ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 367 นักต้มตุ๋นมักคิดว่าผู้อื่นโง่เขลา
ตอนที่ 367 นักต้มตุ๋นมักคิดว่าผู้อื่นโง่เขลา
ตอนที่ 367 นักต้มตุ๋นมักคิดว่าผู้อื่นโง่เขลา
อันที่จริงแล้วการเห่าเหมือนหมาไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าแต่อย่างใด ทว่าที่รู้สึกขายหน้าก็เพราะเจ้าคนคนนี้ที่พยายามยั่วอารมณ์โทสะของหยุนเชวี่ย ทำให้นางเผลอพูดคำหยาบออกมามากมาย ตอนนี้ใบหน้าของนางบวมเป่ง
เขาต้องจงใจทำเช่นนี้เป็นแน่
หยุนเชวี่ยโยนตัวหมากในมือทิ้งไป ก่อนถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธเคือง
“ข้าเกลียดการรังแกเด็กหญิงตัวน้อยเป็นที่สุด” สืออีเอนหลังพิงกำแพงใช้หางตาเหลือบมองนาง “เช่นนั้นก็ลืมการเดิมพันในครั้งแรกไปเสีย ในเมื่อเจ้ายอมแพ้ก็ให้เรียกข้าว่าพี่สืออี เช่นนี้เป็นอย่างไร?”
ปากก็พูดว่า ‘ไม่อยากรังแกเด็กหญิงตัวน้อย’ แต่ดูจากท่าทางแล้วเห็นได้ชัดว่าเขาสามารถ ‘รังแกได้อย่างสบาย ๆ และยังจะรังแกในครั้งต่อไปอีกด้วย’
หยุนเชวี่ยได้แต่มองค้อนเขาเป็นร้อยรอบ แต่แล้วนางกลับนิ่งเงียบไม่พูดพร่ำทำเพลงและลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ ผลักประตูห้องให้เปิดออก แล้วเดินตรงไปยังเพิงสุนัขของต้าหวงด้วยความเด็ดเดี่ยว
สืออีกระชับผ้าห่มให้คลุมห่อลำตัวไว้ขณะเดินตามไปเอนตัวพิงกรอบประตู “แม่สาวน้อยผู้นี้ดื้อรั้นเสียจริง พี่สืออีของเจ้าไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียหน่อย…”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนกำลังพูดคุยกันอยู่ในเรือนใหญ่ เมื่อได้ยินเสียงจากข้างนอกจึงเปิดหน้าต่างมองออกไป เห็นเพียงลูกสาวคนรองของตนที่ไม่อาจล่วงรู้ว่าโดนลมใดพัดเข้าร่างอีก นางกำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่ข้างเพิงสุนัขของต้าหวง หนึ่งคนหนึ่งสุนัขร้อง ‘โฮ่ง โฮ่ง!’ เป็นเสียงเดียวกัน
ต้าหวง “โฮ่ง โฮ่ง!”
หยุนเชวี่ย “โฮ่ง โฮ่ง!”
ต้าหวงกระดิกหางขึ้นลงอย่างมีความสุข คิดว่าเจ้านายกำลังเล่นหยอกล้อกับมัน ขณะที่หยุนเชวี่ยพลิกตัวเตรียมที่เตรียมจะลุกขึ้นนั้น มันกลับกระโจนเข้ามาแลบลิ้นเลียใบหน้าของนางอย่างรักใคร่
หยุนเชวี่ยแทบอยากร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา นางใช้มือปัดป้องอย่างโกลาหล “ต้าหวง! อย่าสร้างปัญหา อย่าสร้างปัญหา!”
ต้าหวง “โฮ่ง โฮ่ง!”
แม่นางเหลียนหันไปส่งสายตาให้หยุนลี่เต๋อ ทั้งสองมองไปยังกระท่อมอีกด้านหนึ่ง เห็นสืออีกำลังจ้องมองเด็กหญิงและสุนัขกอดรัดฟัดเหวี่ยงเล่นกันอยู่ในลานบ้าน แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ลูกสาวของเรา…” แม่นางเหลียนหุบยิ้มไม่ได้ “นับว่าโชคดีนักที่มีคนรับนิสัยของนางได้”
หยุนลี่เต๋อกลับรู้สึกสับสน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
แม่นางเหลียนกลอกตามองไปมาระหว่างสืออีและหยุนเชวี่ย “นี่ท่านมองไม่ออกหรือ?”
หยุนลี่เต๋อ “ว่าอย่างไรนะ?”
“เห็นทีบอกท่านไปก็คงเปล่าประโยชน์” แม่นางเหลียนกลอกตาใส่เขาก่อนรวบชายเสื้อและหยัดกายลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปก่อไฟปรุงอาหารแล้ว”
หยุนลี่เต๋อคิดไม่ออกอยู่พักใหญ่ เขาจึงเดินตามภรรยาเข้าไปในห้องครัวเพื่อขอคำชี้แนะ เพิ่งทำการก่อไฟเสร็จก็ได้ยินเสียงเอ้อหลางตะโกนขึ้นจากด้านนอก “ท่านลุงรอง ท่านลุงรองอยู่บ้านหรือไม่ขอรับ?”
“เอ้อหลาง เข้ามาในบ้านเร็วเข้า” หยุนลี่เต๋อถือฟืนไว้ในมือพลางเอ่ยทักทาย “ขึ้นไปนั่งรอที่ห้องโถงก่อน อาสะใภ้ของเจ้ากำลังทำอาหารอยู่พอดี นางกำลังตุ๋นเคี่ยวขาหมูอยู่ในหม้อ จวนเที่ยงแล้วมากินข้าวด้วยกันเสียเถิด”
“ไม่เป็นไรขอรับท่านลุงรอง” เอ้อหลางยืนรออยู่นอกเรือนไม่คิดเข้ามาแต่อย่างใด “ท่านปู่ให้ข้ามาเรียกท่านลุงรองขอรับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยุนลี่เต๋อจางหายไปโดยพลัน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามว่า “หลายวันมานี้ท่านปู่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยังคงทรงตัวเช่นเดิมขอรับ” เอ้อหลางตอบตามตรง “เขานอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน ไม่ยอมก้าวขาลงเดิน บางครั้งข้าเองก็ไม่อาจคาดเดาคำพูดที่เขาต้องการจะสื่อ สองวันมานี้อารมณ์โดยรวมยิ่งแย่ลงไปอีก”
หยุนลี่เต๋อถือฟืนไว้ในมือพลางหลุบตาลงอย่างลังเล แต่แล้วก็ตัดสินใจกล่าวออก “ฝากเจ้ากลับไปบอกท่านปู่ของเจ้าด้วยว่าช่วงนี้อารองยุ่งมากจึงไม่มีเวลาไปพบเขา ให้เขาดูแลร่างกายให้ดี เจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ หากอาหารพร้อมแล้วก็แบ่งนำกลับไป”
“ท่านลุงรอง…”
หยุนลี่เต๋อเพียงโบกมือแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว
เอ้อหลางเม้มริมฝีปาก ไม่ได้เดินเข้าไปรอในบ้านตามคำเชิญ เขายืนรั้งรออยู่พักหนึ่งจึงเดินจากไป
“เอ้อหลาง เอ้อหลาง?” แม่นางเหลียนรีบวิ่งตามออกไปพร้อมตะโกนเรียกตามหลังถึงสองครั้ง ทว่าเขาเพียงหันกลับมาส่งยิ้มให้แม่นางเหลียนแล้วเร่งฝีเท้าวิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว
“เด็กคนนี้นี่อย่างไรกัน…” แม่นางเหลียนดึงผ้ากันเปื้อนมาเช็ดมือ จากนั้นจึงหันไปมองหยุนลี่เต๋ออีกครั้ง “ท่านจะไม่กลับไปเยี่ยมท่านพ่อจริงหรือ?”
หยุนลี่เต๋อไม่ปริปากตอบกลับได้แต่ส่ายหน้า จากนั้นจึงเติมฟืนเข้าไปในกองไฟ เปลวไฟที่ลุกโชนทำให้ใบหน้าดำคล้ำของเขาสว่างเรืองขึ้น เผยให้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและจนปัญญาอย่างยากจะอธิบาย
จนกระทั่งผ่านมาถึงวันที่ห้าหลังจากวันปีใหม่ เอ้อหลางถึงวาระเดินทางกลับเข้าเมือง ส่วนหยุนลี่เต๋อก็ไม่คิดกลับไปเยี่ยมเยียนยังบ้านหลังเก่าตระกูลหยุน แม่นางเหลียนพอมองออกว่าครั้งนี้เขาไม่พอใจอย่างแท้จริง
เช้าตรู่วันที่ห้าหลังขึ้นปีใหม่ แม่นางเหลียนเห็นเอ้อหลางกำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้านจึงรีบตะโกนเรียกเขาไว้เสียก่อนจากนั้นจึงยัดห่อผ้าให้เขา ซึ่งเอ้อหลางก็ได้แต่ปฏิเสธตามสัญชาตญาณ “อาสะใภ้รอง นี่…”
“ในห่อผ้านั้นคือเสื้อคลุมกันหนาว ตัดเย็บขนาดให้พอดีกับเจ้าแล้ว รีบรับเอาไปเถิด ออกเดินทางเพียงคนเดียวอย่าปล่อยให้ร่างกายหนาวเย็น” แม่นางเหลียนสังเกตเห็นสีหน้าของเขาจึงยกยิ้มพลางเอ่ยถาม “เจ้าเป็นอะไรไปรึ? ไม่เต็มใจกลับเข้าเมืองหรืออย่างไร?”
เอ้อหลางส่ายหน้าพลางยิ้มเจื่อน จากนั้นจึงรับห่อผ้ามาพร้อมกล่าวออก “ขอบคุณท่านอาสะใภ้รอง”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” แม่นางเหลียนหันกลับไปและเห็นว่าหยุนลี่เต๋อกำลังเดินตรงมาทางนี้ “อารองของเจ้าก็มาส่งเจ้าด้วยเช่นกัน”
หยุนลี่เต๋อถือไก่ฟ้าหมักสองตัวและเนื้อหมูหนึ่งชิ้นอยู่ในมือ ก่อนยื่นให้เอ้อหลางพร้อมกล่าวกำชับ “รับไว้เสีย นำไปให้เจ้านายของเจ้า”
เอ้อหลางยังยืนนิ่งพลางกระชับห่อผ้าสัมภาระบนหลัง
“รับไปเถิด กลับบ้านช่วงวันตรุษปีใหม่ทั้งทีไม่ควรกลับไปทำงานมือเปล่า” หยุนลี่เต๋อกล่าว “ตั้งใจเรียนรู้งานกับอาจารย์ของเจ้าให้ดี ขยันหมั่นเพียรเสาะหางานทำ อย่าได้เกียจคร้านและสู้งานให้มาก”
เอ้อหลางเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมพยักหน้า
“ไปเถอะ” หยุนลี่เต๋อตบไหล่เขาเบา ๆ “หากว่างจากงานค่อยกลับมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน อารองขอไม่ตามไปส่งเจ้าแล้ว”
เอ้อหลางก้มหน้าก้าวเท้ายาว ๆ เดินห่างออกไป ลมหนาวพัดมากระทบใบหน้า ห่อผ้าในมือ สัมภาระบนหลัง และเนื้อสัตว์ในมืออีกข้างล้วนหนักอึ้ง ไม่นานนักร่างผอมบางก็หายลับไปท่ามกลางท้องทุ่งสีขาวโพลนอันกว้างใหญ่
“เหตุใดเด็กคนนี้จึงดูมีความคิดเกินวัยนัก?” แม่นางเหลียนถอนสายตากลับมา
“เอ้อหลางเป็นคนมีเหตุผล” หยุนลี่เต๋อตอบกลับ เด็กคนนี้เฉลียวฉลาดมีจิตใจหนักแน่น ดูแล้วไม่ใช่คนไร้จิตสำนึก
ไม่นานหลังจากนั้นแม่นางเหลียนถึงได้รู้เหตุผลว่าเหตุใดเอ้อหลางจึงเผยสีหน้าราวหนักใจในบางสิ่ง
ช่วงบ่าย แม่ของอู๋ต้าหวังมาเคาะประตูบ้านของนาง เล่าให้ฟังว่านางเฉินโวยวายใหญ่โต โพนทะนาเรื่องน่าอนาถของตนให้คนทั้งหมู่บ้านรับรู้ บอกว่าสามีหนีหายไปจากนาง ซ้ำร้ายลูกชายคนโตยังเพิกเฉยต่อความลำบากของผู้เป็นแม่ ทิ้งให้นางอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไปเพื่อทำงานเยี่ยงวัวและม้า ต้องทนทุกข์เพราะถูกแม่เฒ่าจูดุด่าอย่างรุนแรง
แม่นางเหลียนได้ยินก็ส่ายหน้า “เอ้อหลางเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเพียงลำพังก็ยากเย็นพออยู่แล้ว เหตุใดนางจึงเป็นแม่เช่นนี้ไปได้ เอาแต่ทวงบุญคุณจากลูกชายตนเอง ทีเขาหนีหายออกจากบ้านไปในตอนแรกยังไม่คิดใส่ใจตามหา”
“หากต้องเลี้ยงดูสองสามีภรรยาคู่นี้ เขาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อย่างไร?” แม่ของอู๋ต้าหวังกล่าวอย่างจนปัญญา “น่าเสียดายนัก อุตส่าห์มีลูกชายดี ๆ ทั้งคน จริงสิ… จนถึงตอนนี้น้องสามของเจ้าก็ยังไม่กลับมาที่บ้านอีกหรือ?”
“ไร้วี่แวว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาหายไปหลบอยู่ที่ใด แม้จะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินตามหาแล้วก็ตาม” แม่นางเหลียนกล่าว “บางทีอาจต้องรอให้เงินในมือของเขาหมดลงเสียก่อนจึงจะแบกหน้ากลับมา”
แม่ของอู๋ต้าหวังส่งเสียงจึกจักในลำคอ ตระกูลของนางนับว่ามีฐานะมั่งคั่งพอประมาณในหมู่บ้านแห่งนี้ ทว่าต่อให้เลี้ยงและค้าขายเนื้อหมูมานานกว่าสิบปี นางก็ไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้น นับประสาอะไรกับหยุนลี่เซียวผู้เสเพลที่เกียจคร้านมาทั้งชีวิต
“แล้วน้องสาวคนสุดท้องของเจ้าล่ะ? นางเคยใช้อารมณ์เป็นใหญ่ไม่สนใจผู้อื่น อุตส่าห์แต่งเข้าตระกูลใหญ่ทั้งทีคงต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่แม่สามีตั้งไว้อย่างเคร่งครัด” แม่ของอู๋ต้าหวังว่างจากงานจึงเอ่ยถามไปเรื่อยเปื่อย
“ชิ่วเอ๋อรึ? ตอนที่เพิ่งแต่งงานไปได้ไม่นานนักนางยังขอให้สามีเขียนจดหมายกลับมา บอกว่าทุกอย่างในจวนตระกูลจางเรียบร้อยดี” เมื่อกล่าวถึงหยุนชิ่วเอ๋อ แม่นางเหลียนเองก็เกือบหลงลืมนางไปเสียแล้ว เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเพียงสองถึงสามเดือนเท่านั้น แต่กลับรู้สึกเหมือนกับนางออกเรือนไปนานนับปี
“หลังแต่งงานก็ไม่มีข่าวคราวอย่างอื่นส่งกลับมาเลยหรือ?” แม่ของอู๋ต้าหวังเอ่ยถาม
แม่นางเหลียนส่ายหน้า “ครอบครัวใหญ่มีวิถีชีวิตซับซ้อนต่างจากพวกเรามากนัก เราเพียงกินอาหารให้ครบสามมื้อจนอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าอบอุ่นให้สวมใส่นั่นก็เพียงพอแล้ว”
“เกรงว่าชีวิตของสะใภ้ตระกูลใหญ่คงสวยหรูราบรื่นจนเกินไป กระทั่งจดจำพ่อแม่บังเกิดเกล้าที่บ้านหลังเก่าไม่ได้แล้ว…”
วันเวลาในช่วงเทศกาลวันตรุษผ่านไปอย่างเชื่องช้า พริบตาเดียวก็เข้าสู่วันที่สิบของปีใหม่
เช้าตรู่วันนี้หลังจากกินข้าวมื้อเช้าเสร็จ ท่านป้าเหอก็มาตะโกนเรียกแม่นางเหลียนด้วยท่าทีกระตือรือร้นแจ่มใส บอกว่ามีผู้อาวุโสคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน ดูเป็นคนมากฝีมือและมีสายตาที่เฉียบแหลม จึงถูกสะใภ้ตระกูลหวังเชิญให้ไปพักอยู่ที่บ้านของนาง เวลานี้ผู้คนมากมายต่างแห่กันไปที่บ้านตระกูลหวังเพื่อรอรับคำทำนายจากเขา
ทันทีที่แม่นางเหลียนได้ยินดังนั้นก็เตรียมเดินทางไปยังบ้านตระกูลหวัง แต่เมื่อกำลังจะเดินออกจากประตูเรือนก็วกกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบเอาเหรียญทองแดงจากกล่องข้างเตียงแล้วล้วงเข้าไปเก็บในแขนเสื้อ ก่อนถามท่านป้าเหอย้ำอีกครั้ง “เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาทำนายได้อย่างแม่นยำ?”
“แน่ใจสิ ท่านแม่ของหวังเอ้อยากล่าวเช่นนั้น เขาทำนายว่าชะตาการแต่งงานของเอ้อยานั้นถูกปิดกั้น ต่อให้มีวาสนาต่อกันแต่ยังมีอุปสรรค..”
“โอ้ ช่างเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง!”
“อย่ารอช้าอยู่เลย รีบไปเร็วเถิด ข้าเองก็มีคำถามเกี่ยวกับลูกชายคนเล็กของข้าเช่นกัน…”
ว่าแล้วทั้งสองก็เดินจากไปอย่างรีบร้อนราวต้องการกราบไหว้บูชาเทพเจ้า หยุนเชวี่ยหันไปมองเหออวี้ที่ยังเผยสีหน้างุนงงอยู่ด้านข้างพลางเชิดปลายคางขึ้น “นี่ ท่านแม่ของเจ้าไปคำนวณขอฤกษ์ยามแต่งงานให้กับเจ้าแล้ว ไม่เห็นรึ?”
“ไม่เห็นจะน่าสนใจเลยสักนิด” เหออวี้ย่อตัวลงพลางกวักมือเรียกต้าหวง “เหตุใดปีนี้ยังไม่ผ่านพ้นไปเสียที ช่างน่าเบื่อนัก”
“น่าเบื่อจริงอย่างที่เจ้าว่า” หยุนเชวี่ยขยับบิดขี้เกียจ “กระต่ายของข้าออกลูกแล้ว เจ้าใคร่เข้ามาดูหรือไม่?”
กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีระบบสืบพันธุ์แข็งแกร่ง พวกมันมีอาการติดสัดตลอดทั้งปีจึงสามารถตั้งท้องได้ตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้วพวกมันจะออกลูกเป็นครอกได้ภายในระยะเวลาสามเดือน และลูกกระต่ายน้อยก็สามารถตั้งท้องได้อีกเมื่อเติบใหญ่ขึ้นในสองเดือนต่อมา ความสามารถในการแพร่พันธุ์ของมันน่าทึ่งมาก
หยุนเชวี่ยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างรังกระต่ายที่จัดไว้ให้อยู่ในมุมหนึ่งของคอกหมู ชี้ให้เหออวี้มองดูลูกกระต่ายแปดตัวที่นอนอยู่ในนั้น “มันเพิ่งเกิดออกมาเมื่อเช้าวันก่อนนี้เอง เห็นหรือไม่? ดูเหมือนลูกหนูตัวน้อย ยังลืมตาไม่ได้ด้วยซ้ำ”
เหออวี้จ้องมองเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็กลับมามีอาการใจลอยดังเคย “เจ้าวางแผนไว้ว่าอย่างไร? หลังปีใหม่ผ่านไปเราจะค้าขายสิ่งใดอีก?”
“กว่าฤดูหนาวจะผ่านพ้นไปกินระยะเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือนกว่า” หยุนเชวี่ยสุมหญ้าแห้งเข้าไปในรังกระต่ายอย่างเบามือ “เจ้าจะรีบร้อนไปไย? ผ้านวมห่มไม่อุ่น? หรือนอนดึกแล้วไม่สบายตัว?”
เหออวี้ยกมือขึ้นกอดอกอย่างเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา “ข้าเบื่อการอยู่บ้านเฉย ๆ ใคร่เดินทางไปกับขบวนเกวียนสินค้าของพี่เขยรองเพื่อพบเจอโลกภายนอกบ้าง ทว่าท่านย่าและท่านแม่กลับไม่ยอมปล่อยให้ข้าไป ข้าเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้วนะ…”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองขอพี่รองของเจ้าสิว่าอย่าออกเดินทางไปไกลนัก พี่รองของเจ้าจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน” ทันใดนั้นหยุนเชวี่ยจึงเสนอความคิดอันร้ายกาจให้กับเขา “พอดีเลย ตอนนี้เจ้าก็ฉวยโอกาสออกไปเดินเล่นในเมืองดูสิว่ามีสิ่งใดแปลกใหม่บ้างหรือไม่?”
เหออวี้เกาศีรษะอย่างรู้สึกหดหู่ “ประเดี๋ยวข้าจะลองคิดหาหนทางใหม่”
ไม่ทันเที่ยงวันแม่นางเหลียนก็กลับมา นับตั้งแต่มาถึงบ้านนางเอาแต่สรรเสริญว่านักพรตผู้นั้นทำนายได้แม่นยำอย่างแท้จริง ฝีมือร้ายกาจกว่าซินแสตาบอดในวัดเฉิงหวงที่หลอกต้มตุ๋นผู้คนเสียอีก ช่างรอบรู้ราวเป็นเทพเซียนที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์
หยุนเชวี่ยไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องการทำนายทายทักเหล่านี้ แต่เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่สาธยายสรรพคุณแล้วให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันใด จึงเอ่ยถามกลับ “ท่านแม่ ท่านได้รับคำทำนายว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“แม่ยังไม่ได้รับคำทำนายเลย” แม่นางเหลียนตอบกลับ
“หากยังไม่ได้รับทำนายแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแม่นหรือไม่?”
“นักพรตเต๋าผู้นี้ประกาศว่าเขาจะทำนายเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น” แม่นางเหลียนกล่าว “วันนี้เขาทำนายชะตาให้กับหวังเอ้อยาไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ทำนายให้กับผู้ใดอีก แต่อย่างไรก็ตาม เขาสามารถทำนายเรื่องเกี่ยวกับหวังเอ้อยาได้อย่างถูกต้อง มารดาของนางให้ความเชื่อถือในตัวเขามากทีเดียว”
“หนึ่งวันทำนายได้เพียงครั้งเดียวงั้นหรือ?” เรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย เป็นอีกกลลวงหนึ่งที่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง เพียงประกาศว่าในหนึ่งวันสามารถทำนายได้เพียงหนึ่งถึงสามครั้งก็ยกระดับตนเองให้เหนือกว่าซินแสผู้อื่นได้แล้ว โดยใช้ทักษะการคาดเดาของตนเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนประเภทนี้เก่งกาจนัก คิดว่าชาวบ้านโง่เขลาถึงคิดจะตุ้มตุ๋นหลอกลวงกันโดยง่ายอย่างนั้นหรือ?