Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 369 ซินแสลัทธิเต๋า

  1. Home
  2. ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
  3. ตอนที่ 369 ซินแสลัทธิเต๋า
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 369 ซินแสลัทธิเต๋า
ตอนที่ 369 ซินแสลัทธิเต๋า

พวกเด็ก ๆ เฝ้าสังเกตการณ์มาสองวันเต็มหากแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ของนักต้มตุ๋น เห็นเพียงว่าใช้จ่ายเงินมือเติบพอสมควร

ตอนแรกเขาจ้างให้คนมาซ่อมแซมวัดร้างบนภูเขาที่ทรุดโทรมทั้งภายในและภายนอก ครั้นผ่านไปหลายวันจึงจ้างช่างฝีมือสองคนจากในเมืองมาบูรณะรูปปั้นพระโพธิสัตว์องค์นั้นขึ้นมาใหม่

คนในหมู่บ้านต่างนับถือว่าเขาเป็นผู้สูงส่งเหนือมนุษย์ เป็นศาสดาแห่งการพยากรณ์ที่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำ ทว่าเขากลับทำนายดวงชะตาให้กับผู้คนเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน รับเงินวันละสามเหรียญเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือหากไม่ผิงไฟอยู่ในห้องปฏิบัติสมาธิก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย พูดคุยกับชาวบ้านทุกวัยตั้งแต่อายุเจ็ดสิบกว่าลงมาจนถึงเด็กน้อยเจ็ดขวบ

สองวันมานี้หยุนเชวี่ยและคนอื่น ๆ ไม่เพียงรอคอยให้นักพรตจอมปลอมผู้นี้หางโผล่เท่านั้น แต่ในบรรดาพวกเขากลับมีสองคนที่ ‘แพ้ภัยต่อศัตรู’

จากคำบอกเล่าของเอ้อหู้ เรื่องราวเป็นมาดังนี้…

เช้าตรู่วานนี้ เขากำลังฝึกตนใช้วรยุทธ์อยู่กลางลานบ้าน ระดมหมัดชกใส่ต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง บังเอิญนักพรตเต๋าผู้นี้เดินผ่านหน้าประตูมาเห็นเข้าพอดี เขาเอ่ยขึ้นว่าท่าทางของเอ้อหู้นั้นดุร้ายป่าเถื่อนทั้งยังไร้ประโยชน์

เมื่อเอ้อหู้ได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่กำลังจะตะเพิดไล่อีกฝ่าย นักพรตผู้นี้กลับหยิบเอา ‘ตำราวรยุทธ์ที่สาบสูญ’ ออกมา ไม่ยอมคิดเงินแม้แต่สามเหรียญและมอบมันให้กับเอ้อหู้อย่างใจกว้าง ทั้งยังลูบศีรษะของเขาด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวชื่นชมว่า ‘เจ้าสามารถฝึกฝนได้’

ในใจของเอ้อหู่พลันเต้นแรงขึ้นมาทันที รู้สึกว่าตนเองนั้นอยู่ห่างชั้นจากยอดฝีมือไร้เทียมทานที่วิ่งทะยานไปบนขอบกำแพงและเหินขึ้นสู่เวหาเพียงก้าวเดียว ขอเพียงศึกษาและฝึกฝน ‘ตำราวรยุทธ์ที่สาบสูญ’ เล่มนี้ให้ชำนาญก็สามารถครองยุทธภพได้แล้ว!

เขาถือตำราลับนี้ไปหาชีจิน ซึ่งชีจินทั้งเชื่อมั่นและเกิดความสงสัยใคร่รู้ ทั้งสองร่วมกันฝึกฝนวรยุทธ์ทีละกระบวนท่าตามภาพเขียนที่วาดไว้ในตำราเล่มนั้น ปรากฏว่าการฝึกฝนในครั้งนี้มีการพัฒนาอยู่บ้าง

“เพราะฉะนั้นพวกเจ้าสองคนจึงทรยศพวกเรางั้นเหรอ? ”เหออวี้ยื่นนิ้วออกมาจิ้มหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า เจ้ารู้หรือว่าในนี้เขียนไว้ว่าอย่างไร?”

ชีจินและเอ้อหู้ส่ายหน้าไปมาอย่างไร้เดียงสา

“ห้าธาตุ… หมัดผ่านแขน?” หยุนเชวี่ยอ่านพลางหรี่ตาลง คิดในใจว่ามันคือกระบวนท่าใดกัน เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่แปดในสิบส่วนย่อมเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นหลอกลวงผู้อื่น ทำนองเดียวกันกับฝ่ามืออรหันต์ที่ใช้ในภาพยนตร์กำลังภายใน

“พวกเจ้าไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ แต่กลับปล่อยให้นักต้มตุ๋นผู้นี้หลอกลวงเอาได้อย่างนั้นรึ?!” เหออวี้ใช้ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษเปิดข้ามไปสองสามหน้า

“นักพรตเต๋าเสวียนซวีไม่ใช่นักต้มตุ๋น…” ชีจินยังแก้ต่างแทนเขาด้วยเสียงแผ่วเบา

เอ้อหู้พยักหน้าโดยแรงเพื่อสนับสนุนคำกล่าวนั้น

“นักพรตเต๋าเสวียนซวี?” เมื่อได้ยินฉายานั้นหยุนเชวี่ยก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ความลึกลับที่เสแสร้งนี่น่ะหรือ?” วงจรความคิดของเขาช่างประหลาดนัก ตั้งฉายาเช่นนี้กลัวผู้คนไม่รู้หรืออย่างไรว่าตนเองเป็นพวกต้มตุ๋น?

ชีจินไม่รู้หนังสือแม้แต่คำเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแก้ต่างต่อไป “ถึงอย่างไรนักพรตเต๋าผู้นี้ก็ไม่ได้โกงเงินข้า”

นักพรตผู้นี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาหลายวันแล้ว ใช้วิถีชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่ายร่วมกับชาวบ้าน ดูเหมือนว่าความต้องการแท้จริงของเขาจะตรงกับที่ปากเอ่ย เพียงต้องการปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียร ไม่ถามไถ่เรื่องทางโลก ไม่ใส่ใจข่าวซุบซิบนินทา ทำนายดวงชะตาเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน ไม่ฉ้อโกงแม้มีคนมาอ้อนวอนถึงหน้าประตูวัด

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หยุนเชวี่ยจึงตามไปจับผิดตอนที่เขาทำการทำนายดวงชะตาให้กับครอบครัวหนึ่ง ที่น่าแปลกใจคือเขาไม่ได้ใช้กลยุทธ์หลอกลวงที่พบเห็นกันอย่างดาษดื่น ซ้ำยังสามารถทำนายได้อย่างถูกต้องแม้ในเรื่องที่ละเอียดอ่อน ตรงประเด็นถึงหกในเจ็ดส่วนทีเดียว

ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

พริบตาเดียวก็เข้าสู่วันที่สิบห้าในเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ ปีนี้กำลังจะผ่านพ้นไป ชาวบ้านจึงให้ความสำคัญกับจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเป็นพิเศษ ดังนั้นวันนี้จึงคล้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่อีกครั้ง มีทั้งการจัดงานมงคลและงานเฉลิมฉลองอย่างรื่นเริง

เมื่อคืนนี้แม่นางเหลียนเตรียมงาและน้ำตาลทรายแดงเป็นไส้ บดแป้งข้าวเหนียวจนละเอียดดีพร้อมแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นยังไม่ทันฟ้าสางภายในห้องครัวก็มีเงาตะคุ่ม กระทั่งหยุนเชวี่ยตื่นขึ้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของขนมถังหยวน* ที่อบอวลไปด้วยไอร้อนก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว

*ถังหยวน = บัวลอยที่สอดไส้เค็มและหวาน ห่อด้วยแป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม นิยมนำไปต้มหรือทอด เป็นขนมมงคลที่นิยมกินกันในวันหยวนเซียวหรือวันเทศกาลโคมไฟ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงเป็นคืนแรกหลังผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนมา

หยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่ชอบกินของหวานมาก กินเสร็จชามหนึ่งก็เดินไปตักเพิ่ม แม่นางเหลียนจึงกำชับอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ของสิ่งนี้ย่อยช้านัก กินเสร็จแล้วให้ลุกเดินไปมา นั่งอยู่กับที่ประเดี๋ยวจะท้องอืดได้”

กล่าวจบนางก็หันไปพูดกับหยุนลี่เต๋อ “ให้สืออีนำไปส่งให้กับท่านพ่อท่านแม่แต่เช้าตรู่ ส่งไข่ไก่ยี่สิบฟองไปพร้อมกันด้วย ให้ท่านพ่อไว้บำรุงร่างกาย”

หยุนลี่เต๋อคล้ายต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าไม่ได้ปริปากคำใดออกมา มุมปากของเขากระตุกครั้งหนึ่งขณะพยักหน้ารับรู้

หลังจากกินขนมถังหยวนที่ยังร้อนระอุจนหมด โต๊ะอาหารเพิ่งเก็บกวาดทำความสะอาดได้ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงแม่ม่ายเหลียวตะโกนขึ้นจากด้านนอก “สะใภ้รอง สะใภ้รอง พวกเราจะขึ้นไปจุดธูปไหว้พระเสียหน่อย เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”

“เฮ้!” แม่นางเหลียนเปิดหน้าต่างออกไปพร้อมกล่าวตอบ “ไปสิ รอข้าประเดี๋ยว”

“ท่านแม่…” หยุนเชวี่ยใคร่กำชับนางว่าให้จุดธูปเพียงอย่างเดียวเป็นพอ อย่าได้หลงกลบริจาคเงินค่าธูปเทียนเด็ดขาด แต่แล้วกลับกลืนคำพูดนั้นลงคอไปก่อนลุกพรวดขึ้น “ข้าขอไปด้วยเจ้าค่ะ กินหมดทันเวลาพอดี” พูดจบก็กวักมือเรียกเสี่ยวอู่ให้ไปด้วยกัน

เสี่ยวอู่รีบเดินไปหยิบหมวกขนกระต่ายและผ้าพันคอที่วางอยู่บนหัวเตียงอย่างว่าง่าย

นอกประตูเรือน สตรีสองสามคนนำ ‘สินน้ำใจ’ ติดมือมาด้วย บ้างก็เป็นข้าวฟ่างถุงเล็ก บ้างก็เป็นขนมเปี๊ยะที่ทำขึ้นเอง บ้างก็เป็นโหลบรรจุผักดอง ส่วนแม่นางเหลียนตักแป้งถังหยวนที่ยังไม่ได้ปรุงรสเดินขึ้นภูเขาไป

สตรีเหล่านั้นต่างสนทนากันไปตลอดทาง มารดาของหวังเอ้อยาเล่าว่า “นักพรตเต๋าเสวียนซวีบอกว่าดวงชะตาเอ้อยาของข้าอาจบานสะพรั่งช้า ให้ข้าผ่อนคลายไม่ต้องรีบร้อน ทั้งยังจัดวางสิ่งของในบ้านตามหลักฮวงจุ้ยในแบบฉบับของ ‘ผู้อาวุโสเยว่*’ หลังจัดวางทุกอย่างเสร็จสิ้นหัวใจของข้าก็ปลอดโปร่งนัก เจ้าว่าเขาเป็นเทพลงมาจุติหรือไม่?”

*ผู้อาวุโสเยว่ = เรียกกันว่าผู้เฒ่าจันทรา ตามเทพนิยายจีน ท่านเป็นเทพเจ้าที่ดูแลเรื่องความรักและการแต่งงาน ตามตำนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังมีบัณฑิตชื่อเหวยกู้ ได้พบกับท่านผู้เฒ่าจันทราโดยบังเอิญ ผู้เฒ่าจันทราจึงได้ชี้ตัวเจ้าสาวในอนาคตให้เหวยกู้รู้ก่อนสิบกว่าปี ต่อมาผลปรากฏว่าหญิงสาวที่ได้มาเป็นเจ้าสาวของเหวยกู้กลับเป็นหญิงนางนั้นจริง ๆ จึงกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อมาจนบัดนี้ ชาวจีนเชื่อกันว่าคู่รักที่จะได้แต่งงานกันนั้นต้องให้ผู้เฒ่าจันทราใช้ด้ายแดงผูกขาคนทั้งคู่ไว้ด้วยกัน ต่อมานานเข้าจึงเรียกพ่อสื่อแม่สื่อว่าเป็นผู้เฒ่าจันทรา

“ข้าก็เช่นกัน นักพรตเต๋าบอกว่าฝูชุ่นของข้าไร้โชคลาภ หากต้องการเงินก็ต้องทำงานให้เป็นหลักแหล่ง ทั้งยังบอกว่าปีหน้าเขาจะแต่งภรรยาได้ ทั้งยังจะมีลูกชายตัวอ้วนในปีเดียวกัน!” สตรีอีกคนเบิกบานใจ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ “เขากล่าวถูกต้องอย่างแท้จริง ฝูชุ่นคนนี้หมั่นเพียรทำงานอย่างหนัก ในวันตรุษเจ้านายยังมอบเงินให้เขาเพิ่มถึงยี่สิบเหรียญ!”

“พี่สะใภ้เฟิง ท่านเองก็ลองนำเรื่องลูกชายบัณฑิตของท่านไปขอคำทำนายบ้างซี ว่าเมื่อไรเขาจะได้รับราชการขุนนางใหญ่จนร่ำรวยเช่นเดียวกับใต้เท้าตระกูลหยุน” แม้เฟิงสือยวินจะสอบผ่านถึงสองครั้ง แต่คนในหมู่บ้านก็ยังเคยชินที่จะเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวซิ่วไฉ่’

“ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้” แม่นางหยาง มารดาของเฟิงสือยวินส่ายหน้า “ลูกชายของข้าไม่ยอมให้ข้าขอรับคำทำนาย ขอเพียงขึ้นไปจุดธูปขอพรให้บ้านเรือนปลอดภัยก็พอแล้ว”

หยุนเชวี่ยคิดในใจว่าการศึกษานั้นสำคัญไฉน ผู้ที่ร่ำเรียนเขียนอ่านตำรามาก ๆ ถึงจะมีความรู้ และล่วงรู้ทันว่านักพรตเต๋าประเภทนี้ต้องต้มตุ๋นผู้คนอย่างแน่นอน ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ถูกหลอกลวงโดยง่าย

สตรีสองสามคนพูดคุยกันไปพลางหัวเราะไปพลาง ครั้นเดินมาถึงทางลาดชัน จู่ ๆ ก็มีคนชี้ไปยังตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกลนักก่อนทักขึ้นว่า “เอ๊ะ! สะใภ้รอง ผู้ที่กำลังพูดคุยอยู่กับนักพรตไม่ใช่น้องชายคนงานของเจ้าหรอกหรือ? ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ช่างขยันขันแข็งเสียจริง”

หยุนเชวี่ยได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองทันที เห็นว่าสืออีถือขวานไว้ในมือข้างหนึ่ง ข้างเท้าของเขามีกองฟืนวางอยู่ประมาณครึ่งมัด ศีรษะของเขาเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านักพรตจอมปลอมกำลังพูดสิ่งใด ทว่าสีหน้ากลับเผยความสงสัยออกมาอย่างชัดเจน

“ท่านนักพรต พวกเรามาจุดธูปขอพรให้บ้านเรือนปลอดภัย ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล…” ใครคนหนึ่งตะโกนไปทางนั้น

นักพรตผู้นั้นหันศีรษะมาเล็กน้อย จากนั้นจึงหันกลับไปค้อมศีรษะลงพลางประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อคารวะสืออี จากนั้นจึงสาวเท้าเดินตรงมาหาผู้ที่มาใหม่อย่างไม่รีบร้อน วางตนประหนึ่งเป็นปราชญ์ผู้สูงส่งด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย

สืออียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เก่า ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอยเสมือนยังไม่ได้สติคืนกลับมา

“ท่านนักพรต นี่คือขนมเปี๊ยะที่ข้าอบเองกับมือเมื่อเช้านี้ เพิ่งออกจากเตายังอุ่นร้อนอยู่เลย…”

“ท่านนักพรต ดูผักดองที่ข้านำมาให้สิ มีขนมเปี๊ยะและผักดองแล้ว ขาดแต่โจ๊กอย่างเดียวก็พร้อมสรรพ!”

นักพรตเต๋าเสวียนซวีปัดฝุ่นตามร่างกายออก เขากวาดสายตามองทุกคนพร้อมเผยรอยยิ้ม “ความจริงแล้วทุกท่านไม่ควรเสียเวลามอบสิ่งเหล่านี้ให้อาตมาเลย นักพรตยากไร้อาศัยอยู่บนภูเขาอย่างสันโดษ ไม่แยแสต่อวิถีแห่งโลกมนุษย์ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรด้วยจิตบริสุทธิ์ วิถีแห่งเต๋ายังตื้นเขิน ไม่อาจรับการบูชาได้”

หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากหนวดเคราที่ขึ้นตามคางแล้ว ใบหน้าก็ละม้ายคล้ายกับนักต้มตุ๋นที่หลอกลวงผู้คนในเมืองไม่มีผิดเพี้ยน จู่ ๆ เขาจะกลายเป็นผู้ทรงศีลไปได้อย่างไร?

แม้แต่หวังหลี่เจิ้งเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าวัดซึ่งอยู่บนภูเขาแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานเพียงใด ทว่านักพรตเต๋าเสวียนซวีกลับจ้างคนมาซ่อมแซมห้องที่ทรุดโทรม กำแพง ลานกว้าง รวมถึงกำจัดต้นหญ้าที่แห้งเหี่ยวตายและฝุ่นละอองที่สะสมผ่านกาลเวลามาหลายปี ทั้งยังบูรณะองค์พระโพธิสัตว์ในวัดขึ้นเสียจนใหม่เอี่ยม

ด้านหลังพระอุโบสถเป็นห้องปฏิบัติสมาธิ มีอยู่เพียงห้องเดียว มองจากภายนอกประตู หน้าต่าง และหลังคาได้รับการซ่อมแซมอย่างดี ดูแลรักษาอย่างสะอาดสะอ้าน ใต้ชายคาของห้องปฏิบัติสมาธิมีเตาผิงวางอยู่ บนเตาวางหม้อเอาไว้เพียงใบเดียวดูเรียบง่าย

บางทีอาจเป็นเพราะความน่าเคารพศรัทธาในตัวนักพรตเสวียนซวี เหล่าสตรีที่มาเยือนจึงพากันก้มศีรษะกราบคำนับทีละคน พร้อมพนมมือสวดมนต์ขอพรจากองค์พระโพธิสัตว์

นักพรตจอมปลอมอุตส่าห์ลงทุนบูรณะซ่อมแซมวัดร้าง ในวัดมีรูปปั้นองค์พระโพธิสัตว์ตั้งอยู่ เหล่าผู้ศรัทธามองเห็นนักพรตผู้นี้เป็นดัง ‘เทพเซียนผู้มาจุติในคราบมนุษย์’ แต่กลับก้มกราบกรานถวายธูปเทียนบูชาต่อองค์พระโพธิสัตว์ หยุนเชวี่ยมองเข้าไปจากด้านนอกอุโบสถ เห็นการกระทำอันไม่สอดคล้องกันเช่นนั้นก็ได้แต่ลอบหัวเราะอย่างนึกขบขัน

“สหายน้อยนางนี้” นักพรตเสวียนซวีมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังนาง เขาโบกมือพร้อมกล่าวว่า “วันนี้อาตมายังไม่ได้ทำนายดวงชะตาให้กับผู้ใด ไม่ทราบว่าสหายน้อยจะยอมรับคำทำนายจากอาตมาหรือไม่?”

หยุนเชวี่ยจ้องมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้าไม่ได้นำเงินติดตัวมาแม้แต่สามเหรียญ”

นักพรตยื่นมือออกมาจากเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเพื่อลูบเคราของตนเอง “ไม่เป็นไร”

“เช่นนั้นก็ทำนายเสียเถิด ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ต้องเสียเงินให้กับท่าน” หยุนเชวี่ยยกยิ้มอย่างไม่แยแส “ท่านค่อย ๆ คิดคำนวณให้ดี อย่าได้เกรงใจที่จะทำนายดวงชะตาของข้า” นางเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาฉายแววหยอกล้อเป็นเชิงบ่งบอกว่า ‘เริ่มการแสดงของเจ้าเสียทีเถิด’

นักพรตเสวียนซวีไม่สนใจท่าทีปราศจากความเคารพของนางแม้แต่น้อย เขาไม่ถามไถ่ใด ๆ ก้มหน้าลงจับจ้องปลายจมูกและเข้าสู่ห้วงภวังค์ นับนิ้วคำนวณอย่างใจเย็น

“เหตุใดท่านนักพรตจึงไม่ถามถึงวันเวลาตกฟากของข้าเล่า?” หยุนเชวี่ยอดเอ่ยถามไม่ได้

นางเคยคิดในตอนแรกว่าหากนักพรตจอมปลอมผู้นี้เอ่ยถาม นางจะตอบมั่วไปเพื่อดูว่าเขาจะดึงกลอุบายอะไรออกมาใช้บ้าง จากนั้นจึงค่อยเผยโฉมหน้าที่แท้จริงว่าเขาไม่ใช่ ‘ปราชญ์ผู้รอบรู้’ แต่อย่างใด ทว่าใครจะล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายกลับไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ควรจะเป็น?

นักพรตเสวียนซวีหรี่ตามองพลางเผยรอยยิ้มบางแฝงเลศนัย “นั่นไม่จำเป็น”

“หากไม่ถามไถ่ถึงวันเวลาตกฟากแล้วท่านนักพรตจะคำนวณดวงชะตาอย่างไร?”

“จับจ้องใบหน้าก็เพียงพอแล้ว” นักพรตเสวียนซวีกล่าว

นี่คือกลลวงอะไรกัน?! คิ้วของหยุนเชวี่ยไม่ขยับเขยื้อน นางคิดในใจว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้คงต้องการวางกับดักตนด้วยวิธีบางอย่าง จึงละสายตาจับจ้องไปยังมือซ้ายของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถามต่อ “เช่นนั้นเหตุใดท่านนักพรตจึงต้องนับนิ้วคำนวณอีก?”

นักพรตเสวียนซีเผยรอยยิ้มบางอีกครั้ง “ความเคยชิน”

คราวนี้หยุนเชวี่ยถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก

หยุนเชวี่ยยกแขนขึ้นกอดอกเพื่อรอกลลวงที่เขาจะงัดออกมาใช้ต่อไปด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง

นักพรตเริ่มใช้สองนิ้วแตะหน้าผากเบา ๆ ทำท่าทางคล้าย ‘เบิกเนตรเปิดสวรรค์’ จากนั้นจึงกลั้นหายใจขณะจับจ้องใบหน้าของหยุนเชวี่ย ทั้งยังหรี่ตาลงเป็นครั้งคราว พยักหน้าพลางพึมพำท่องคาถาบางอย่าง

หากไม่ใช่เพราะหยุนเชวี่ยเคยพบเห็นบุคคลตรงหน้าต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คนมาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่แน่ว่านางเองก็อาจถูกกระบวนวิธีดังกล่าวของเขาทำให้หลงเชื่อได้เช่นกัน หยุนเชวี่ยยังคงเผยสีหน้าไร้อารมณ์ กระทั่งดวงตาก็ฉายแววรำคาญใจ

นักพรตเสวียนซวีพยายามสร้างบรรยากาศอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงตรงหน้าไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แม้แต่สายตาที่ส่อซึ่งความอยากรู้อยากเห็นก็มิได้แสดงออกมา เขาลอบคิดในใจว่านางช่างร้ายกาจนัก แส้ในมือถูกกัดแกว่งไปมาอย่างดุดันก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกล่าวออก “อู๋เลี่ยงเทียนจวิน…*”

* อู๋เลี่ยงเทียนจวิน = เป็นคำกล่าวของชาวลัทธิเต๋า มีนัยอวยพรให้มีความสุขอย่างหาที่สุดไม่ได้ เปรียบกับหลวงจีนที่พูดคำว่าอามิตตาพุทธ

** มาแล้วผู้อ่านจ๋าาา เปิดนิยายให้อ่านฟรี กว่า 700 ตอน **คัดสรรนิยาย 4 เรื่อง 4 แนว สุดฮิตมาให้อ่านกันตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ ต้องรีบไปอ่านแล้ววว ⏰ ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย – 18 เม.ย. นี้อ่านได้เลยที่ www.enjoybook.coติดตามผลงานและข่าวสารจากเราได้ที่ เพจ EnjoyBook

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 369 ซินแสลัทธิเต๋า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

62738198wH1YpbA5
เซียนหมอหญิงแม่ลูกอ่อน
26/02/2024
65c45e275HyR33Hh
ยอดกุ๊กบุกแดนเซียน
03/04/2025
6541d756
พันธสัญญาลวงรัก
25/09/2025
ดาวน์โหลด (1)
ยอดหญิงอันดับหนึ่ง
05/09/2022

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.