใด ๆ ขอรับ” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
แม่นางเหลียนสังเกตสีหน้าของสืออี ไพล่คิดไปว่าเขาหวนนึกถึงเรื่องน่าเศร้าขึ้นมาอีกครั้งจึงรีบยิ้มอ่อนโยน ก่อนดึงเขาให้นั่งลงพร้อมกล่าวต่อไป “ในเมื่อไม่เคยหมั้นหมายกับผู้ใด ยิ่งพูดคุยกันง่ายหน่อย”
สืออีรักษาท่าทีสงบนิ่ง แสร้งเหลือบตามองหยุนเชวี่ยบ้างเป็นครั้งคราว
ก้มศีรษะลง
หลุบตาลง
ไม่พูดไม่จา
ต้องเป็นอาการเขินอายเป็นแน่
แม้แต่การเขินอายของนางยังน่ารักน่าชังเสียจริง
“เช่นนั้นอามีเรื่องใคร่พูดคุยกับเจ้า” แม่นางเหลียนไม่เคยเป็นธุระแม่สื่อเจรจาการแต่งงานให้กับผู้ใดมาก่อน นางจึงเอ่ยปากด้วยความลำบากใจเล็กน้อย “เป็นสะใภ้ของตระกูลหวัง ลูกสาวของนางพึงใจในตัวเจ้า และต้องการให้เจ้าแต่งงานเข้าตระกูลกลายเป็นลูกเขยของนาง!”
‘ว่าอย่างไรนะ!?’
สืออีที่กำลังจะพยักหน้ารับกลับตะลึงงันและแข็งค้างไปชั่วขณะ รอยยิ้มบางและความสุขสันต์ในแววตาจางหายไปโดยพลัน “หืม?”
“เป็นบ้านของหวังหลี่เจิ้ง” แม่นางเหลียนคิดว่าเขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ดังนั้นอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับผู้คนในหมู่บ้านเท่าไรนัก นางจึงอธิบายต่อไป “หลานสาวของหวังหลี่เจิ้งมีนามว่าหวังหยิงเยว่ บิดาและมารดาเป็นคนซื่อสัตย์ หากเจ้าต้องการแต่งเข้าตระกูลเขาก็ให้บอกวันตกฟากเพื่อที่เขาจะได้นำไปคำนวณฤกษ์ยาม”
สืออีนิ่งงัน ยังไม่ฟื้นคืนสติจากความหวังที่ตั้งไว้ซึ่งพังทลายลงไม่เป็นท่า
ใครคือหวังหยิงเยว่?
ข้าไม่รู้จักนางเสียหน่อย
ข้าไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อนด้วยซ้ำ!
“นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ สมควรแล้วที่เจ้าจะคิดไตร่ตรองให้ดี” แม่นางเหลียนเห็นว่าเขาตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดจึงลุกขึ้นพร้อมกล่าวว่า “เจ้าคิดช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อนนัก อาขอตัวไปก่อไฟทำอาหารก่อน”
สืออีรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
เหตุใดจึงได้แตกต่างจากที่คาดคิดไว้เช่นนี้เล่า?!
แม่นางเหลียนตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนผลักประตูออกไปด้วยรอยยิ้ม ขณะเดียวกันหยุนลี่เต๋อก็แทรกตัวเข้ามาในบ้านเพื่อหลบอากาศหนาวเย็นด้านนอก “วันนี้มีเรื่องดีงามอะไรงั้นหรือ? เหตุใดแม่ของเจ้าจึงยิ้มแย้มยินดีเช่นนั้น?”
สืออีไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะ
“หวังเอ้อหยาพึงใจในตัวเขาเข้าแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบทั้งที่ไม่เงยหน้า
ตามธรรมเนียมที่ควรเป็นแล้ว หากหญิงสาวพึงใจในตัวผู้ใดมักไม่บอกกล่าวตามตรง โดยปกติแล้วจะบอกว่าท่านพ่อและท่านแม่ของตนพึงใจในตัวชายหนุ่มและต้องการให้มาเป็นลูกเขย หากเป็นเช่นนี้แล้วต่อให้การเจรจาหมั้นหมายล้มเหลว ตัวหญิงสาวก็ยังมีโอกาสได้คู่ครองคนใหม่
“ตระกูลของหวังหลี่เจิ้งสินะ” เห็นได้ชัดว่าชายฉกรรจ์เช่นหยุนลี่เต๋อไม่กระตือรือร้นเกี่ยวกับการเจรจาเป็นพ่อสื่อมากนัก “ครอบครัวของหวังหลี่เจิ้งเป็นคนซื่อสัตย์ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เขานั่งลงรินน้ำใส่แก้วให้ตนเองพลางเหลือบมองสืออี
สืออีเผยสีหน้าอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสงสาร “ข้าไม่แต่ง ข้าไม่รู้จักหวังหยิงเยว่ด้วยซ้ำ”
“เจ้ารู้จักนาง” หยุนเชวี่ยเอ่ยขึ้นด้านหลังเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นางคือคนเดียวกันกับหวังเอ้อหยา ตอนที่สร้างคอกหมูนางเองก็แวะเวียนมาที่นี่หลายครั้ง ทั้งยังเคยพูดคุยกับเจ้าด้วย เจ้าลืมไปแล้วรึ?”
สืออีเผยสีหน้าซื่อใส “ข้าลืมไปหมดแล้ว ข้าจดจำผู้ใดไม่ได้เลย จำไม่ได้ ไม่รู้จักใครทั้งสิ้น”