ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 359 ร่ำไห้ด้วยความโกรธขึ้ง
ตอนที่ 359 ร่ำไห้ด้วยความโกรธขึ้ง
ตอนที่ 359 ร่ำไห้ด้วยความโกรธขึ้ง
ความกราดเกรี้ยวของแม่นางเหลียนเริ่มจางหายไป ทันทีที่แม่นางเฉินเดินจากไป น้ำตาแห่งความโกรธเคืองของนางก็พรั่งพรูออกมา
อาหารที่เตรียมไว้ถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะ ทว่าพวกเขาไม่มีความอยากอาหารแม้แต่น้อย
“เหตุใดนางจึงพูดเช่นนั้น ข้าไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อตระกูลหยุนเลยสักครั้ง เหตุใดนางจึงไม่ยอมรับข้า…” ตั้งแต่แยกเรือนออกมา แม่นางเหลียนก็ไม่เคยร้องไห้อีก ดังนั้นครั้งนี้นางจึงร้องไห้จนดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ น่าเวทนายิ่งนัก
“ท่านย่าก่อเรื่องได้ทุกวัน ไม่ช้าก็เร็วนางต้องตายเพราะคำพูดของตนเองแน่” หยุนเชวี่ยพึมพำพลางหยิบตะเกียบขึ้นแล้วคีบอาหารใส่ชาม “ท่านแม่ ยิ่งนางทำตัวเยี่ยงยักษ์มารมากเท่าไร พวกเราก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ขอเพียงอย่าทำให้นางย่ามใจ เราจะต้องทำให้นางโมโหจนอกแตกตายไปเอง”
“เชวี่ยเอ๋อ อย่าพูดจาเหลวไหล” หยุนเยี่ยนเป็นคนมีเหตุผลและหนักแน่น แม้แม่เฒ่าจูจะเป็นคนแก่ที่ไม่น่านับถือ แต่ผู้เยาว์ไม่ควรอกตัญญู หากวันใดตกที่นั่งลำบาก ต่อให้มีเหตุผลมากมายก็ไม่สามารถนำมาลบล้างได้
“นางแอบยุยงให้ท่านพ่อของเราหย่าขาดกับท่านแม่ ข้าเพียงพูดเพื่อคลายความโกรธ” หยุนเชวี่ยแค่นเสียง “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหญิงเฒ่าถึงผลักไสเรายิ่งนัก นางคงแทงข้างหลังพวกเรามาตลอด”
“เชวี่ยเอ๋อ นางเป็นย่าของเจ้านะ เจ้าเรียกนางเช่นนั้นไม่ได้ หากชาวบ้านได้ยินเข้าจะไม่งาม…” แม่นางเหลียนเช็ดน้ำตาพลางสะอื้นไห้ไม่หยุด
“เจ้าค่ะ ๆ ๆ นางแก่ชราแค่อายุ แต่ความคิดกลับถอยหลังทุกวัน” หยุนเชวี่ยรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน แก่แล้วจึงไม่มียางอายรึ? ไยผู้เยาว์ถึงไม่สามารถตำหนินางได้เล่า?
แม่นางเหลียนกำชับอย่างเด็ดขาด “เชวี่ยเอ๋อ ห้ามพูดคำเหล่านี้ให้พ่อของเจ้าได้ยิน…”
“รับทราบเจ้าค่ะ ท่านยังจะหักขาของข้าแล้วแขวนไว้บนคานอยู่หรือไม่?” หยุนเชวี่ยตักข้าวเข้าปากสองคำด้วยความโกรธขึ้งก่อนสำลักข้าวอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นนางพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่หยุนลี่เต๋อหลบมุมไปร้องไห้อยู่ที่หลังบ้านอย่างเงียบ ๆ
ท่านคงไม่ไขว้เขว ใช่หรือไม่? เขาจะทิ้งภรรยาผู้แสนดีไปแต่งงานใหม่กับหนูตระกูลอื่นตามคำยุแยงของแม่เฒ่าจริง ๆ หรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง นางคงจะต้องกระอักเลือดออกมาเป็นแน่
“เจ้าอย่ากล่าวโทษพ่อของเจ้าเลย…” ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งน้ำเนื้อต่ำใจ น้ำตาของแม่นางเหลียนไหลอาบใบหน้า “เขาต้องปฏิเสธแน่ คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ พ่อของเจ้าเป็นคนดี เขาไม่มีทางทอดทิ้งพวกเรา…”
“หึ…” หยุนเชวี่ยเบ้ปากอย่างดูแคลน “ใครจะทอดทิ้งก็ทิ้งไปสิ ต่อให้เขาทิ้งท่านแม่แล้วไปแต่งงานกับสตรีผู้มั่งคั่ง พวกเราไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ข้าสามารถทำให้ชีวิตของท่านดีกว่านี้ได้อีก…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของหยุนเชวี่ย แม่นางเหลียนก็ยิ่งโศกเศร้า นางร้องได้จนน้ำตาและน้ำมูกไหลย้อยออกมา “พ่อของเจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้น เขาไม่ได้มีนิสัยเช่นนั้นจริง ๆ เหตุใดเจ้าที่เป็นลูกสาวจึงไม่เชื่อใจเขา…”
หยุนเชวี่ย…
หยุนเยี่ยนใช้ข้อศอกกระทุ้งร่างของน้องสาว “เจ้าอย่าพูดให้มากความ ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ วันที่แสนยากลำบากของพวกเราผ่านพ้นไปแล้ว ท่านพ่อไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่”
แม่นางเหลียนเช็ดคราบน้ำตาพลางสูดน้ำมูกที่ไหลย้อยพร้อมกับพยายามกลั้นสะอื้น
“ท่านแม่” ก่อนที่หยุนเยี่ยนจะกล่าวต่อ หยุนเชวี่ยก็โพล่งออกมาเสียก่อน “หากท่านแม่เชื่อใจท่านพ่อจริง แล้วไยจึงร้องไห้เล่า?”
“แม่ไม่ได้ร้องไห้เพราะพ่อของเจ้า… ฮือ ฮือ ฮือ… แม่ร้องไห้เพราะน้อยเนื้อต่ำใจ… แม่แต่งงานเข้ามาในตระกูลหยุนร่วมสิบห้าปี ไม่เคยขัดใจย่าของเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว ปรนนิบัติพวกเขาราวกับพ่อแม่แท้ ๆ ทุกประการ แต่เพราะเหตุใด… เพราะเหตุใดย่าของเจ้าถึงไม่ยอมรับแม่…” แม่นางเหลียนพยายามสงบจิตใจอย่างสุดกำลัง ทว่าสุดท้ายนางก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง
หยุนเยี่ยนมองหยุนเชวี่ยอย่างจนปัญญา สายตานั้นสามารถสื่อความหมายว่า ‘ข้าขอร้องล่ะนะ ทำตัวเป็นเด็กดีบ้างและหยุดพูดได้แล้ว ข้าต้องการให้เจ้าปลอบประโลมท่านแม่ ไม่ใช่ให้เจ้าโรยเกลือลงในบาดแผลของนาง’
หยุนเชวี่ยยักไหล่ด้วยความไร้เดียงสาก่อนตักข้าวเข้าปากอย่างเงียบ ๆ ‘ข้าไม่พูดแล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรอีกต่อไป’
ในใจของหยุนลี่เต๋อกระวนกระวายยิ่งนัก เขาร่วมดื่มสุรากับอู๋ถูหู่เพียงสองจอกจึงขอตัวกลับ เมื่อมาถึงเรือน เขาก็เห็นว่าแม่นางเหลียนร้องไห้จนสลบไป คิ้วเรียวขมวดมุ่น ในขณะที่ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
“เหตุใดนางจึงงีบหลับตอนนี้เล่า?” เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ พลางรินน้ำใส่แก้ว
หยุนเยี่ยนกำลังเย็บผ้าอยู่ด้านข้างเหลือบมองบิดาแวบหนึ่ง จากนั้นนางจึงเก็บเข็มและด้ายใส่ในตะกร้าก่อนเดินจากไป
หยุนลี่เต๋อเผยสีหน้างุนงงขณะที่ลำคอหนาของเขาแดงก่ำเพราะพิษของสุรา
ภายในห้องนอนห้องเล็ก
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว” หยุนเยี่ยนกล่าว
“ได้ยินแล้ว” หยุนเชวี่ยเงยหน้าพลางหรี่ตามองพี่สาว แม้จะปากจะบอกว่าตนรู้ดีว่าบิดาไม่ใช่คนที่สามารถทอดทิ้งภรรยาและลูกได้อย่างไม่แยแส แต่ใบหน้ายังคงปรากฏคำว่า ‘ไม่สบอารมณ์’ อย่างชัดเจน
หยุนเยี่ยนเบ้ปาก “ดื่มสุราอย่างสบายใจเลยสินะ” มารดาของนางถูกรังแกอยู่ที่บ้าน ทว่าบิดาของนางกลับดื่มสุราอย่างมีความสุขอยู่ข้างนอกบ้าน ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ
“เขาเมาสุราหรือไม่?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“ไม่ถึงขั้นเมาไม่มีสติ เพียงแต่ท่านพ่อจะตอบช้าและพูดไม่ชัดราวกับคนลิ้นไก่สั้นเท่านั้น” หยุนเยี่ยนกล่าวอย่างไม่พอใจ
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้น “เข้าทาง สุราทำให้คนใจกล้าขึ้น” หลังจากพูดจบ นางก็หยิบรองเท้าผ้าขึ้นสวมแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนใหญ่
หยุนเยี่ยน “เจ้าจะทำอะไร?”
หยุนลี่เต๋อรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย ขณะที่กำลังเอนกายพิงหัวเตียงเพื่อพักผ่อน เขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู หยุนเชวี่ยชะโงกหน้าเข้ามาในห้องนอนพลางกล่าวคำเบา “ท่านพ่อ ออกมาหาข้าหน่อยสิเจ้าคะ”
“มีอะไรรึ?”
“ออกมาก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก”
หยุนลี่เต๋อใช้มือข้างหนึ่งยันกับข้างเตียงเพื่อลุกขึ้นนั่ง เท้าทั้งสองข้างของเขาแกว่งไปมาก่อนสวมรองเท้าอย่างเชื่องช้า
“มีเรื่องอะไรกัน ไยต้องออกมาพูดข้างนอก?”
“ตอนเที่ยงท่านอาสะใภ้สามมาที่นี่ นางบอกว่าท่านกำลังจะหย่ากับท่านแม่”
หยุนเชวี่ยกล่าวออกเพียงคำเดียว ใบหน้าดำคล้ำของหยุนลี่เต๋อก็ซีดเผือดไร้เลือดฝาดทันที เขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าวและไม่สามารถยืนอย่างมั่นคงได้
“ท่านแม่ร้องไห้จนสลบไป ทั้งยังบอกอีกว่าพรุ่งนี้จะไม่รบกวนเวลาเขียนเอกสารหย่าของท่านพ่อ นางจะหอบผ้าห่มมานอนห้องนอนเล็กกับพวกข้า”
หยุนลี่เต๋อพูดไม่ออก
เขาอึ้งงันไปครู่หนึ่งก่อนหมุนตัวและเดินกลับเข้าไปในห้อง หยุนเชวี่ยรีบดึงแขนของบิดาเอาไว้ “ท่านแม่ร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งบ่ายจนอ่อนเพลีย หมดแรงจะเอื้อนเอ่ยคำใด ท่านพ่อปล่อยท่านแม่ให้พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ารบกวนนางเลย”
“เชวี่ยเอ๋อ เยี่ยนเอ๋อ…”
หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่วนหยุนเยี่ยนที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตั้งแต่เมื่อไรยืนกะพริบตาปริบ ๆ ขณะที่ขอบตาแดงระเรื่อ
เดิมทีหยุนลี่เต๋อไม่ใช่คนช่างเจรจา เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาจึงยิ่งลนลาน “ย่าของเจ้าพูดเช่นนั้นจริง แต่พ่อไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอม พ่อไม่ต้องการอะไรแล้ว พ่อไม่อาจทิ้งแม่และพวกเจ้าไว้เพียงลำพัง พ่อ…”
หยุนลี่เต๋อไม่อาจสรรหาคำพูดสวยหรูมาปลอบประโลมลูกสาว เขารู้สึกร้อนใจจนใบหน้าอันซีดเผือดกลายเป็นสีม่วง
หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองบิดา “ท่านพ่อเชื่อฟังท่านย่าเสมอ”
หยุนลี่เต๋อมีรูปร่างกำยำและสูงใหญ่ ทว่าขณะนี้เขากำลังเผยท่าทีราวกับเด็กน้อยผู้มีความผิด “ไม่อีกต่อไป ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม…”
“ท่านบอกพวกข้าแล้วจะมีประโยชน์อันใด” หยุนเชวี่ยยังคงเผยสีหน้าเฉยเมย
หยุนลี่เต๋อขบกรามพลางเดินออกไปนอกลานบ้าน “ข้าจะไปบอกย่าของเจ้า!”
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วสองก้านธูป หยุนลี่เต๋อก็กลับมาจากเรือนหลังเก่าของตระกูลหยุน แม้จะมีสีหน้าไม่สู้ดีหนัก ทว่าเขาก็รู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาอันหนักอึ้งออกจากอก เสียงฝีเท้าของเขาจึงแผ่วเบายิ่งกว่าเดิม
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ดวงตาของแม่นางเหลียนยังคงแดงก่ำ ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดออกมา
เช้าวันถัดมาสองสามีภรรยาก็กลับมารักใคร่กันเช่นเดิมเหมือนว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น หยุนลี่เต๋อวางแผนจะใช้โอกาสนี้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่าสักสองครั้งก่อนที่หิมะจะตกหนัก แม่นางเหลียนจึงกำชับให้เขาสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ และกลับบ้านก่อนตะวันตกดิน
สองวันถัดมา หิมะตกหนักดังคาด
ท่ามกลางคืนที่เงียบสงัด พายุหิมะโปรยปรายลงบนพื้นอย่างไม่ขาดสาย มันคือช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดในรอบปีสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชาวบ้านที่ว่างงานมักจับกลุ่มนินทาเป็นประจำ ส่งผลให้เวลาในแต่ละวันผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่เกิดเรื่อง ‘หย่า’ แม่นางเหลียนก็ไปยังเรือนหลังเก่าเพื่อดูแลผู้เฒ่าหยุนเพียงครั้งเดียว ซึ่งนางใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่ถึงหนึ่งชั่วก้านธูป มันคงเป็นไปไม่ได้หากนางจะปฏิเสธว่าไม่ได้โกรธเคืองแม่เฒ่าจู
แม่นางเหลียนยังคงกตัญญูดังเดิม นางคอยทำอาหารอร่อย ๆ ให้พวกเขาเสมอ และไม่เก็บคำพูดว่าร้ายในอดีตของสองสามีภรรยามาคิดแค้น ทั้งยังตระเตรียมของไว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนให้แก่พวกเขาอีกด้วย
หยุนลี่เต๋อรู้ว่าตนเองเป็นต้นเหตุจึงไม่กล้ากล่าวคำใด
แม่เฒ่าจูยังคงอารมณ์แปรปรวนและมักด่าทอผู้อื่นอยู่เสมอ ส่วนอาการเจ็บป่วยของผู้เฒ่าหยุนไม่ค่อยดีขึ้นนักและที่สำคัญคือพลังกายของเขาถดถอยลง สภาพร่างกายเสื่อมถอย ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำพูดได้ เอาแต่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ยอมเดินไปมาตามคำแนะนำของหมอ
หยุนลี่เต๋อจึงต้องเดินทางไปเฝ้าไข้บิดาทุกวัน ผู้เฒ่าหยุนมักจับมือหยุนลี่เต๋อพลางส่งสายตาถามเขาว่าบุตรชายคนโตเขียนตอบจดหมายหรือยัง
“ไม่มีขอรับ ท่านพ่อ ตอนนี้หิมะตกหนัก ข้าเกรงว่าขบวนเกวียนที่ใช้ขนส่งจดหมายจะเดินทางล่าช้า พวกเราคงต้องรอต่ออีกสองสามวัน พี่ใหญ่เป็นเจ้าเมืองอยู่นั่น เขาคงต้องกำลังยุ่งจนหัวหมุนแน่นอนขอรับ” หยุนลี่เต๋อกล่าวปลอบใจบิดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากเกลี้ยกล่อมผู้เฒ่าหยุนสำเร็จ แม่เฒ่าจูก็โวยวายว่าเขาเป็นลูกอกตัญญู พาลกล่าวหาว่าแม่นางเหลียนเป็นนังแพศยายุยงให้แม่ลูกผิดใจกัน แต่อีกประเดี๋ยวก็คร่ำครวญว่าตนไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา คงจะต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยว
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งเดือน หยุนลี่เต๋อก็จนใจกับการกระทำของมารดา เขาจำต้องสูดหายใจเข้าลึกทุกครั้งก่อนเข้าไปในเรือน ในสายตาของเขาใบหน้าของแม่เฒ่าจูบูดบึ้งและใจร้ายจนไม่อยากจะมอง
ใกล้วันตรุษจีนแล้ว ยังคงไร้ข่าวคราวของหยุนลี่เซียวราวกับเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
แม่นางเฉินและลูก ๆ ยิ่งลำบากใจมากกว่าเดิม เนื่องจากแม่เฒ่าจูไม่สามารถควบคุมบุตรชายคนรองให้ทำทุกอย่างได้ดั่งใจอีกต่อไป นางจึงมุ่งเป้าไปที่ครอบครัวของสะใภ้สามมากขึ้น ทว่าคำด่าทอเหล่านั้นไม่ระคายเคืองหูลูกสะใภ้แม้แต่น้อย แม่เฒ่าจึงลงโทษให้นางอดอาหารพร้อมกล่าวว่าเททิ้งให้สัตว์ยังดีกว่าเหลือให้นางกิน
แม่นางเฉินไม่กล้าขัดขืน เพราะหากจากเรือนตระกูลหยุนไป นางจะไม่มีแม้แต่บ้านเพื่อบังลมกันฝน
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ทว่าข้างนอกมีลมกระโชกแรงส่งผลให้กองหิมะที่อยู่บนหลังคาตกลงมา
แม่นางเหลียนหิ้วเนื้อไก่ป่าสองตัวและขนมหวานสองห่อ สั่งให้หยุนเชวี่ยเตรียมผักดองหนึ่งไหเพื่อส่งให้แก่ตระกูลเฟิง
“บัณฑิตน้อยสอนเสี่ยวอู่ให้อ่านออกเขียนได้ เขาคงต้องลำบากมากแน่ ๆ แต่กลับไม่เก็บเงินแม้แต่เหรียญเดียว พวกเราต้องตอบแทนบุญคุณของเขา” แม่นางเหลียนกระชับของในมือ “เจ้าคิดว่าของเหล่านี้น้อยเกินไปหรือไม่?”
“ท่านแม่ ไยท่านจึงเรียกพี่สือยวินว่าบัณฑิตน้อยล่ะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยถาม
“เป็นเพราะว่าแม่นับถือเขาอย่างไรล่ะ แม่เรียกอย่างนี้ไม่ได้หรือ?” แม่นางเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บ้านเรามีสุราเหลืออยู่หรือไม่ เอามันออกมาเร็ว”
หยุนเชวี่ยกล่าวตอบ “ท่านพ่อจะเก็บไว้ดื่มในช่วงเทศกาลตรุษจีนเจ้าค่ะ”
“อ้อ หากพ่อของเจ้าอยากดื่มก็ให้เขาเข้าเมืองไปซื้ออีกรอบสิ รีบไปเอามาเร็วเข้า” แม่นางเหลียนเร่งเร้า “พวกเราต้องนำของเหล่านี้ไปตอบแทนเขา ฉะนั้นจะตระหนี่ไม่ได้”
“ใช่ ๆ ทำตามที่แม่ของเจ้าบอกเถิด เราสามารถซื้อใหม่ได้” หยุนลี่เต๋อกล่าวเสริม
แม่นางเหลียนง่วนอยู่กับการเตรียมของแทนคุณอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนหันมองสามีแวบหนึ่งพลางกล่าวว่า “จริงสิ วันนี้ท่านไม่ไปเยี่ยมท่านพ่อหรือ?”