ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 347 สะใภ้สาม
ตอนที่ 347 สะใภ้สาม
ตอนที่ 347 สะใภ้สาม
แม้นางเฉินจะอดอยากปากแห้งมาเป็นเวลาสองสามวันแล้ว ทว่าไขมันใต้ท้องแขนและรอบเอวกลับยังกลมกลึงไม่ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อพุ่งเข้าใส่แทบจะทำให้แม่นางเหลียนซวนเซจวนล้มลง
“โอ๊ย! สะใภ้สาม ทำอะไรของเจ้าน่ะ!?” แม่ม่ายเหลียวรีบก้าวเข้าไปประคองแม่นางเหลียน
“พี่สะใภ้รอง ท่านต้องตัดสินใจแทนข้านะ ข้าอาจทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปได้อีกแล้ว! ท่านดูสิ ดูเสียให้เต็มตาว่าเขาทุบตีข้าอย่างไรบ้าง?” นางเฉินไม่สนใจสายตาผู้ใดทั้งสิ้น นางทั้งฉีกทึ้งเสื้อผ้าของตนออกแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น
แม่นางเหลียนตะลึงงัน ถึงกระนั้นก็รีบเข้าไปจับมือนางเฉินไว้และช่วยนางปกปิดคอเสื้อที่เปิดกว้างเกินงาม ก่อนกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน “สะใภ้สาม เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ด้านหลังล้วนเป็นบุรุษที่กำลังทำงานอยู่ทั้งนั้น รีบแต่งตัวให้ดีเร็วเข้า!”
“ข้าไม่ใคร่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกแล้วพี่สะใภ้รอง ครอบครัวตระกูลหยุนต่างรังแก มองเห็นข้าเป็นเพียงทาสรับใช้! แม้แต่สัตว์เจ้าของยังอุตส่าห์ป้อนหญ้าให้เป็นอาหาร ทว่าสถานะของข้าตอนนี้เทียบกันกับลาโง่เขลาไม่ได้ด้วยซ้ำ…” นางเฉินไร้ยางอายไม่สงวนเนื้อหนังมังสาแม้แต่น้อย นางทรุดตัวลงนั่งกลางลานบ้าน ตบต้นขาเร่า ๆ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา ขณะคร่ำครวญเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ได้รับจากครอบครัวตระกูลหยุน
“พี่ใหญ่เป็นถึงขุนนาง ป่านนี้คงกินดื่มร่ำสุราอย่างเอร็ดอร่อย หลอกเอาสินสอดทองหมั้นของชิ่วเอ๋อไป ทิ้งคนเฒ่าคนแก่สองคนไว้ที่นี่ให้ข้าคอยปรนนิบัติ เขาช่างไร้จิตสำนึก ไม่ช้าก็เร็วกรรมย่อมสนองตอบ…”
“เจ้าสามหรือก็ไม่เอาไหน ครั้นไร้ความสามารถทั้งยังเกียจคร้านก็รังแต่จะข่มขู่ขูดรีดเอาทรัพย์สิน เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ใช้ข้าเป็นเครื่องระบายความโกรธ ข้าตื่นแต่เช้าตรู่มาคอยปรนนิบัติคนทั้งตระกูล ทำงานหนักลำบากลำบนนัก ข้าผิดหรืออย่างไร?!”
“พี่สะใภ้รอง ท่านต้องช่วยเหลือข้า…”
“สะใภ้สาม รีบลุกขึ้นเถิด มีเรื่องใดค่อยพูดค่อยจากันดี ๆ” แม่นางเหลียนยื่นมือออกไปฉุดดึงนางเฉินให้ลุกขึ้น ทว่าอีกฝ่ายไม่ต่างอะไรไปจากลูกตุ้มถ่วงน้ำหนัก สองขาเหยียดออก ก้นจ้ำเบ้า ไม่ว่าออกแรงเพียงใดก็ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้
“สะใภ้สาม อย่าสร้างปัญหาในบ้านของผู้อื่นเช่นนี้!” แม่นางเหลียนร้อนใจเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความอับอาย นางเป็นคนหน้าบางพอสมควร อย่าว่าแต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสก ๆ เลย ต่อให้เป็นเวลาไหน ตราบใดที่อีกฝ่ายยังตีโพยตีพายเช่นนี้ก็ล้วนน่าอับอายทั้งสิ้น
ทว่ายิ่งนาน นางเฉินกลับยิ่งห้ามปรามไม่ได้ ยิ่งเกลี้ยกล่อมเพียงใดก็ยิ่งเหิมเกริม ทั้งถีบขาไปมาทั้งตบมือเสียงดัง หนำซ้ำยังนอนเกลือกกลิ้งไปมากับพื้นหญ้าจนผมเผ้ายุ่งเหยิง เป็นภาพที่อัปลักษณ์น่ารังเกียจยิ่ง
แม่นางเหลียนกล่าวคำใดไม่ออก ได้แต่มองหน้าหยุนเชวี่ย
ส่วนหยุนเชวี่ยก็ส่งเสียงจึกจักในลำคอด้วยทำสิ่งใดไม่ได้เช่นกัน
“สะใภ้สาม เจ้าอย่าได้เดินเตร่เข้ามากล่าววาจาเหลวไหลที่นี่ หากเจ้าสามทุบตีเจ้าจริง เจ้าก็ควรไปพบสองผู้เฒ่าของตระกูลให้เป็นผู้ตัดสิน ครอบครัวรองแยกตัวออกมาอยู่อาศัยอย่างสันโดษแล้ว ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระของเจ้า!” แม่ม่ายเหลียวเท้าสะเอวพลางตวาดใส่
นางเฉินยิ่งร่ำไห้หนักขึ้น “สองผู้เฒ่านั่นไม่สนใจไยดีข้าสักนิด เห็นกับตาว่าเจ้าสามทุบตีข้าจนเกือบตายกลับไม่เปล่งเสียงใด ๆ ห้ามปรามสักคำ วันนี้หากไม่ใช่เพราะข้าวิ่งหนีออกมาเสียก่อนเห็นทีชีวิตคงหาไม่ เหตุใดพวกเขาถึงได้โหดร้ายกับข้าเพียงนี้ ฮือ ฮือ…”
สตรีอีกคนเห็นแล้วก็ให้นึกเวทนา นางขมวดคิ้วพร้อมกล่าวว่า “เจ้าอย่านั่งอยู่กับพื้นเลย ทำเช่นนี้สะใภ้รองจะลำบากใจเอาได้ หากมีสิ่งใดคับข้องใจค่อยพูดจากัน ต่อให้เจ้าสามเลวทรามเพียงใดเขาก็คงไม่กล้าฆ่าผู้ใดหรอก” กล่าวจบแล้วนางได้ยกเก้าอี้อีกตัวมาให้นางเฉิน
แม้พวกนางไม่ชอบพอในตัวนางเฉิน ทว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงด้วยกันย่อมเห็นอกเห็นใจ นางเฉินลุกขึ้นพลางปาดน้ำตาทิ้งไป จากนั้นความย่ำแย่ภายในตระกูลหยุนก็ถูกถ่ายทอดออกมาทีละเรื่อง
สมัยที่หยุนชิ่วเอ๋อยังอยู่ หยุนชิ่วเอ๋อก็รังแกนาง
สมัยหยุนลี่จงยังไม่ย้ายออกไป แม่นางจ้าวผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ก็จิกหัวใช้
นางไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีแม้สักครั้ง หนำซ้ำยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จำต้องอดทนทำงานเยี่ยงวัวและม้าคอยปรนนิบัติผู้เฒ่าทั้งสอง
ความลำเอียงของทั้งสองผู้เฒ่าเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่นานมานี้พวกเขาก็ยอมมอบสินสอดทองหมั้นของหยุนชิ่วเอ๋อและสมบัติที่สั่งสมมาทั้งชีวิตให้กับหยุนลี่จงไปทั้งหมด
หยุนลี่จงหรือก็ไร้ซึ่งมโนธรรม ประพฤติตนเยี่ยงหมาป่าตาขาว หลอกขูดรีดเอาเงินไปเสียจนหมด และทอดทิ้งพวกเขาให้อยู่ที่นี่ต่อไป
ส่วนเจ้าสาม นับตั้งแต่ผู้เฒ่าทั้งสองไม่ยินยอมมอบเงินให้อีกก็ใช้นางเป็นเครื่องระบายความโกรธแค้น เอาแต่ด่าทอและทุบตีนางอย่างรุนแรง
นางเฉินเล่าเรื่องไปพลางร้องโอดครวญไปพลางด้วยความคับข้องใจ น้ำตาไหลพรากผสมปนเปกับน้ำมูกและน้ำลาย ความขมขื่นที่พบพานไม่อาจระบายออกมาได้หมดสิ้นแม้ผ่านไปสามวันสามคืน ผู้คนที่ได้ฟังคำจากปากนางเฉินต่างถอนหายใจออกเป็นระยะ ทว่าในมือกลับยังไม่หยุดทำงานเพื่อไม่ให้ล่าช้า
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเที่ยงวัน อาหารพร้อมสรรพแล้ว ทว่านางเฉินกลับไร้วี่แววว่าจะขยับก้นลุกจากไป แม่เฒ่าหวังยื่นตะเกียบให้นางเฉิน ซึ่งนางเฉินก็ไม่คิดปฏิเสธแต่อย่างใด รีบรับมาคีบตักอาหารตรงหน้าทันที
“จุ๊จุ๊… อาหารจานนี้เลิศรสนัก น้ำมันเยิ้มเชียว กลิ่นหอมหวนเหลือเกิน!” นางเฉินกินอย่างตะกละตะกลามไร้มารยาท นางพยายามหมุนจานอาหารตรงหน้าไปมาเพื่อเลือกกินแต่เนื้อติดมันชิ้นใหญ่
“ทุกคนยุ่งอยู่กับการทำงานตลอดทั้งช่วงเช้า กินเสียให้เต็มที่ หากไม่พอยังมีในหม้ออีก” แม่ของอู๋ต้าหวังเชิญชวนด้วยความสุภาพ
นางเฉินได้ยินเช่นนั้นก็รีบยืดคอร้องตะโกนทันที “สะใภ้อู๋ สะใภ้อู๋ ช่วยตักเนื้อมาเพิ่มในจานนี้อีกหน่อยเถิด ขอขนมปังรังนกเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น ข้าหิวโหยเต็มทนแล้ว”
วันนี้มีชาวบ้านมาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแม่ของอู๋ต้าหวังจึงไม่อยากคิดเล็กคิดน้อย นางใช้ทัพพีใหญ่ตักอาหารเพิ่มลงในจานพลางอธิบาย “เนื้อหมูนี้เพิ่งถูกเชือดไปเมื่อวานนี้เอง พวกเจ้ากินให้มากไม่ต้องเกรงใจ”
นางเฉินวางตะเกียบพลางชักสีหน้า “สะใภ้อู๋ เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่ตักกะหล่ำปลีให้ข้า บ้านของเจ้าเลี้ยงหมูตั้งหลายสิบตัว ยังคิดเก็บเนื้อไว้ไม่แบ่งปันให้พวกข้าอีกหรือ? เร็วเข้า รีบตักเนื้อเพิ่มอีกหน่อยเถิด”
แม่ของอู๋ต้าหวังไม่ต้องการเสียหน้าท่ามกลางชาวบ้านที่มาช่วยงานที่บ้านของนางในวันนี้ นางจึงเพียรระงับอารมณ์ไม่พอใจและเลือกตักเนื้อหมูจากในหม้อเพิ่มลงในจานอีกหน่อย
ทันทีที่นางเฉินเห็นเนื้อชิ้นอ้วนที่เคลือบไปด้วยน้ำมันวาววับก็นัยน์ตาก็เป็นประกาย รีบยื่นมือไปหยิบจานอาหารมาไว้ตรงหน้าตนเอง ก่อนหยิบขนมปังรังนกขึ้นมาบิแกนตรงกลางออกก่อนคีบชิ้นเนื้อวางไว้เป็นไส้
“สะใภ้สาม…” แม่นางเหลียนรู้สึกลำบากใจ “เจ้ากินช้าลงหน่อยเถิด อาหารยังมีอีกมากมาย วางจานอาหารกลับไว้ตรงกลางโต๊ะเร็วเข้า ยังมีคนอื่นที่ต้องการกินมัน”
“อื้ม…” นางเฉินเพียงพยักหน้ารับทว่าไม่คิดดันจานอาหารออกห่างจากตัว ซ้ำยังคีบเนื้อชิ้นแล้วชิ้นเล่าโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
แม่นางเหลียนเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงยื่นมือออกไปหมายเลื่อนจานอาหารไปตรงกลางโต๊ะ แต่กลับถูกนางเฉินใช้มืออีกข้างรั้งขอบจานไว้ แล้วใช้มืออีกข้างคีบเนื้อชิ้นหนาขึ้นมาก่อนยัดเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งนางเลือกเนื้อในกะละมังไปได้มากกว่าเจ็ดถึงแปดส่วน นางเฉินถึงได้หยุดและหยิบขนมปังรังนกที่ใช้รักแร้หนีบไว้แต่แรกออกมาพร้อมยัดชิ้นเนื้อลงไป ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทั้งสายตาพะอืดพะอม หรือสายตาประหลาดใจ ริมฝีปากของนางเฉินมันวาวไปด้วยคราบน้ำมันโดยไม่คิดจะเช็ดออก
“พวกเจ้าอย่าได้หัวเราะเยาะข้าไปเลย…” นางเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นับตั้งแต่หยุนชิ่วเอ๋อและพี่ใหญ่จากไป บนโต๊ะอาหารในบ้านก็แทบไม่มีเนื้อสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น อาหารแต่ละมื้อจืดชืดยิ่งกว่าน้ำมูก ข้าหิวโซแข้งขาอ่อนเปลี้ยไปหมด ตระกูลอู๋เองก็ไม่ได้ขาดแคลนเนื้อสัตว์ ต่อให้ข้ากินเพิ่มอีกสักคำหรือสองคำก็คงไม่ขาดทุนอะไร ช่างอร่อยเสียจริง!”
แม่นางเหลียนผู้ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดีได้แต่เผยรอยยิ้มเจื่อน
ด้วยความที่เห็นแก่ใบหน้าของแม่นางเหลียน สตรีในหมู่บ้านหลายคนจึงไม่คิดปริปากตำหนิแต่อย่างใด ทว่ารู้สึกกระดากอายแทนจนใบหน้าแดงก่ำ นางเฉินกินอาหารอย่างตะกละตะกลามยิ่งกว่าบรรดาพวกผู้ชายที่ทำงานหนักเสียอีก
หลังจากกินอาหารไปได้ไม่ถึงครึ่งมื้อ เสียงเล็ก ๆ พลันดังขึ้นจากหน้าประตูรั้ว “ท่านแม่…”
เสียงนั้นแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงลูกแมวร้องเสียอีก ไม่มีผู้ใดได้ยินแม้แต่คนเดียว
เด็กหญิงบิดนิ้วมือของตนเองไปมาอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก ก่อนเปล่งเสียงเรียกอย่างขลาดเขลาอีกครั้ง “ท่านแม่…”
นางเฉินจับจ้องไปยังถ้วยจานใส่อาหารนานาชนิดบนโต๊ะอย่างไม่วางตา ขอเพียงเห็นว่าในจานมีเนื้อสัตว์อยู่ นางจะรีบหยิบตะเกียบไปคีบมันทันทีด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
แม่นางเหลียนซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งริมสุดหันหน้าไปมองตามเสียง เห็นว่าเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่มีผิวกายซีดเหลือง ร่างกายสวมใส่เสื้อผ้าเพียงชั้นเดียวยืนหลบอยู่หลังกรอบประตูโดยโผล่หน้าออกมาครึ่งหนึ่ง ทันทีที่ทั้งสองสบตากัน เด็กหญิงรีบก้มหน้างุดด้วยความตกใจ
“เซียงเอ๋อ? นั่นเซียงเอ๋อใช่หรือไม่?” แม่นางเหลียนแทบจดจำนางไม่ได้
“เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?” นางเฉินได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามโดยไม่หันไปมอง
“ท่านย่าสั่งให้ข้าออกมาตามหาท่าน” หยุนเซียงเอ๋อหลบอยู่ด้านนอกประตูลานบ้าน ไม่กล้าขยับเขยื้อนเข้ามาแม้แต่น้อย ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
“ตามหาแม่ด้วยเหตุใดกัน?” นางเฉินกลอกตาด้วยความเหนื่อยหน่ายแต่ยังกินไม่หยุดปาก
หยุนเซียงเอ๋อ “ให้ท่านรีบกลับไปทำอาหารเจ้าค่ะ”
“ฮึ่ม! ต้องการใช้งานจึงนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังมีข้าอยู่ ตอนที่ข้าถูกทุบตีเจียนตาย เหตุใดนางไม่เรียกหาข้าเช่นนี้บ้าง?” นางเฉินแค่นเสียงด้วยความขุ่นเคืองใจ “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าขาดข้าไปสักคนแล้วครอบครัวนั้นจะอดตาย!”
“แต่ท่านย่าสั่งให้ข้ามาเรียกท่าน” หยุนเซียงเอ๋อกล่าวซ้ำอีกครั้ง
“แม่ไม่กลับ หากแม่หวนกลับไปอีกครั้งพ่อของเจ้าได้ทุบตีแม่จนตายตกไปเป็นแน่” นางเฉินไม่สะทกสะท้านใด บั้นท้ายของนางตรึงแน่นยิ่งกว่าตะปู นางนั่งนิ่งอยู่ที่เก่าพลางยื่นตะเกียบออกไปคีบเนื้อชิ้นหนึ่งอย่างแม่นยำ
“ท่านย่ากล่าวว่า หากท่านไม่กลับไป จากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเหยียบเรือนอีก” หยุนเซียงเอ๋อมุดหน้าเข้าหากำแพงด้วยความอับอาย
นางเฉินได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแลบลิ้นเลียปากพร้อมกล่าว “ไม่กลับก็ไม่กลับ แม่ไม่ใคร่ปรนนิบัติพวกเขาอีกต่อไป ต่อให้อับจนหนทางเพียงใดก็แค่กลับไปเก็บเสื้อผ้าย้ายมาอยู่ที่เรือนของป้าสะใภ้รองของเจ้า!”
แม่นางเหลียนสะอึกทันที สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันใด
“สะใภ้สาม เจ้ารีบกลับเรือนไปเสียเถิด สามีภรรยาขัดแย้งกันอย่างไรก็ยังนอนร่วมเตียง แม้เจ้าไม่เห็นแก่ตนเองก็ควรเห็นแก่ลูก ๆ ของตนบ้าง ด้านนอกอากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ ดูซิ เซียงเอ๋อตัวสั่นสะท้านจะแย่อยู่แล้ว” แม่ม่ายเหลียวรีบเกลี้ยกล่อมนางเฉิน จากนั้นจึงหยิบขนมปังรังนกขึ้นมาสองชิ้นและยัดใส่มือหยุนเซียงเอ๋อ ก่อนลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน “ยายหนู รีบไปดึงท่านแม่ของเจ้าให้ลุกขึ้นเร็วเข้า”
หยุนเซียงเอ๋อยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน มือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งถือขนมปังรังนกไว้ ส่วนมืออีกข้างได้แต่บีบปลายนิ้วตนเองไปมาอยู่อย่างนั้น
นางเฉินเบะริมฝีปาก ยังคงใช้ตะเกียบพลิกหาเนื้อสัตว์ในจานอาหารต่อไป
“ลูกสาวของเจ้าอุตส่าห์มาเรียกแล้ว เจ้ารีบกลับไปเสีย หากเจ้าสามบันดาลโทสะขึ้นมาแล้วคิดหย่าร้างกับเจ้า แล้วลูกชายและลูกสาวของเจ้าจะทำอย่างไร? พวกเขาจะไม่กลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อหรอกหรือ?”
“ถูกแล้ว เจ้าตัดใจเสียแล้วกลับเรือนไปเถิด จะรอให้ฮูหยินเฒ่ามาเชิญเจ้าด้วยตนเองงั้นรึ?”
“ในบรรดาพวกเรามีใครบ้างที่ไม่ได้ปรนนิบัติคนเฒ่าคนแก่รวมถึงคนทั้งตระกูล? ทุกครัวเรือนล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น… อดทนต่อไปอีกไม่กี่ปีให้ลูกชายแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านก็ถือว่าหมดภาระแล้ว…”
“ดูอย่างเสี่ยวส้วยเอ๋อและท่านแม่ของนางสิ ชีวิตรันทดสาหัสอย่างไรบ้าง? พวกนางไม่มีแม้แต่บ้านดี ๆ ให้อาศัยอยู่ด้วยซ้ำ ทว่าเผยเล่าอู่กลับแต่งภรรยาใหม่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เจ้าควรเรียนรู้ความลำบากจากนาง มิใช่ลอกเลียนแบบให้ตนเองเป็นทุกข์”
บรรดาสตรีในหมู่บ้านต่างพากันเกลี้ยกล่อม แม้แต่แม่นางเหลียนก็กล่าวขึ้นบ้าง “สะใภ้สาม ใช่ว่าข้าไม่สงสารเห็นใจเจ้า เพียงแต่บ้านของข้าแยกครอบครัวออกมาแล้ว หากเจ้าตัดสินใจหย่าร้างก็นับว่าเป็นเพียงอดีตน้องสะใภ้ ฉะนั้นจะย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของข้าได้อย่างไร? ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”
ในที่สุดนางเฉินก็ยอมละสายตาจากจานอาหารตรงหน้า นางหันไปมองแม่นางเหลียนแวบหนึ่ง แม่นางเหลียนขมวดคิ้วมุ่น ริมฝีปากเม้มแน่น แสดงท่าทีปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะไขว่คว้าครอบครัวของนางเป็นที่พึ่งอีกครั้ง
“เป็นเจ้าก็พูดง่ายน่ะซี หากข้าย้อนกลับไปแล้วเจ้าสามบ้าคลั่งทุบตีข้าขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?” ตัวนางเฉินเองก็พอจะตระหนักดี ต่อให้แม่นางเหลียนมีน้ำใจไมตรี ถึงอย่างไรลูกสาวคนรองของอีกฝ่ายคงไม่มีวันยอมให้นางเข้าไปพำนักร่วมชายคาเป็นแน่
“ไม่ว่าน้องสามจะอารมณ์ร้ายเพียงใด เขาก็ไม่อาจทุบตีเจ้าอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ” แม่ม่ายเหลียวกล่าวเสริม “หากครั้งหน้าเขาอาละวาดขึ้นมาอีก เจ้าก็อย่าได้ใส่ใจเขา อย่าผสมโรงให้เขายิ่งเกิดโทสะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะทุบตีเจ้าจนถึงตายได้”
ถึงกระนั้นนางเฉินก็ยังไม่เต็มใจจะกลับไปเท่าไรนัก เหตุผลหลักคือนางยังไม่อิ่มกับอาหารในจานตรงหน้า
สตรีอีกคนเห็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจวางตะเกียบลงพร้อมลุกขึ้นยืนเพื่อฉุดรั้งแขนนางเฉินให้เดินออกไป “ไปเถิด เจ้าจะกลัวอะไร? พวกเราจะตามไปส่งเจ้าที่ประตูเรือนเอง ดูซิว่าเจ้าสามจะกล้าทำตัวกร่างต่อหน้าพวกข้าหรือไม่?”