ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 380 ราชโองการมาถึงแล้ว
ตอนที่ 380 ราชโองการมาถึงแล้ว
ตอนที่ 380 ราชโองการมาถึงแล้ว
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหยุนลี่เต๋อจะตบโต๊ะและกล่าวชมเชยลูกสาว “ดีมาก!”
หยุนเชวี่ยตกใจเล็กน้อย “ท่านพ่อชอบฟังหรือเจ้าคะ? หากอย่างนั้นข้าจะอ่านให้ฟังอีกเล่มดีหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อกล่าวแสดงความสนใจขณะรินชาให้ตนเอง “เอาสิ ข้ายังอยากฟังเรื่องของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจผู้นี้อยู่”
หยุนลี่เต๋อฟังชีวประวัติเล่มนี้ตลอดสามวันที่ผ่านมา เมื่อมีเวลาว่างทีไร เขามักจะเรียกหยุนเชวี่ยให้มาเล่านิยายเรื่องนี้ให้ฟังอีก ซึ่งบางครั้งสืออี หยุนเยี่ยน และแม่นางเหลียนก็แอบฟังอยู่ข้างนอกห้องอย่างเพลิดเพลิน
เมื่อถึงวันที่สี่ หยุนเยี่ยนก็อดพูดออกมาไม่ได้ “เปลี่ยนเรื่องอื่นบ้างเถิดเจ้าค่ะ ข้าฟังเรื่องนี้ซ้ำไปมาจนหูของข้าจะไหม้หมดแล้ว”
หยุนลี่เต๋อโบกมือ “หืม เรื่องนี้สนุก ดียิ่งนัก เหล่าปีศาจพวกนั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสารที่แต่งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้คนทั้งนั้น”
หยุนเชวี่ยเล่าเรื่องของแม่ทัพจนแทบอ้วกออกมาเป็นตัวอักษร นางครุ่นคิดในใจว่าแม่ทัพผู้นี้ทรงอำนาจถึงขั้นสามารถขอความช่วยเหลือจากนักรบสวรรค์ได้จริงหรือ มิใช่ผู้แต่งหลอกลวงรึ?
“พ่อของเจ้าชอบฟังก็ปล่อยให้เขาฟังไปเถอะ” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางส่งยิ้มให้หยุนลี่เต๋อก่อนกล่าวหยอกล้อว่า “ไม่แน่ว่าหากสงครามยังไม่สงบลง พ่อของเจ้าอาจเลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพใหญ่แล้วก็ได้!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้ามิได้เก่งกาจเช่นนั้นเสียหน่อย” หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “ข้าเพียงใช้พละกำลังอันป่าเถื่อนเพื่อต่อสู้เอาชีวิตรอดในสนามรบเท่านั้น เคราะห์ดีที่ข้ายังมีชีวิตรอดมาได้” จากนั้นตบขาง่อย ๆ ของตนเอง
ขาข้างที่ใช้งานได้ไม่เต็มที่นั้นไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากนัก และเมื่อมีผู้ใดถามถึงสาเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ เขาก็จะตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่าได้รับบาดเจ็บจากลูกธนูเท่านั้น
หยุนเชวี่ยไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้มาก่อนจึงอดสงสัยไม่ได้ “ท่านพ่อ เล่าเรื่องราวขณะออกรบของท่านให้ฟังหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านไม่เคยพูดถึงมาก่อน”
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ทหารชั้นผู้น้อยไม่มีบรรดาศักดิ์ ไร้อนาคต อย่าพูดถึงมันเลย ๆ” หยุนลี่เต๋อกล่าวพลางหัวเราะ “อ่านตำราเล่มนี้ดีกว่า น่าสนใจกว่ามากโข”
“มิใช่ว่าท่านพ่อทำความดีความชอบหรือเจ้าคะถึงได้รับที่ดินห้าสิบไร่เป็นของตอบแทน?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“แค่ทำตามคำสั่งของกองทัพ สะสมผลงานเล็กน้อย ไม่มีอะไรสำคัญหรอก” หยุนลี่เต๋อยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมส่ายศีรษะก่อนพึมพำกับตนเอง “หากไม่ใช่เพราะทหารสามพันนายยอมพลีชีวิตอย่างหาญกล้า เกรงว่าคงไม่สามารถรักษาชีวิตทหารอีกหนึ่งหมื่นนายได้”
บางทีอาจเป็นเพราะหยุนลี่เต๋อได้ยิน ‘ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร’ มาตลอดหลายวัน ทำให้เรื่องราวเศร้าสลดมากมายในสนามรบที่ถูกผนึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจและเกิดรู้สึกหดหู่ขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงคำพูดไม่กี่ประโยค ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความสิ้นหวังที่ไม่อาจอธิบายได้ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนอดหวาดกลัวไม่ได้
หยุนเชวี่ยเท้าคางฟังและอยากฟังเรื่องราวต่าง ๆ ให้มากกว่านี้ ทว่าหยุนลี่เต๋อกลับลูบศีรษะของนางเบา ๆ พลางหัวเราะ “พ่อรู้ว่าตำนานเล่มนั้นถูกเขียนโดยบัณฑิต ไม่มีทางที่คนธรรมดาจะวิเศษวิโสขนาดนั้นหรอก แม้แต่เจิ้นอันอ๋องยังมีจมูกหนึ่งอันและตาสองข้างเท่านั้น”
“เจิ้นอันอ๋อง?” หยุนเชวี่ยถามอย่างสงสัย
“เฮ้อ! ลืมไปเสียสนิท” หยุนลี่เต๋อตบศีรษะตนเองเบา ๆ พลางหัวเราะอีกครั้ง “หลายวันมานี้ข้าอยู่แต่ในบ้านจึงเลอะเลือนไปบ้าง วันนี้อากาศแจ่มใส พวกเราไปเดินเล่นกันดีหรือไม่?”
หยุนเชวี่ยยังไม่ทันตั้งตัว หยุนลี่เต๋อก็เดินออกจากเรือนไปเสียแล้ว
“ท่านพ่อเป็นอะไรไป?” หยุนเยี่ยนสับสน “ไยจึงหยุดเล่ากลางคันแล้วเฉไฉออกไปเดินเล่น?”
“อยู่ในบ้านนานเกินไปหรือ” แม่นางเหลียนกล่าว “เช่นนั้นออกไปเดินเล่นบ้างก็ดี ท่านจะได้สบายใจขึ้นอีกสักหน่อย”
หยุนเชวี่ยรู้สึกว่าชื่อ ‘เจิ้นอันอ๋อง’ คุ้นหูยิ่งนัก หลังจากผ่านไปสักพัก นางก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือแม่ทัพที่อยู่ใน ‘ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร’ ซึ่งเจิ้นอันอ๋องเฉลียวฉลาดและมีความสามารถที่เก่งกาจจนทำให้ข้าศึกเกรงกลัวไม่กล้าต่อกรจนชาวบ้านต่างยกย่องสรรเสริญเขาเป็นวีรบุรุษ
ค่ายเฮยเถียหยิงอยู่ภายใต้การบัญชาการของเจิ้นอันอ๋อง แม่ทัพผู้น่าเกรงขามสวมชุดเกราะดำมะเมื่อม มีทหารผู้จงรักภักดีที่อยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย ทั้งยังสามารถขอความช่วยเหลือจากกองทัพสวรรค์ได้ ทว่ามีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือแม่ทัพผู้มีอิทธิพลผู้อื่นมักปกป้องโลกให้สงบสุข แต่เจิ้นอันอ๋องกลับโดนกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จากนั้นเหวินฮ่องเต้ที่เพิ่งครองราชย์ก็ออกราชโองการให้ประหารชีวิตเขาและลูกน้องทุกคน
ประชาชนจำนวนมากที่ชื่นชอบเจิ้นอันอ๋องต่างไม่พอใจจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านการปราบปรามของราชสำนัก บัณฑิตผู้หนึ่งเขียน ‘ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร’ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เจิ้นอันอ๋อง บัณฑิตเฒ่าผู้นี้จึงเขียนตำนานเล่มนี้ขึ้นเพื่อบอกเล่าวีรกรรมอันกล้าหาญ หลังจากเผยแพร่ตำนานเล่มนี้ เขาก็ถูกตัดสินโทษจำคุกทันที
หยุนเชวี่ยคาดไม่ถึงว่าบิดาของตนจะรู้จักกับบุรุษในตำนาน แต่เมื่อนางถามด้วยความสงสัย หยุนลี่เต๋อกลับส่ายศีรษะ “พ่อของเจ้าไม่มียศใหญ่โตเสียหน่อย ไหนเลยจะรู้จักขุนนางระดับสูงเช่นนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นท่านเคยเจอเขาหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าแค่มองจากที่ไกล ๆ เท่านั้น”
“แล้วเจิ้นอันอ๋องหน้าตาเป็นอย่างไร? เหมือนกับในหนังสือหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่เหมือน ในตำราอธิบายว่าท่านแม่ทัพมีใบหน้าดำคล้ำ ดวงตาคมกริบ แต่ความจริงท่านอ๋องเฒ่าแตกต่างออกไป” หยุนลี่เต๋อหรี่ตาพลางครุ่นคิด “ท่าแม่ทัพสง่างามคล้ายบัณฑิต รูปร่างสูงโปร่ง และใบหน้าของเขาก็ไม่ได้ดำคล้ำ”
“บัณฑิต?” หยุนเชวี่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งนักจึงถามหยั่งเชิงว่า “เอ่อ… ถ้าอย่างนั้นการจลาจลเกิดขึ้นได้อย่างไรเจ้าคะ…”
หยุนลี่เต๋อที่ยืนอยู่ในลานบ้านชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นหันกลับมากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เด็กน้อยคนนี้ เจ้าจะรู้อะไร? ไม่ควรถามสุ่มสี่สุ่มห้า!”
หยุนเชวี่ย…
หลังจากพูดจบ หยุนลี่เต๋อก็หมุนตัวกลับและเดินเข้าไปในเรือน วันต่อมาเขาไม่ได้ขอให้ลูกสาวเล่า ‘ตำนานแม้ทัพผู้เกรียงไกร’ อีก เมื่อมีเวลาว่างเขามักจะออกไปเดินเล่นบนภูเขา หรือไม่ก็ช่วยหยุนเยี่ยนทำหีบใส่สินสอดทองหมั้น
แม่นางเฉินซื้ออาหารและเครื่องดื่มมากมายมาจากในเมือง นางอาศัยที่สืออีเปิดประตูรั้วเพื่อเข้าไปส่งอาหารทั้งสามมื้อให้แก่ผู้เฒ่าทั้งสองเบียดเสียดร่างของตนเข้าไปใน ด้วยความที่แม่เฒ่าจูมักสาปแช่งนาง แม่นางเฉินจึงหลบอยู่ในห้องปีกตะวันตกทั้งวัน
สองสามวันต่อมา ชาวบ้านพบว่ามีชายนิรนามผู้หนึ่งนอนอยู่ข้างทาง ซึ่งไกลจากหมู่บ้านประมาณสามถึงสี่ลี้ เขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง สภาพปางตาย เมื่อเพ่งมองอย่างพินิจก็พบว่าเขาคือหยุนลี่เซียวที่หายตัวไปสองเดือนแล้ว
คนผู้นั้นรีบตามหยุนลี่เต๋อให้ไปดูน้องชาย หลังจากไปถึงหยุนลี่เต๋อก็พบว่ามือของหยุนลี่เซี่ยวขาดไปหนึ่งข้าง ข้อมือของเขาถูกตัดขาดอย่างโหดร้าย แผลสกปรกเหวอะหวะจนส่งกลิ่นกลิ่นเน่าเหม็นออกมา
หยุนลี่เต๋อรีบแบกน้องชายกลับไปยังเรือนหลังเก่าของตระกูลหยุนทันที เมื่อแม่เฒ่าจูเห็นว่าคนผู้นั้นคือหยุนลี่เซี่ยวก็อ้าปากสาปแช่งทันที สองมือกางออกเพื่อขวางทางไม่ให้หยุนลี่เต๋อพาบุตรชายคนที่สามของตนเข้าไปในเรือน ลูกชั่วเช่นนี้ต้องตายเหมือน ‘หมาข้างถนน’ เท่านั้น
“ท่านแม่ หากยังขวางทางเช่นนี้ เจ้าสามได้ตายจริงแน่!” เหงื่อกาฬไหลลงมาจากหน้าผากของหยุนลี่เต๋อ
“เจ้าเดรัจฉานอกตัญญูสมควรตาย!” แม่เฒ่าจูไม่ยอมลดละพลางมองบุตรชายคนที่สามด้วยสายตาโกรธแค้นพร้อมขบฟันแน่น นางเกลียดบุตรชายผู้นี้เข้ากระดูกดำและอยากให้เขาตายอยู่ข้างถนน จะได้ไม่ต้องกลับมาให้ตนเห็นหน้าอีก
“ท่านแม่!”
“พี่สาม! พี่สาม!” แม่นางเฉินร้องโอดครวญ “บัดซบ… พี่สามเป็นลูกชายในไส้ของท่าน ท่านจะทนเห็นเขาตายเช่นนี้หรือ!”
ชายฉกรรจ์หลายคนที่ช่วยหยุนลี่เต๋อแบกหยุนลี่เซียวอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย จู่ ๆ คนผู้หนึ่งก็กล่าวออก “ท่านป้า ชีวิตคนสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ในเมื่อเจ้าสามเป็นเช่นนี้แล้วก็รีบให้เขาเข้าบ้านเถิด อย่ามัวแต่เสียเวลาเลย”
“ถูกต้อง ตอนนี้เขายังมีลมหายใจ ท่านป้าอย่าสร้างปัญหาอีกเลย มันคงเป็นเรื่องยากหากต้องบอกว่าท่านเป็นคนฆ่าลูกชายคนตนเอง” ชายอีกคนหนึ่งกล่าวเสริม
คุกที่สำนักบริหารยังคงตามหลอกหลอนแม่เฒ่าจูจนขวัญหนีดีฝ่อทุกคืนที่หลับตา นางต้องใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าจะกำจัดความโหดร้ายเหล่านั้นออกจากใจได้ เมื่อได้ยินบุรุษผู้หนึ่งพูดเช่นนั้น สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปทันใด
ชายผู้นั้นฉวยโอกาสดึงร่างของแม่เฒ่าจูให้พ้นทาง เพื่อให้หยุนลี่เต๋อแบกหยุนลี่เซียวเข้าไปในเรือน