ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 345 ท่านแม่ปลุกไปกินอาหารมื้อเช้า
ตอนที่ 345 ท่านแม่ปลุกไปกินอาหารมื้อเช้า
ตอนที่ 345 ท่านแม่ปลุกไปกินอาหารมื้อเช้า
เมื่อถึงเวลาอาหารมื้อเย็น สืออีแสดงเจตนารมณ์ของตนอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการแต่งงานเข้าตระกูลหวัง
ซึ่งเป็นไปตามที่เหลียนซื่อคาดการณ์ไว้
อย่าว่าแต่สืออีเลยที่ออกปากปฏิเสธแต่แรก ตราบใดเขามีหนทางประสบความสำเร็จในอนาคต ต่อให้ปัจจุบันจะมีชีวิตลำบากยากเข็ญเพียงใดก็คงไม่จนตรอกถึงขั้นแต่งเข้าเป็นลูกเขยตระกูลอื่น
แม่นางเหลียนไม่ได้ทัดทานแต่อย่างใด เพียงเอ่ยขึ้นว่า “รีบกินข้าวเสียเถิด วันพรุ่งนี้อาจะนำเรื่องนี้ไปบอกกับท่านป้าหวังให้เอง”
สืออีพยักหน้ารับพลางเหลือบมองหยุนเชวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
มื้อนี้เป็นบะหมี่ แต่ละชามมีไข่ต้มอยู่ชามละหนึ่งฟอง หยุนเชวี่ยก้มหน้าก้มตาคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ใบหน้ากลมกลึงภายใต้แสงวูบไหวของตะเกียงน้ำมันดูอ่อนเยาว์เป็นพิเศษ
สืออีเหยียดขายาวออกไปเหยียบปลายเท้าของนางเพียงครู่เดียวและรีบหดกลับอย่างว่องไว
หยุนเชวี่ยไม่พูดจาเผยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ บรรจงกินไข่ในชามจนหมดอย่างเชื่องช้า จากนั้นจึงวางตะเกียบลงและฉวยโอกาสเตะเท้าไปฝั่งตรงข้ามโดยแรงจนเกิดเสียงดัง ปึง!
“โอ๊ย! เกิดอะไรขึ้น?!” แม่นางเหลียนสะดุ้งโหยง “นั่งกินข้าวกันอยู่ดี ๆ เหตุใดจึงหงายหลังล้มไปเสียได้?”
ด้วยความที่ขาของหยุนเชวี่ยสั้นกว่า แม้ออกแรงเต็มที่แต่ก็ไม่ได้เตะถูกขาของคนฝั่งตรงข้าม ทั้งยังทำให้ขาเก้าอี้เอียงเสียศูนย์จนล้มครืนลงกับพื้น สั่นสะเทือนไปถึงโต๊ะอาหาร
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หยุนเยี่ยนซึ่งนั่งอยู่ใกล้กันกับหยุนเชวี่ยรีบยื่นมือออกไปประคองนาง จากนั้นจึงหันมองเก้าอี้อีกครั้ง ทว่ามันไม่มีส่วนใดแตกหักเสียหาย
หยุนเชวี่ยยกมือขึ้นกุมกระดูกก้นกบที่กระแทกพื้นจ้ำเบ้าพลางจ้องเขม็งไปที่สืออีด้วยความโกรธเคือง เมื่อเขาเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของหยุนเชวี่ยก็ได้แต่ข่มกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้
“ตั้งขาเก้าอี้ไม่ตรงจึงเสียศูนย์กระมัง?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามเพราะทำสิ่งใดไม่ถูก
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยยกเก้าอี้ขึ้นมานั่งดังเดิมขณะพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดด้วยท่าทีสงบ “ขาเก้าอี้เอียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง” จากนั้นนางจึงม้วนเส้นบะหมี่และก้มหน้าก้มตากินต่อไป
สืออีนั่งซดบะหมี่ต่อไป จู่ ๆ ก็รู้สึกตื่นตัวคล้ายสัญชาตญาณของสัตว์ป่าตัวน้อยที่สัมผัสถึงจิตสังหารที่กำลังก่อตัวขึ้นของผู้ล่า เขาสังเกตสีหน้าของหยุนเชวี่ยแล้วรับรู้ได้ทันทีว่าตนถูกโกรธเข้าแล้ว ดังนั้นหลังมื้ออาหารเขาจึงพยายามทำงานอย่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
เขาล้างถ้วยชามและตะเกียบจนสะอาด จากนั้นจึงเก็บเหยื่อที่ล่ามาได้ให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งยังผ่าฟืนและลับคมมีดให้เสร็จสรรพ จนท้ายในที่สุดก็ไม่มีงานใดหลงเหลือให้ทำอีก ได้แต่หาบน้ำมาเติมใส่โอ่งทั้งสองใบที่ตั้งอยู่กลางลานบ้านให้เต็ม
“เด็กคนนี้ทั้งรู้ความและขยันขันแข็งเสียจริง หมั่นเพียรทำงานอย่างหนักถึงเพียงนี้เชียว” แม่นางเหลียนแง้มหน้าต่างให้เปิดออกเป็นช่องน้อย ดูร่างเงาของอีกฝ่ายที่ยังวุ่นวายอยู่กับงานบ้าน เผยให้เห็นสีหน้าอ่อนโยนดุจมารดาผู้โอบอ้อมอารี
“ใช่ ข้ากลับเห็นว่าเขาไม่เหมือนคุณชายจากตระกูลใหญ่ คุณชายเหล่านั้นล้วนวางตนสูงส่ง จะมีแรงทำงานหนักเช่นนี้ได้อย่างไร?” หยุนลี่เต๋อออกความเห็น “เจ้าไม่เห็นรึ? หลายวันก่อนที่เริ่มสร้างคอกหมู เขาแบกหามไม้คานขึ้นบ่าด้วยตัวคนเดียว พลังแข็งแกร่งเยี่ยงวัวและม้า”
“เช่นนั้นก็ไม่ควรปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงวัวและม้า เด็กคนนี้ยอมติดตามมาอยู่ที่บ้านเราเพื่อขอแค่ที่กำบังหลบลมฝน ขออาหารการกินร้อน ๆ จากเราให้อิ่มท้องเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ?” แม่นางเหลียนกล่าว
“ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียหน่อย” หยุนลี่เต๋อเผยรอยยิ้มซื่อ “ข้าหมายถึงเด็กคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เกียจคร้านขยันทำงาน ในเมื่อเขาไม่แต่งงานเข้าตระกูลหวัง ดังนั้นก็ให้ถือเสียว่าเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา ไว้สองปีให้หลังค่อยจัดการหาภรรยาให้กับเขา”
แม่นางเหลียนได้ยินเช่นนั้นก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย “นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนหน้านี้เด็กนั่นยังเคยออกปากว่าไม่ต้องการค่าแรงใด ๆ เช่นนั้นข้าจะเก็บเอาเงินส่วนนั้นไว้เป็นทุนสำหรับเขา หากถึงยามนั้นแล้วยังไม่เพียงพอ เราสองคนค่อยหามาสมทบให้กับเขาเพิ่มเติมก็ย่อมได้”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้า “เจ้าวางแผนการไว้ดียิ่งนัก”
“เช่นนั้นแล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะบอกกล่าวกับสะใภ้ตระกูลหวังว่าอย่างไรดี?” แต่ไหนแต่ไรมาแม่นางเหลียนไม่เคยปฏิเสธน้ำใจของผู้ใดมาก่อน เมื่อคิดแล้วก็ให้ลำบากใจไม่น้อย
“จะบอกกล่าวอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แตงโมแข็งกระด้างย่อมปราศจากรสหวานฉันใด เราก็ไม่อาจข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าได้ฉันนั้น”
ขณะนั้นเองสืออีซึ่งตักน้ำใส่จนเต็มถังไม้ก็หาบคานกลับมา แต่กลับพบว่าโอ่งทุกใบถูกหาบน้ำมาใส่จนเต็มแล้ว แม่นางเหลียนเดินออกมาจากบ้านก่อนตะโกนเรียกเขา “เลิกทำงานเถิด อากาศหนาวเย็นเต็มที รีบเข้าห้องไปพักผ่อนเสีย”
“ท่านอา ข้าจะต้มน้ำให้ท่านทั้งสองไว้สำหรับแช่เท้า” ในฐานะที่ถูกจ้างเป็นคนงานระยะยาว สืออีพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ความหมั่นเพียรของเขาคุ้มค่าต่อเงินที่จะได้รับ เพื่อว่าที่พ่อตาแม่ยายในอนาคตของเขาแล้วย่อมยินดีปรนนิบัติอย่างสบายใจ
“เจ้าเด็กคนนี้…” แม่นางเหลียนได้ยินแล้วรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า ขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง นางหันกลับไปกล่าวกับหยุนลี่เต๋อ “วันพรุ่งนี้ท่านช่วยบอกกล่าวกับเขาเสียหน่อย แบ่งหน้าที่งานบ้านออกให้เป็นสัดส่วน ถึงอย่างไรเราก็ไม่ขับไล่เขาออกไปแน่ อย่าได้ทำงานหนักถึงเพียงนี้เลย…”
หยุนเชวี่ยนอนฟุบอยู่ภายในผ้าห่มนวมอบอุ่น ใช้มือพลิกหน้าหนังสือไปพลาง ครั้นได้ยินเสียงพูดคุยในบริเวณลานบ้านก็พึมพำเสียงแผ่ว “ประจบสอพลอ”
“ข้าเห็นว่าเจ้าไม่ค่อยถูกชะตากับสืออีเท่าไรนัก นั่นเป็นเพราะเหตุใดรึ?” หยุนเยี่ยนหรี่ตาลงพลางเย็บปักงานผ้าในมือ จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น “เขาเผลอยั่วโมโหเจ้างั้นหรือ?”
“เปล่าหรอก”
“ถ้าเช่นนั้นแล้วเป็นเพราะอะไรกัน?” หยุนเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เขาออกจะหน้าตาดี กิริยาเรียบร้อย งานการหรือก็ขยันขันแข็ง เหตุใดเจ้าจึงไม่ถูกใจเขา?”
“เหตุใดข้าต้องถูกใจเขาด้วยเล่า?” หยุนเชวี่ยปิดหนังสือลงก่อนเก็บไว้ใต้หมอน สัมผัสถึงความอบอุ่นจากฟูกหนาใต้ร่างและผ้าห่มนวมที่อบความร้อนผ่าวเอาไว้ นางอ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน “วันพรุ่งนี้พี่สาวไม่ต้องปลุกข้าหรอก ปล่อยให้ข้าตื่นขึ้นเอง”
“เจ้าไม่เห็นหรือ นอกจากหวังเอ้อยาแล้วยังมีชิวจื๋อ ตงเหมย ไคเฉียว จินเฟิ่ง รวมถึงคนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน หลายวันมานี้พวกนางต่างสลับสับเปลี่ยนผ่านประตูบ้านของเราเข้ามาจนหัวกระไดแทบไม่แห้ง” หยุนเยี่ยนยังคงสนทนาเรื่องนี้ต่อไป
“เห็นทีคงต้องเก็บเงินค่าผ่านทางเสียแล้ว” หยุนเชวี่ยปิดเปลือกตาลง
หยุนเยี่ยนหัวเราะคิกคัก “เหตุใดสมองของเจ้าถึงได้คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องนี้นะ? ข้าเดาว่าจากนี้คงมีอีกหลายตระกูลผลัดกันเข้ามาเจรจากับท่านแม่ของพวกเรา เห็นทีท่านแม่คงต้อนรับแขกไม่หวาดไม่ไหว”
“หลงรูปเพียงผิวเผิน…” หยุนเชวี่ยพลิกตัวไปอีกทาง ในใจครุ่นคิดว่าหญิงสาวเหล่านี้ช่างมีนิสัยฉาบฉวยเสียจริง เพียงเห็นใบหน้าหล่อเหลาเข้าทีก็พึงพอใจเสียอย่างนั้น? เคยมีสุภาษิตว่าคนหน้าเนื้อมักใจเสือมิใช่รึ? เหตุใดสุภาษิตนั้นจึงใช้กับเจ้านั่นไม่ได้เล่า?
“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?” หยุนเยี่ยนได้ยินถ้อยคำนั้นไม่ชัดเจน
“ข้าพูดว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เห็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกไม่เห็นนิสัยที่แท้จริงเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยกล่าว
“เมื่อไม่กี่วันก่อนที่บ้านของเราเริ่มสร้างคอกหมู เจ้าคงไม่เห็นกระมังว่าเขาทำงานหนักมาก เขาเพียงคนเดียวสามารถแบกหามคานไม้ได้อย่างสบาย ๆ ท่านป้าหลายคนล้วนชมเชยเขากันทั้งนั้น” หยุนเยี่ยนกล่าว “โดยเฉพาะท่านแม่ของหวังเอ้อยาที่วนเวียนมาเยี่ยมหลายหนทีเดียว”
“…”
“เชวี่ยเอ๋อ?”
เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอและเบาดังแว่วมาจากอีกเตียงหนึ่ง หยุนเชวี่ยนอนหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว
หยุนเยี่ยนลุกเดินเข้าไปหานางพลางดึงผ้าห่มคลุมให้กระชับร่างของนางอย่างเบามือ จากนั้นจึงดับไฟตะเกียงให้ห้องมืดสนิท
วันรุ่งขึ้น
หยุนเชวี่ยนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเช่นทุกครั้ง เปล่งเสียงฮัมเพลงแผ่วเบาอยู่อย่างนั้น นางตื่นแล้วแต่ยังไม่อยากลุกขึ้นมา นางจำไม่ได้แล้วว่าตนไม่ได้นอนหลับอุตุอย่างสบายอุราบนเตียงเช่นนี้มานานเพียงใด นึกแล้วให้อยากจำศีลโดยการนอนข้ามผ่านไปถึงฤดูใบไม้ผลิเสียจริง
ขณะที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ นางได้ยินเสียงของหยุนเยี่ยนแว่วมา “เชวี่ยเอ๋อบอกว่าวันนี้อย่าได้เข้าไปปลุกนาง นางต้องการนอนจนกว่าตะวันจะโด่งขึ้น…”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? นี่ก็สองวันแล้ว เจ้าจะปฏิเสธมื้อเช้าติดกันหลายวันไม่ได้ ยิ่งอยู่ในช่วงเติบโตยิ่งต้องเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง” แม่นางเหลียนไม่ยินยอม เข้ามาผลักประตูห้องของหยุนเชวี่ยให้เปิดออก “เชวี่ยเอ๋อ รีบลุกขึ้นเร็วเถิด กินข้าวให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะกลับมานอนก็ย่อมได้”
หยุนเชวี่ยนิ่งเงียบไม่ขยับเขยื้อน
“ลุกขึ้นเร็วเข้า อาหารเช้าพร้อมแล้ว” แม่นางเหลียนก้าวขายาว ๆ สองสามก้าวไปไปถึงข้างเตียง นางยื่นมือไปดึงผ้าห่มพร้อมหยิกแก้มนุ่มของลูกสาว ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบซ้ำยังเปียกน้ำทำให้หยุนเชวี่ยสะดุ้งสุดตัว
“ท่านแม่…” หยุนเชวี่ยโผล่ศีรษะออกมาจากผ้าห่มอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าขอนอนต่ออีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านเก็บอาหารเอาไว้ให้ข้าไปกินภายหลังก็ได้แล้ว”
“อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ กินอาหารแต่ยังร้อน ๆ ถึงจะเป็นการดี รีบลุกขึ้นเร็วเถิด นึกว่าอยู่แต่บนเตียงแล้วสามารถเติบใหญ่ได้หรืออย่างไรกัน…” แม่นางเหลียนดึงผ้าห่มออกจนได้ก่อนดันร่างหยุนเชวี่ยให้กลิ้งออกไปด้านข้าง “แม่เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้ว รีบหยิบมาสวมใส่เร็วเข้า ประเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้”
ความร้อนระอุที่เคยได้รับกระจายหายไปทั้งแปดทิศ ‘เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ ทว่าผู้เป็นแม่กลับปลุกให้เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปกินอาหาร’ หยุนเชวี่ยบ่นพึมพำในใจ ‘แม่ในโลกใบนี้เป็นเหมือนกันไปเสียทุกภพชาติ’ คิดแล้วจึงหยิบเสื้อคลุมกันหนาวมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว
“ยิ่งไม่ขยับเขยื้อนยิ่งเหน็บหนาวเข้าไปใหญ่” แม่นางเหลียนกล่าวพลางบิดตัวเดินออกไปจากบ้านอย่างพึงพอใจ “หลังมื้ออาหารเจ้าค่อยตามสืออีขึ้นเขาไปเก็บฟืนก็แล้วกัน”
“ท่านบอกว่าออกไปกินข้าวให้เสร็จแล้วย่อมกลับมานอนต่อได้มิใช่หรือเจ้าคะ?!”
“กินเสร็จแล้วจะนอนเกียจคร้านเยี่ยงหมูได้อย่างไร? ออกไปทำงานเสียหน่อยความหนาวก็คลายลงแล้ว”
“…”
หลังจากกินข้าวเสร็จ หยุนลี่เต๋อกับสืออีก็กำลังเตรียมตัวจะขึ้นไปบนเขา ขณะนั้นเองอู่ต้าหวังก็เดินทางมาถึง เขาบอกว่าท่านพ่อของตนต้องการซ่อมแซมคอกหมูเสียใหม่ ทั้งสองคนจึงไม่ปฏิเสธ รีบวางหน้าไม้ลงแล้วตรงไปช่วยอย่างไม่รอช้า
“ต้าหวัง ฝากบอกกล่าวท่านแม่ของเจ้าให้ทีเถิดว่าอาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะรีบตามไป” แม่นางเหลียนชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว
พวกผู้ชายเพิ่งออกจากบ้านไปได้ไม่นาน มารดาของหวังเอ้อยาก็มาเยี่ยมถึงเรือนอีกแล้ว หยุนเชวี่ยซึ่งกำลังจะออกไปเก็บฟืนเห็นอีกฝ่ายเปิดประตูรั้วเข้ามาและรีบตะโกนร้องเรียก “สะใภ้รอง?”
“ท่านแม่กำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้าน จ้องมองนางพลางกะพริบตาปริบ
มารดาของหวังเอ้อหยามีรูปโฉมงดงาม สมัยยังเยาว์นางเคยเป็นดอกไม้งามของหมู่บ้านใกล้เคียง หลังจากแต่งเข้าตระกูลหวัง ชีวิตความเป็นอยู่ก็สุขสบายยิ่งนัก ให้กำเนิดลูก ๆ ถึงสามคน แม้ล่วงสู่วัยกลางคนแล้วผิวพรรณยังอ่อนเยาว์นัก น่าเสียดายที่บุตรสาวได้บิดามาเสียส่วนใหญ่ สะโพกผาย ไหล่ผึ่ง ใบหน้าเป็นทรงสี่เหลี่ยม คิ้วเข้มหนา ดวงตาเบิกกว้าง หากเป็นบุรุษนับว่าดูมีสง่าราศี ทว่าเมื่อสมบัติเหล่านี้อยู่บนใบหน้าของสตรีเพศทำให้ดูหยาบกระด้างเกินไป โชคดีที่ลูกสาวคนนี้ยังถือว่ามีรูปโฉมสะคราญไม่แพ้ผู้เป็นแม่ ดวงตาคมขำเปล่งประกายล้ำลึก ชายหนุ่มคนแรกที่นางพึงใจคือเฟิงสือยวิน ครั้นพลาดจากเขาจึงมาตกหลุมรักสืออี
“บ้านตระกูลอู๋ต้องการซ่อมแซมคอกหมูเสียใหม่ ข้าจึงจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อตามไปช่วยเหลือพวกเขา” แม่นางเหลียนเยี่ยมหน้าออกมาขณะที่กำลังจัดระเบียบบ้าน “ท่านพี่รองและสืออีจึงออกไปก่อนแล้ว”
“เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนไป” มารดาของหวังเอ้อยารั้งแม่นางเหลียนไว้ก่อนพลางเผยรอยยิ้มกว้าง “เรื่องที่เราพูดคุยกันเมื่อวานนี้เป็นอย่างไร? เจ้าถามไถ่เขาแล้วหรือยัง เขามีความเห็นเป็นอย่างไรบ้าง?”
แม่นางเหลียนผู้ไม่เคยปฏิเสธใครมาก่อน แสดงทุกถ้อยคำที่อยากเอื้อนเอ่ยออกมาชัดแล้วผ่านทางสีหน้า นางใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวตอบ “สะใภ้หวัง ข้าคงต้องกล่าวกันตามตรง เด็กคนนั้นมีเจตนารมณ์แน่วแน่ว่าจะไม่แต่งเข้าตระกูลอื่น”
“ไม่เต็มใจอย่างนั้นสินะ?” มารดาของหวังเอ้อยาไม่ได้แปลกใจอะไร มากไปกว่านั้นนางยังถามอีกว่า “เช่นนั้นเจ้าได้บอกเขาแล้วหรือยังว่าตราบใดที่แต่งเข้าตระกูลข้า บ้านของข้าจะปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีเสมือนเป็นลูกชายร่วมสายเลือด”
แม่นางเหลียน “พูดแล้ว ข้าพูดทุกสิ่งมิได้บกพร่อง”
“ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ คงไม่อาจไตร่ตรองได้ดีภายในระยะเวลาอันสั้น” มารดาของหวังเอ้อหยายังคงไม่ยอมแพ้ “เอาเป็นว่าเจ้าเองก็ลองพูดคุยกับเขาอีกสักสองสามหน ข้ายินดีรอคอยคำตอบ เช่นนี้เป็นอย่างไร?”
“สะใภ้หวัง” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยความสับสนเล็กน้อย “ถึงอย่างไรครอบครัวของข้าก็ไม่ใช่พ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา เรื่องนี้ไม่อาจเกลี้ยกล่อมบังคับให้คล้อยตามได้ นอกเสียจากว่าเขาจะยินยอมเอง ไม่อาจข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
มารดาของหวังเอ้อยาเป็นคนมีเหตุผล ครั้นได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจ “สะใภ้รองกล่าวมีเหตุผลเช่นนี้ แต่…” นางเอ่ยกลั้วหัวเราะด้วยความเขินอาย “หากจะพูดไปก็เกรงเจ้าจะหัวเราะเยาะเอาได้ เอ้อยาของข้าอายุย่างเข้าสิบหกปีแล้ว หากยังรั้งรอต่อไปคงไม่พ้นกลายเป็นสาวเทื้อคาเรือน ข้าจะทำอย่างไรหากไม่อาจหาสามีให้นางได้ แม้แต่ท่านพ่อของนางหรือท่านปู่และท่านย่าต่างก็กังวลข้อนี้กันทั้งนั้น…”
“…”
มารดาของหวังเอ้อยาสืบเท้าไปข้างหน้าเพื่อจับมือแม่นางเหลียน จากนั้นจึงตัดสินใจกล่าวตามตรง “เช่นนั้นข้าวานให้เจ้าช่วยพูดคุยกับเขาอีกสักครั้ง หากเขาลำบากใจที่จะแต่งเข้าตระกูลข้า เช่นนั้นก็สามารถแยกเรือนออกไปเพียงลำพังก็ย่อมได้ วันข้างหน้าหากให้กำเนิดลูกก็ให้ลูกใช้แซ่เดียวกันกับเขาเสีย อีกอย่าง ข้ายินดีสร้างเรือนหลังใหม่ให้เขาและลูกสาวของข้าเป็นการเฉพาะ…”