ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 368 นักพรตตั้งรกรากบนภูเขา
ตอนที่ 368 นักพรตตั้งรกรากบนภูเขา
ตอนที่ 368 นักพรตตั้งรกรากบนภูเขา
แม่นางเหลียนไหนเลยจะเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของหยุนเชวี่ย นางรีบพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ถูกแล้ว เขาบอกว่าเป็นความลับจากสวรรค์ ไม่อาจให้รั่วไหลเกินสมควร มิเช่นนั้นจะถูกเบื้องบนปล้นเอาพรสวรรค์ไป วันพรุ่งนี้เห็นทีผู้คนคงไปแย่งชิงคำทำนายกันตั้งแต่ไก่โห่”
ผู้คนหลงเชื่อกันถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่? หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วพลางเอ่ยถามต่อ “แล้วเขาคิดราคาอย่างไร?”
“คิดเป็นเงินสามเหรียญ” แม่นางเหลียนกล่าว “นักพรตเต๋าผู้นี้บอกว่าเขาไม่รับทรัพย์เป็นการส่วนตน ทว่าเงินจำนวนดังกล่าวถือเป็นค่าบูชาธูปเทียนกราบไหว้พระโพธิสัตว์”
พระโพธิสัตว์?
หยุนเชวี่ยตะลึงงันเข้าไปใหญ่ เป็นถึงนักพรตเต๋าแต่กลับจุดธูปบูชาพระโพธิสัตว์งั้นหรือ? เช่นนี้จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร? กล้าหลอกลวงผู้คนถึงขั้นนี้เชียวรึ? ประเดี๋ยวก่อน…. เหตุใดนักพรตผู้มีไหวพริบแพรวพราวผู้นี้จึงดูคุ้นเคยเสียจริง?
“นักพรตเต๋าผู้นั้นยังอายุไม่มาก รูปร่างผอมสูง ใบหน้ายาวและซูบตอบใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยโพล่งถามออกไปทันที
แม่นางเหลียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย “ถูกแล้ว เจ้าเคยพบเห็นเขามาก่อนรึ?”
มุมปากของหยุนเชวี่ยกระตุกพลันใด ในใจคิดว่าไม่ใช่เพียงเคยพบเห็นเท่านั้น แต่ถึงขั้นรู้เบื้องลึกเบื้องหลังโดยละเอียดเลยเชียว พูดตามจริงตัวแม่นางเหลียนเองก็เคยเห็นคนผู้นี้หลอกลวงคนมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนั้นเขาพลาดท่า ทั้งยังถูกหวังเอ้อเจ้าของร้านบะหมี่และลุงสี่ของเขาวิ่งไล่กวดไปตามถนน ทว่านางกลับลืมเลือนใบหน้าของเขาไปเสียจนสิ้น
“อ้อ วันนี้ตอนเช้าตรู่ คล้ายว่าข้าพบเห็นนักพรตเต๋าผู้หนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านของเราน่ะเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยเลี่ยงที่จะตอบตามความจริง
บ่ายวันนั้น เมื่อได้ยินข่าวว่า ‘นักทำนายผู้สูงส่ง’ ได้เดินขึ้นไปพักอยู่ภายในวัดร้างทรุดโทรมบนภูเขาหน้าหมู่บ้าน หยุนเชวี่ยจึงพาเหออวี้ เหลียวชีจิน เผยเสี่ยวส้วย เอ้อหู้ และสืออีขึ้นภูเขาตามไปเอาเรื่องอีกฝ่ายด้วยอารมณ์คุกรุ่น
วัดร้างทรุดโทรมแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีลานกว้างด้านหน้าและห้องเพียงสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิ์ที่วรกายสีซีดจาง ส่วนอีกห้องเป็นห้องสำหรับปฏิบัติสมาธิ สภาพภายในห้องเสื่อมโทรมเพราะปราศจากการบูรณะ มีอากาศถ่ายเทจากทั้งสี่ทิศ ทั้งยังมีเตียงขนาดเล็กแคบที่ทำจากดินโคลนตั้งอยู่
นักต้มตุ๋นผู้นั้นสวมชุดคลุมผ้าฝ้ายหนาที่ปกปิดร่างกายของตนไว้อย่างมิดชิด เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่ง เขาก่อเตาไฟอยู่ข้างเตียงเพื่อต้มน้ำร้อน จากนั้นจึงยกขาจุ่มลงในอ่างน้ำแช่เท้าพร้อมฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก นักพรตผู้นี้จึงหรี่ตาลงก่อนตะโกนออกไปนอกหน้าต่างด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “มาแล้ว!”
จากนั้นยังไม่ทันที่เท้าของเขาจะแตะพื้นดินก็ได้ยินเสียงดัง ปัง! พร้อมกับบานประตูสภาพทรุดโทรมที่ถูกถีบเข้ามาจนพังลง เด็กชายร่างเตี้ยท่าทางโง่เขลาวิ่งฝ่าฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเข้ามาพลางร้องตะโกน “เฮ้ย! ออกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้านักต้มตุ๋น!”
นักพรตตื่นตะลึงนิ่งไป
เขาจ่ายเงินจ้างแรงงานชายฉกรรจ์ให้เข้ามาซ่อมสถานที่รกร้างแห่งนี้ แล้วเจ้าเด็กโง่นี่โผล่มาจากที่ใดกัน?
“เจ้าเด็กโง่ เป็นลูกหลานของผู้ใดกัน?!” นักพรตเหลือบตามองเอ้อหู้แวบหนึ่ง จากนั้นจึงเหยียดมือที่ซ่อนอยู่ในชุดคลุมผ้าฝ้ายขึ้นโบกไล่ “รีบกลับบ้านไปหาแม่ของเจ้าเสีย!”
“ไอ้คนโกหก!” เอ้อหู้ยืนแยกขาออกจากกันอย่างมั่นคง ความโกรธพลุ่งพล่านอยู่ในจุดตันเถียน เขากำมือแน่นขณะยกขึ้นเท้าสะเอวก่อนเปลี่ยนกระบวนท่าและตะโกนดังลั่น “กระบวนท่าหมัดพยัคฆ์! เจ้านักต้มตุ๋น ตั้งรับข้าไว้ให้ดี!”
นักพรตมองเจ้าเด็กโง่ตรงหน้าที่กำลังพุ่งเข้าหาเขาประหนึ่งวัวเถื่อน เขาดึงแส้ที่เหน็บอยู่ตรงบั้นเอวด้านหลังออกมาฟาดศีรษะของอีกฝ่าย “เด็กโง่ เจ้าจำคนผิดแล้ว กล้าดีอย่างไรจึงเรียกข้าว่าคนโกหก? เชื่อหรือไม่ นักพรตเต๋าผู้นี้จะลากคอเจ้าลงไปที่ตีนเขาด้วยตนเอง?!”
แม้ครั้งนี้เขาจะออมแรงไว้บ้างทว่าน้ำหนักมือก็หนักหน่วงอยู่พอสมควร เอ้อหู้ยกมือขึ้นกุมหัวร้องโอดครวญ น้ำตาแทบไหลพรากเพราะความเจ็บปวด เขาถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความคับข้องใจระคนโมโห “ไอ้คนโกหก อาจารย์ของข้าจะต้องชำระแค้นนี้แทนข้าแน่!”
นักพรตบ่นพึมพำในใจว่าวันนี้เขาไม่ได้หลอกลวงหรือโกงกินผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้เสียหน่อย ไม่นับการทำนายดวงชะตาให้กับเด็กหญิงของตระกูลหวัง ตลอดทั้งช่วงเช้ามีกลุ่มสตรีแห่เข้ามาร้องขอคำทำนายกันอย่างไม่ขาดสาย ไม่มีการขายเครื่องรางหรือทำนายภัยพิบัติเพื่อขอรับบริจาคเป็นค่าสะเดาะเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงออกปากรับเงินสามเหรียญที่ไม่พอจ่ายแม้แต่ค่าน้ำชาสักกาด้วยซ้ำ หากทำเช่นนี้แล้วยังกล่าวหาว่าหลอกลวงก็นับว่าคนในหมู่บ้านนี้ช่างไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ขณะที่เขากำลังตกอยู่ในสภาวะงุนงง ก็เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามายืนขวางอยู่หน้าประตูห้องปฏิบัติสมาธิ พวกเขาล้วนเป็นเด็กวัยแรกรุ่น และเด็กหญิงที่ดูท่าทางเป็นผู้นำก็คือคนที่เขาคุ้นตาเป็นพิเศษ
“โอ้ ท่านนักพรตเต๋า โลกนี้ช่างกลมเสียเหลือเกิน*” หยุนเชวี่ยยกแขนขึ้นกอดอกพลางจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม
* โลกกลม = ในทางสุภาษิตจีนหมายถึงบุคคลที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตไม่ปรารถนาที่จะพบกัน แต่เวรกรรมก็บันดาลให้พบกันจนได้
นักพรตรีบหดมือกลับเข้าไปใต้แขนเสื้อ ขณะกวาดสายตามองใบหน้าเด็ก ๆ เรียงคนก็แสร้งทำทีว่าสมองเลอะเลือน “โปรดอภัยให้อาตมาผู้น้อยด้วย อาตมาไม่รู้จักมักคุ้นกับสหายน้อยเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว”
“ท่านนักพรตเต๋า ท่านไม่รู้จักข้าย่อมมิใช่ข้อสำคัญ ข้ารู้จักท่านก็เพียงพอแล้ว” หยุนเชวี่ยเดินเข้าไปด้านในสองก้าว ก่อนเลิกคิ้วพลางประสานมือคารวะเขา “พวกเราไม่ได้พบเจอกันเพียงหนเดียว ครั้งท่านอยู่ในบ่อนพนันเซิ่งเต๋อ มีผู้คนนับพันกระมังที่รุมประชาทัณฑ์หมายจะหักขาของท่านทิ้งเสีย? ยังมีร้านบะหมี่หวังจี้ ท่านสั่งบะหมี่เพิ่มน่องไก่ถึงสองน่อง กินเสร็จก็ทำทีจะชักดาบจนถูกพ่อค้าวิ่งไล่กวดไปตามถนน ทั้งยังทำมาหากินในคราบนักพรตต้มตุ๋น ทักทำนายเรื่องภัยพิบัติจนทำให้ผู้คนตื่นตกใจ ต้องควักเงินจ่ายให้กับท่านเพื่อให้ท่านช่วยแนะหนทางสะเดาะเคราะห์ จริงหรือไม่?”
ยังมีอีกวีรกรรมหนึ่งที่หยุนเชวี่ยไม่กล้าออกปากเล่าในที่สาธารณะว่าเจ้านักพรตต้มตุ๋นผู้นี้เคยหลอกล่อให้สืออีซื้อหนังสือปกขาวเล่มหนึ่ง นอกจากเป็นคนโกหกหลอกลวงแล้วยังลามกอนาจารอย่างยิ่ง!
“อาตมาไม่เข้าใจเรื่องเล่าของสหายน้อยแม้แต่นิดเดียว” นักพรตผู้นั้นพยายามก้าวเหยียบเตาไฟ ก่อนหรี่ตาลงและตอบกลับอย่างใจเย็น “อาตมามาจากแดนไกล เพิ่งมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่แรก เห็นทีสหายน้อยคงจำคนผิดเสียแล้ว”
“นี่! เจ้าคนโกหก ข้าจับได้คาหนังคาเขาแล้วยังไม่ยอมรับอีก!” เหออวี้เดินไปข้างหน้าและเตะไปที่เตาไฟ ทำให้ประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่ว “บอกข้ามาซะ! เจ้ามาที่หมู่บ้านของเราเพื่อสิ่งใด?!”
นักพรตผู้นั้นกลับอารมณ์ดี ขากางเกงถูกสะเก็ดไฟลุกไหม้ทว่ายังนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ในที่สุดก็ยกเท้าออกจากเตาไฟ ก้มตัวลงปัดเศษขี้เถ้าออกพร้อมเผยรอยยิ้ม “อาตมาออกธุดงค์ไปทั่วทุกสารทิศ ครั้นผ่านมาถึงที่นี่ เห็นว่าเป็นดินแดนแห่งโชคลาภจึงคิดจะพักบำเพ็ญเพียรสักระยะหนึ่ง ดังนั้นจะหลอกลวงพวกเจ้าได้อย่างไร?”
“แต่เจ้ามาที่นี่เพื่อกล่าวคำทำนายและใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกเรี่ยไรเงินจากคนในหมู่บ้านของเรา!” เสี่ยวส้วยเอ๋อยกมือเท้าเอว นางไม่เคยพบเจอคนผู้นี้มาก่อน แต่ในเมื่อพี่เชวี่ยเอ๋อและเหออวี้บอกว่าเขาคือพวกต้มตุ๋น ดังนั้นเขาต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน
“การทำนายเพื่อเรี่ยไรเงินเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ” นักพรตลูบเคราบนคางพลางส่ายหน้าพร้อมกล่าวต่อ “อาตมาเพียงช่วยแก้ข้อสงสัยของสตรีนางนั้น ครั้นนางพอใจว่าแม่นยำก็จ่ายค่าธูปเทียนเป็นการตอบแทน หากอาตมาเป็นคนหลอกลวงแล้วจะเรี่ยไรเอาเงินเพียงสามเหรียญไปด้วยเหตุใด?”
เสี่ยวส้วยเอ๋อนิ่งงันไปด้วยไม่อาจถกเถียง
“สหายน้อย เจ้าจงไปสืบข่าวจากคนตระกูลหวังผู้นั้นเถิด ขอเพียงสตรีผู้นั้นกล่าวว่าคำทำนายของอาตมาไม่แม่นยำ จะจารึกอาตมาไว้ในฐานะคนโกหกหลอกลวงก็สุดแล้วแต่ นักพรตเต๋าเช่นข้าเป็นผู้ฝึกตนที่เจริญด้วยสติปัญญา จิตใจย่อมกว้างขวาง ไม่คิดถือสาหาความกับเด็กไร้เหตุผลอย่างพวกเจ้า”
“น่าสนใจเสียนี่กระไร!” หยุนเชวี่ยเชิดคางขึ้นพร้อมแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ศิษย์ลัทธิเต๋าเช่นเจ้ากลับจุดธูปกราบไหว้พระโพธิสัตว์แทนการปฏิบัติตนตามปรัชญา ไม่ละอายต่อบรรพบุรุษในโลงศพผู้ล่วงลับเลยหรืออย่างไร?!”
นักพรตผู้นั้นชะงักงันไปเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็ยังรักษาท่าทีนิ่งสงบไม่แปรเปลี่ยน “ที่อาตมาเท้าความถึงคือพระโพธิ์กวนอิม หรือที่รู้จักกันในนามนักพรตเต๋าฉือหังต้าเหยิน เป็นบุตรชายคนที่เก้าของสำนักเทียนจุน นักปราชญ์แห่งวิถีแห่งสวรรค์ เด็กน้อยเช่นพวกเจ้าปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่ล่วงรู้ถึงเรื่องดังกล่าวย่อมไม่ผิด ช่างเถิด” กล่าวจบแล้วจึงโบกมืออย่างสงวนทีท่า
คราวนี้ถึงตาหยุนเชวี่ยที่นิ่งเงียบด้วยไม่อาจถกเถียง นางอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจนักต้มตุ๋นผู้นี้เพื่อประเมินไหวพริบการแก้ต่างของเขาอีกครั้ง
ฝีปากของเขาคล่องแคล่วขึ้นกว่าเก่า เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้เขาเตรียมการมาเป็นอย่างดี ทักษะการหลอกลวงผู้อื่นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดูเหมือนว่าการเป็นนักต้มตุ๋นในเวลานี้ไม่เพียงเฟ้นหากลวิธีเพื่อให้หลอกล่อแค่อย่างเดียว แต่ยังต้องมีความรอบรู้และไหวพริบอันเฉลียวฉลาดอีกด้วย
ครั้นเห็นว่าหยุนเชวี่ยไม่กล่าวสวนกลับแต่อย่างใด นักพรตก็เกิดความโล่งใจขึ้นมา เขาดึงแส้ออกมาโบกสะบัดพลางกล่าวพึมพำว่า “ความรอบรู้จากสวรรค์นั้นไร้ขอบเขต”
“เจ้านักพรตจอมปลอมผู้นี้!” เหออวี้อารมณ์เสียขึ้นมาทันใด เขาพับแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่รอช้า “หยุดพูดไร้สาระกับเขาได้แล้ว! ทุบตีสั่งสอนเขาให้หลาบจำซะ!”
“สหายน้อยจงระงับสติอารมณ์ อย่าได้กระทำตัวหยาบคายโดยไร้เหตุผล” นักพรตผู้นี้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว เขารีบกระโดดถอยกลับไปนั่งบนเตียงดินทันที “รังแต่จะใช้หมัดและเท้าช่างไม่เหมาะควรเอาเสียเลย มิสู้นั่งสนทนาธรรมกันดีกว่าหรือ?”
“ย่อมได้! เจ้ามะเขือม่วงพวงใหญ่!”
ทันทีที่เหออวี้กล่าวจบ เสียงอันหนักแน่นของบุรุษคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางลานบ้าน “ท่านนักพรตเต๋า ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่?”
นักพรตเปิดบานหน้าต่างที่ชำรุดก่อนยื่นลำตัวออกไปครึ่งร่าง โบกมือให้กับผู้มาใหม่ “อาตมาอยู่ที่นี่แล้ว! มาเถิด ซ่อมแซมช่องลมให้มิดชิดเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นก็ค่อยเก็บกวาดกันทีหลัง”
“ขอรับ!” คนที่อยู่ด้านนอกรับคำ พริบตาเดียวในห้องปฏิบัติสมาธิที่มีขนาดไม่ใหญ่นักก็มีชายสามคนเดินเข้ามา คนหนึ่งแบกบันไดไม้ อีกสองคนถือเครื่องมือช่างคนละไม้ละมือ ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นชาวนาในหมู่บ้าน
“พวกเจ้าเข้ามาทำอะไรในห้องนักพรตเต๋า?” ชายผู้นั้นเอ่ยถาม
“เขาไม่ใช่นักพรตเสียหน่อย! เขาโกหก!” เอ้อหู้ชี้นิ้วไปที่นักพรต “พวกเราต้องไล่คนโกหกผู้นี้ออกจากหมู่บ้านของเราไปเสีย อย่าให้เขาหลอกลวงเราได้!”
“เอ้อหู้! อย่าได้พูดจาเหลวไหล!” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นขมวดคิ้วห้ามปราม ทั้งยังรีบประสานมือคารวะนักพรตเต๋าพร้อมกล่าวขออภัย “ท่านนักพรต ท่านคือผู้อมตะที่เจริญด้วยสติปัญญา อย่าได้ฟังคำของเด็กน้อยไม่รู้ประสาที่กล่าวเรื่องพูดเหลวไหล”
“ฮ่า ๆ ๆ! วาจาของเด็กไม่ผิด วาจาของเด็กไม่ผิด” นักพรตโบกมืออย่างใจกว้าง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาขณะหันไปกล่าวกับเอ้อหู “กระแสลมบนภูเขาหนาวเย็นนัก เจ้าเด็กน้อยรีบกลับบ้านไปเสีย”
เอ้อหู้ได้แต่ลูบศีรษะของตนเองด้วยความคับแค้น บนศีรษะยังเจ็บปวดจากการถูกอีกฝ่ายใช้แส้เคาะลงโดยแรงจนปูดโปน ครั้นมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยก็แสร้งทำทีว่าตนเป็นคนดีมีเมตตาเสียอย่างนั้น
“พวกเจ้ารีบกลับไปเสีย อย่าได้สร้างปัญหาขึ้นที่นี่เลย” ชายผู้นั้นกล่าวกำชับ
หยุนเชวี่ยและเหออวี้หันมาสบตากัน ทว่าทั้งสองไม่ได้ปริปากกล่าวคำใดเพิ่มเติม ก่อนเดินออกจากห้องปฏิบัติสมาธิหยุนเชวี่ยจึงโพล่งถามขึ้นว่า “นักพรตเต๋า ท่านตั้งใจจะลงหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านอันห่างไกลของพวกเราจริงหรือ?”
“ในสายตาของปุถุชนทั่วไปแล้วย่อมมองว่ารกร้างห่างไกล ทว่าสำหรับอาตมาแล้วกลับรู้สึกสงบยิ่งนัก” นักพรตโบกแส้ในมือให้ปัดไปมา เพียรวางตัวประหนึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้รอบรู้และสูงส่ง
กลับลงมาถึงหมู่บ้าน
“พี่เชวี่ยเอ๋อ คนผู้นั้นคือนักต้มตุ๋นจริงหรือ? เหตุใดข้ากลับรู้สึกแตกต่างออกไปเล็กน้อย?” เสี่ยวส้วยเอ๋อพยายามครุ่นคิดเท่าไรก็ยังไม่เข้าใจนัก “หากเป็นนักต้มตุ๋นจริงเขาจะเรียกเก็บเงินเพียงสามเหรียญไปเพื่อสิ่งใด?”
“ครู่นี้ตอนที่พวกเราออกมาจากวัดร้างนั่น ข้าแอบถามอารองสวี เขาบอกว่าคนผู้นั้นจ่ายเงินจ้างพวกเขาให้มาซ่อมแซมวัดเสียใหม่ และให้เงินจำนวนนี้เป็นค่าแรงสำหรับหนึ่งวัน” ชีจินกางฝ่ามืออกพลางเหยียดนิ้วมือออกมาห้านิ้ว
“ห้าเหรียญงั้นรึ?” เอ้อหู้ยังคงลูบแผลปูดโปนศีรษะของตนอย่างโง่งม “นั่นสามารถซื้อซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตได้ถึงสองลูกเลยเชียว!”
ชีจินใช้หางตาเหลือบมองเด็กชายโง่งมผู้นี้แวบหนึ่ง “ห้าสิบเหรียญต่างหาก! จ้างคนให้มาทำงานด้วยเงินจำนวนห้าสิบเหรียญ! นั่นมากกว่าค่าจ้างคนงานประจำระยะยาวของครอบครัวใหญ่เสียอีก!”
ทันทีที่เขากล่าวจบ สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังสืออีโดยที่ไม่ได้นัดหมาย ซึ่งสืออีก็แสดงท่าทางดูแคลนออกมาทันทีเป็นเชิงสื่อว่าเงินจำนวนนี้นี่เทียบไม่ได้กับความเป็นอยู่ที่ตระกูลหยุนปฏิบัติต่อเขาเอาเสียเลย ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่
“มาที่หมู่บ้านของเราครั้งนี้ไม่ได้หวังรีดไถเอาเงิน แต่กลับยอมจ่ายเงินเพื่อจ้างคนให้มาซ่อมแซมวัดร้างบนภูเขา เจ้าว่าเขามีแผนการใดแอบแฝงอยู่กันแน่?” เหออวี้เชิดคางขึ้นอย่างนึกสงสัย “หรือสถานที่แห่งนี้จะมีฮวงจุ้ยเป็นทรัพย์จริงอย่างที่เขากล่าว? หรือว่า…”
“หรือว่าอะไร?” หยุนเชวี่ยรีบถามกลับ
“เฮ้อ เปล่าหรอก” เหออวี้ส่ายหน้าอีกครั้ง “หากจะบอกว่าจำคนผิดก็ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน เราสองคนไม่ได้ตาบอดหรือความจำเสื่อมเสียหน่อย”
“บางทีหากพวกเขาทั้งสองคนมีใบหน้าคล้ายคลึงกันเล่า?” เสี่ยวส้วยเอ๋อกะพริบตาปริบ “เหมือนกับสองพี่น้องฝาแฝดโฉ่วเหือและโฉ่วช่วน แม้แต่พี่เชวี่ยเอ๋อยังแยกไม่ออก”
หยุนเชวี่ยและเหออวี้หันมองหน้ากันอีกครั้ง กลับรู้สึกตรงกันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
เด็ก ๆ กลุ่มนี้ล้อมวงกันรอบกองไฟเพื่อระดมสมองกันอยู่พักใหญ่ แต่ถึงครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่ได้ข้อสรุปเสียที จึงตกลงกันว่าให้ทุกคนช่วยกันสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของนักพรตจอมปลอมผู้นี้ ให้อย่างรู้ชัดเจนว่าเขากำลังวางแผนการใดอยู่กันแน่