ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 381 แบ่งปันผลประโยชน์
ตอนที่ 381 แบ่งปันผลประโยชน์
ตอนที่ 381 แบ่งปันผลประโยชน์
หยุนลี่เซียวที่อยู่ในสภาพปางตายถูกวางลงบนเตียง แม่นางเฉินต้มน้ำร้อนและนำมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้สามี ไม่นานหยุนลี่เซียวก็ลืมตาขึ้นและกลอกตามองรอบห้องแล้วก็หลับไปอีกครั้ง
หยุนลี่เต๋อเชิญหลี่หลางจงมาตรวจร่างกายของหยุนลี่เซียว นอกจากสูญเสียเลือดมากและร่างกายอ่อนเพลียแล้ว อวัยวะภายในไม่มีอาการบอบช้ำ เพียงแต่บาดแผลบริเวณข้อมือติดเชื้อรุนแรงทำให้เป็นฝีต้องทำความสะอาดแผลและตัดเนื้อที่เน่าเปื่อยทิ้ง จากนั้นก็ทายาและพันแผลให้ถูกหลักอนามัย
ขณะที่กำลังตัดเนื้อเน่าเปื่อยทิ้ง หยุนลี่เซียวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงก็ร้องโอดโอยเสียงดังราวกับหมูโดนเชือด ทั้งถีบและด่าทอชายหนุ่มสองคนที่ช่วยตรึงร่างของเขาลงกับเตียงจนทั้งสองคนทนไม่ไหว จากนั้นกัดแขนหยุนลี่เต๋ออย่างแรง เขาใช้สันมือฟาดลงบริเวณต้นคอของหยุนลี่เซียวจนสลบโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หยุนลี่เซียวกลายเป็นคนพิการไปแล้ว แต่ก่อนเขาเคยเกียจคร้านเที่ยวเตร่ไปทั่ว ฉะนั้นจึงไม่สำคัญว่าจะมีมือข้างนั้นหรือไม่ ทว่าตอนนี้แตกต่างออกไป เขาต้องนอนอยู่บนเตียงทั้งวันราวกับผักเน่าไม่สามารถทำประโยชน์อันใดได้
ผู้เฒ่าหยุนรู้สึกเสียใจ เพราะทนเห็นลูกชายของตนมีสภาพเช่นนี้ไม่ได้จึงสั่งให้แม่เฒ่าจูแบ่งข้าวปลาให้ทั้งสองคนกินจะได้ไม่อดตาย ฉะนั้นแม่นางเฉินจึงสามารถกินข้าวปลาอาหารที่แม่เฒ่าจูกักเก็บไว้ได้ในฐานะผู้ปรนนิบัติดูแลสามี
วันเวลาผ่านไปจนอาการป่วยของหยุนลี่เซียวเริ่มดีขึ้น แม่เฒ่าจูก็นำเรื่องที่แม่นางเฉินขายลูกสาวแลกกับเงินสิบตำลึงและเก็บเงินเหล่านั้นไว้เพียงผู้เดียวให้บุตรชายคนที่สามฟัง หลังจากกล่าวออกเพียงไม่กี่คำ หยุนลี่เซียวก็เกิดบันดาลโทสะเดินเข้าไปในห้องนอนของตนและลงกลอนแน่นหนา จากนั้นหยิบไม้ปัดฝุ่นขนไก่ขึ้นฟาดภรรยาอย่างแรงหลายต่อหลายครั้ง
ครั้นถูกฟาดอย่างแรง แม่นางเฉินจึงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แต่กลับไม่นำเงินทั้งหมดที่เหลือออกมาให้สามี ด้วยแน่ใจว่าหยุนลี่เซียวไม่มีทางหย่าและขับไล่ตนออกไปจากเรือนแน่นอน หากขาดนางไปสักคน ใครเล่าจะต้องการคนพิการเช่นเขา?
หลังจากถูกทำร้าย เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของแม่นางเฉินก็ดังทั่วหมู่บ้าน วันต่อมานางจึงโพนทะนาไปทั่วหมู่บ้านว่าแม่เฒ่าจูและบุตรชายคนที่ทุบตีทำร้ายร่างกาย และปฏิบัติต่อตนไม่เหมือนมนุษย์ทั้งโหดเหี้ยมและไร้ยางอาย นอกจากนี้ยังกล่าวว่าหยุนลี่เต๋อไร้ความปรานี เนื่องจากเขาไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ชาวบ้านทุกคนต่างรู้ดีว่าแม่นางเฉินและหยุนลี่เซียวมีอุปนิสัยอย่างไร พวกเขาจึงถือว่าสิ่งที่นางพูดเป็นเรื่องตลก นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านส่วนหนึ่งนำเรื่องที่แม่นางเฉินกล่าวไปนินทากันอย่างสนุกปากโดยไม่คำนึงว่าอีกฝ่ายคือพี่น้องของหยุนลี่เต๋อ
ไม่ว่าแม่นางเฉินจะเล่าเรื่องราวให้ตนน่าสงสารอย่างไรก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนเห็นใจนางแม้แต่คนเดียว หลังจากที่หยุนลี่เซียวหายเป็นปกติแล้ว อารมณ์ของเขาก็ยิ่งฉุนเฉียวและทำร้ายร่างกายของภรรยาอยู่บ่อยครั้ง ในยามบ่ายของทุกวัน แม่นางเฉินมักออกไปร่วมวงพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่น ๆ แล้วถกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นรอยฟกช้ำบนแขน “ดูสิ ไอ้สารเลวนั่นโหดเหี้ยมแค่ไหน มันตั้งใจทุบตีข้าให้ตาย มันใช้ไม้ปัดฝุ่นขนไก่ฟาดข้า…” จากนั้นถ่มน้ำลายและด่าทอไปถึงบรรพบุรุษของตระกูลหยุน เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็น นางก็จะสะบัดบั้นท้ายกลับเรือนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฤดูหนาวอันโหดร้ายกำลังจะผ่านพ้นไป ในวันที่เหมาะกับการพักผ่อนเช่นนี้ ความบันเทิงสตรีในหมู่บ้านในเวลานี้คือการรวมตัวกันและฟังเรื่องที่แม่นางเฉินเล่าเรื่องเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในตระกูลหยุน
เรื่องน่าเศร้าเหล่านี้ถูกนำไปพูดคุยอย่างสนุกสนาน พวกนางยังรู้สึกว่ามันยังไม่น่าสนใจพอจึงกล่าวยุยงแม่นางเฉิน “ในฤดูใบไม้ผลิ พี่ใหญ่ของเจ้าจะกลับมารับทุกคนไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับเขามิใช่หรือ? หากเขาไม่รักษาคำพูด เจ้าก็จงไปตามหาเขาที่ชิงหนิวเถิด หยุนลี่จงเป็นถึงเจ้าเมืองจะหนีไปไหนได้? เมื่อถึงตอนนั้นเขากล่าวปฏิเสธ เจ้าก็พาผู้เฒ่าที่เป็นอัมพาตไปเรียกร้องที่ศาลาว่าการว่าลูกชายอกตัญญูไม่ทดแทนบุญคุณ ทำให้เขาอับอายต่อหน้าสาธารณชนไปเลย”
แม่นางเฉินเป็นคนโง่งมและไร้หัวใจ นางคิดว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็นความคิดที่ดี เมื่อกลับไปถึงบ้าน นางจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้หยุนลี่เซียวฟัง ทั้งสองคนมีนิสัยเกียจคร้าน เมื่อคิดว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร และไม่ต้องทำงานหนัก พวกเขาจึงตกลงร่วมมือกันทันทีและตั้งหน้าตั้งตารอฤดูใบไม้ผลิ หากหยุนลี่เซียวไม่ทำตามที่สัญญา สองสามีภรรยาจะพาผู้เฒ่าหยุนไปฟ้องร้องที่สำนักงานบริหารทันที
ในช่วงต้นเดือนที่สองของปี เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้านไป๋ซี
วันที่เจ็ดคือวันแต่งงานของหยุนเยี่ยน ฉะนั้นแม่นางเหลียนจึงยุ่งวุ่นวายทั้งวัน นางนับเงินสินสอดทองหมั้นถึงสามครั้ง เพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาด จากนั้นตัดกระดาษสีแดงและนำไปห่อลูกกวาด พุทราตากแห้ง และผลไม้แช่อิ่มเพื่อแจกจ่ายให้เด็ก ๆ
เช้าตรู่ของวันนี้ ขบวนรถม้าขบวนหนึ่งเดินทางจากในเมืองมายังหมู่บ้านไป๋ซี ตลอดการเดินทางมีเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งตีฆ้องอยู่ด้านหน้าของขบวนแล้วจะโกนว่า “พระราชโองการมาถึงแล้ว
ตลอดเส้นทางที่ขบวนรถม้าขับผ่าน ชาวบ้านทุกคนจะคุกเข่าทำความเคารพพวกเขา ขบวนรถม้าเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านไป๋ซีอย่างครึกครื้น พวกเขาหยุดสอบถามเส้นทางไปยังเรือนตระกูลหยุนกับชาวบ้าน
“มีใครอยู่หรือไม่? นี่ใช่เรือนตระกูลหยุนหรือไม่?” คนผู้หนึ่งตะโกนเสียงดังอยู่ด้านนอกเรือน
ต้าหวงที่หมอบอยู่ข้างเพิงนอน มันเห็นคนนอกเดินเข้ามาให้เรือนจึงเดินออกไปสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ
ประตูเรือนเปิดอ้าอยู่ แม่นางเหลียนมองออกไปด้านนอกเห็นว่ามีชายผู้หนึ่งแต่งตัวในชุดของขุนนาง นางพลันคิดว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดแน่จึงรีบตอบ “ใช่เจ้าค่ะ ที่นี่คือเรือนของตระกูลหยุน…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของแม่นางเหลียน คนผู้นั้นก็ประสานมือและโค้งคำนับพลางกล่าวอย่างสุภาพว่า “ในครอบครัวของฮูหยินมีเด็กสาวที่ชื่อว่าหยุนเชวี่ยหรือไม่?”
แม่นางเหลียนตะลึงงันกับคำว่า ‘ฮูหยิน’ ยังไม่ทันได้รวบรวมสติ เสียงฆ้องก็ดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ขันทีผู้หนึ่งตะโกนเสียงดังว่า “พระราชโองการมาถึงแล้ว…”
“ยินดีด้วยขอรับฮูหยิน ยินดีด้วย หัวหน้าครอบครัวของท่านอยู่ที่ใดรึ เรียกเขาออกมารับพระราชโองการเถิด!” คนผู้นั้นเป็นมิตรยิ่งนัก เขาเปิดประตูรั้วและเดินเข้ามาในลานบ้านจากนั้นถอยหลังไปสองก้าวก่อน ‘โค้งคำนับ’
“พระ พระราชโองการ…” แม่นางเหลียนตกตะลึงจนแทบเป็นลม หยุนเยี่ยนที่ยืนอยู่บ้านหลังประคองร่างของมารดาเอาไว้ นางนั่งลงบนพื้นอย่างอ่อนแรงพลางพึมพำออกมา “นายท่าน เชวี่ยเอ๋อของข้า…”
ขุนนางผู้นั้นกล่าวออก “มันคือเรื่องดี! เรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก! โปรดรับพระราชโองการไปเถิด!”
“ข้า… เชวี่ยเอ๋อและพ่อของนางอยู่บนภูเขา” แม่นางเหลียนรู้สึกมึนงงขณะที่แขนและขาอ่อนแรง
“โอ้ ถ้าอย่างนั้นรีบเรียกนางกลับมาเถิด!”
“เยี่ยนเอ๋อ เยี่ยนเอ๋อรีบไปตามพ่อของเจ้าและเชวี่ยเอ๋อกลับมาเร็วเข้า…”
กลุ่มคนที่เดินทางมามอบพระราชโองการได้แก่ ใต้เท้าจงนายอำเภออันผิง ใต้เท้าเฉียนผู้ตรวจการอำเภอ หลี่กงกงขันทีที่เดินทางมาจากเมืองหลวง และผู้ติดตามของเขาอีกสองคน นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายนาย
ขณะหลี่กงกงอ่านราชโองการด้วยน้ำเสียงอันแหลมสูง ชาวบ้านในหมู่บ้านไป๋ซีและหมู่บ้านใกล้เคียงต่างมากันนั่งคุกเข่าอย่างนอบน้อมตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านจนถึงเรือนตระกูลหยุน ชายชราอายุหกสิบเจ็ดสิบปีตลอดจนถึงเด็กน้อยอายุสี่ห้าขวบต่างมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ในสถานที่ที่ซึ่งห่างไกลจากฮ่องเต้และเมืองหลวงเช่นนี้ แม้แต่ผู้ที่อวดอ้างตนว่ารู้ทุกสิ่งเช่นหวังหลี่เจิ้งยังไม่เคยเห็นว่าขันทีในวังหลวงแต่งกายเช่นไร พระราชโองการมีหน้าตาแบบไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวอักษรที่ใช้เขียนในราชโองการ
หยุนเชวี่ยรับรู้เพียงว่ามันคือพระราชโองการเท่านั้น แต่มิได้คาดหมายว่าเนื้อความจะพูดถึงเหมืองเกลือ เนื่องจากนางเป็นผู้ค้นพบเหมืองเกลือบนภูเขาจึงนับว่านั่นคือคุณงามความดี ทว่านางเป็นสตรีและในอดีตสตรีไม่สามารถขึ้นเป็นขุนนางได้ ดังนั้นราชสำนักจึงแต่งตั้งบิดาของนางแทน หยุนลี่เต๋อได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางตำแหน่ง ‘ผู้บังคับการทหารม้าอู่หลัว’ ซึ่งหยุนเชวี่ยก็สับสนเช่นกันว่าตำแหน่งนี้คือขุนนางระดับใด
นอกจากตำแหน่งขุนนางของหยุนลี่เต๋อแล้ว ราชสำนักยังมอบทองหนึ่งร้อยตำลึงให้แก่ครอบครัวของเขา รวมไปถึงผ้าไหมยี่สิบผืน เครื่องเรือนลายคราม หยกยี่สิบชิ้น เนื่องจากเรื่องที่หยุนเชวี่ยเป็นผู้ทำคุณงามความดีลอยเข้าพระกรรณของฮองเฮา พระนางจึงประทานเครื่องประดับอีกหลายชิ้นให้แก่เด็กสาว