ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 379 ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร
ตอนที่ 379 ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร
ตอนที่ 379 ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร
“ท่านลุงหยุน เงียบก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ารบกวนท่านหลี่หลางจงขณะที่กำลังรักษาท่านอาสะใภ้เลย” มารดาของต้าหวังกล่าวออก
ผู้เฒ่าหยุนไม่ทำตามที่อีกฝ่ายบอก แต่เขากลับตะโกนเสียงดังอย่างร้อนรนพลางยื่นมือออกไปตบผ้าห่มที่คลุมตัวของแม่เฒ่าจูอย่างสุดกำลัง
“ท่านลุงหยุน ท่านจะทำอะไร ปล่อยให้ท่านหลี่หลางจงรักษาท่านอาสะใภ้เถิดเจ้าค่ะ เจ้ารองป่วยไปคนหนึ่งแล้ว ข้าจึงปล่อยให้เขากังวลเรื่องอาสะใภ้ไม่ได้…” มารดาของต้าหวังจับมือของผู้เฒ่าหยุนพร้อมเกลี้ยกล่อมด้วย ‘ใจจริง’
“อ่ะ อ่า อ่า…” ผู้เฒ่าหยุนสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ หากยังแข็งแรงดังเดิม เขาจะไม่ยอมปล่อยให้หญิงชราทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเช่นนี้เด็ดขาด
น่าเสียดายที่ทำได้เพียงนึกเสียใจ ผู้เฒ่าหยุนรู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำในอดีตของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาขุ่นมัวไม่ขาดสาย เวลานี้ผู้เฒ่าไม่สนเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีอีกต่อไปแล้ว เขาจึงร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่หลางจงก็วางแขนแม่เฒ่าจูลง “บางทีอาจเป็นเพราะเสียขวัญเล็กน้อย นางไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“แล้วต้องรักษาอย่างไรเจ้าคะ?” มารดาของอู๋ต้าหวังเอ่ยถาม
“มันไม่ใช่โรคเรื้อรังจึงสามารถรักษาให้หายขาดได้” หลี่หลางจงเปิดกล่องเครื่องมือก่อนหยิบเข็มเงินชุดหนึ่งออกมาแล้วกางออก เขาเลือกเข็มเล่มที่หนาที่สุดอย่างไม่รีบร้อน “ฝังเข็มอีกสักสองสามเข็มคงจะดีขึ้น แต่หากไม่ได้ผล ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเขียนใบสั่งยา”
มารดาของต้าหวังอยากจะระเบิดหัวเราะออกมาเสียตรงนี้ ทว่าต้องทนอดกลั้นไว้ก่อน ขณะที่ในใจพลันคิดว่าตาแก่ยังไม่รู้ฤทธิ์ของหญิงชราผู้นี้อีกหรือ หญิงชราคนนี้ทั้งชั่วร้ายและเห็นแก่ตัวสมควรที่จะได้รับ ‘การวินิจฉัยและการรักษา’ อย่างดี แล้วล่ะ
หลี่หลางจงเผยสีหน้าเคร่งเครียด หรี่ตาลงเล็กน้อย มือหนึ่งจับเข็ม ส่วนอีกมือหนึ่งจับนิ้วของแม่นางเหลียนไว้มั่น จากนั้นแทงเข็มเข้าที่ปลายนิ้วของคนไข้อย่างรวดเร็วและมั่นคงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงชั่วครู่แม่เฒ่าจูก็ร้องโอดครวญ “โอ๊ย” และนอนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่ไหวติง จากนั้นไม่นานนางจึงเบิกตาโพลงพลางยันกายลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ก่อนด่าทอด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “ใจดำอำมหิต พวกเจ้าจงใจทำร้ายคนแก่เช่นข้า…”
หลี่หลางจงเก็บเข็มใส่ถุงอย่างรวดเร็ว “ดูสิ แค่นี้ก็หายดีแล้ว ไม่ต้องเขียนใบสั่งยาเลย”
มารดาของอู๋ต้าหวังกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม “ท่านหลี่หลางจง ท่านเป็นหมอเทวดาจริง ๆ ท่านอาสะใภ้สบายดี ข้าก็คลายกังวล ท่านไม่เขียนใบยาแล้วหรือเจ้าคะ หากอาการของอาสะใภ้กำเริบขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
หลี่หลางจงเข้าใจเจตนาของนางจึงลูบเคราพลางเอ่ยว่า “วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้เจ้าหาเข็มเย็บผ้าเล่มที่หนาที่สุดมาปักตามจุดชีพจรทั้งสิบนิ้ว แล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง เจ้าสามารถทำได้เองที่บ้าน ครั้งหน้าคงไม่ต้องพึ่งข้าอีก”
ทั้งสองคนพูดจาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกจากห้องไป แม่เฒ่าจูก็บันดาลโทสะสาปแช่งจนเสียงดังลั่น
มารดาของต้าหวังเดินทางไปแจ้งข่าวแก่แม่นางเหลียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งแม่นางเหลียนก็ไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะดี ทั้งยังกล่าวอีกว่าแม่เฒ่าเป็นคนดื้อรั้นจึงรับมือยาก
“ไยจะทำไม่ได้ เจ้าใจอ่อนเกินไปน่ะสิ” มารดาของต้าหวังกล่าวออก “อย่าสนใจไปเลย นางอยากทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไปเสีย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหญิงแก่นิสัยเสียเช่นนางจะอยู่ค้ำฟ้า”
แม่นางเหลียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา เมื่อถึงยามเที่ยง สืออีก็ยกอาหารหน้าตาน่ากินมาวางไว้บนโต๊ะ
แม่เฒ่าจูแผดเสียงด่าทอจนท้องว่าง ลำคอแห้งผาก หลังจากรับประทานอาหารเสร็จและพักผ่อนสะสมพลังงานอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงเดินไปคิดบัญชีแค้นกับแม่นางเฉินที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องปีกตะวันตก หลังจากไปถึง หญิงชราเคาะประตูเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าแม่นางเฉินก็ไม่โผล่หน้าออกมา
แม่เฒ่าจูทำเช่นนี้อยู่สองวัน เมื่อเห็นว่าบุตรชายคนรองไม่ยอมมาหาตน นางจึงตั้งใจทรมานแม่นางเฉินเพื่อบรรเทาความโกรธ หญิงชราจึงลงกลอนด้านนอกห้องปีกตะวันตกและขู่ลูกสะใภ้ว่าตนจะปล่อยให้นางอดตาย
แม่นางเฉินแบกร่างอวบอ้วนของตนปีนหนีทางหน้าต่างก่อนตกกระแทกพื้นและร้องโอดโอยเสียงดัง แม่เฒ่าจูรู้ทันทีว่าตนไม่สามารถจองจำแม่นางเฉินได้จึงฉวยโอกาสนี้ซ่อนเสบียงอาหารทั้งหมดไว้ใต้เตียงของตน
แม่นางเฉินหิวโหยจนทนไม่ไหวจึงเดินทางเข้าไปในเมืองแล้วใช้เงินที่ได้มาจากการขายลูกสาวซื้ออาหารมากมายมากิน หลังจากอิ่มแปล้แล้วก็นับเงินที่เหลืออยู่พลางคำนวณในใจว่าหากกินซาลาเปาและบะหมี่วันละหนึ่งมื้อต้องใช้เงินเท่าใด จากนั้นนางก็วางแผนซื้ออาหารเหล่านั้นไปกักตุนไว้ที่บ้าน รอจนกว่าเอ้อหลางและซานหลางจะส่งเงินที่ได้จากการทำงานมาให้ตน ทว่าน่าเสียดายที่เงินเหลือน้อยจนไม่สามารถทำตามแผนได้ แม่นางเฉินจึงเดินทางกลับหลังจากตระเวนกินและดื่มจนหนำใจแล้ว เมื่อมาถึงเรือน นางก็พบว่าแม่เฒ่าจูลงกลอนประตูไม่ให้ผู้ใดเข้าไป
คราวนี้แม่นางเฉินอึ้งงัน นางทั้งตะโกนและเคาะจนเสียงดังทั่วบริเวณ แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในเรือนจะไม่ได้ยินและไม่มีผู้ใดสนใจนางเลย แม่นางเฉินจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่บ้านของหยุนลี่เต๋อ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในลานเรือน นางก็ถูกต้าหวงขวางทางเอาไว้เสียก่อน
แม่นางเฉินไม่รู้จะทำอย่างไรจึงนั่งลงบนหินก้อนใหญ่หน้าหมู่บ้านพลางร่ำไห้ “ดูเอาเถิด ท่านแม่กับลูกคนรองของนางตั้งใจฆ่าข้าให้ตาย พวกเขาไม่แบ่งอาหารให้ข้า ทั้งยังปิดประตูลงกลอนไม่ให้ข้าเข้าไปในบ้าน ข้าคงไม่รอดแน่แล้ว…”
แม่นางเหลียนที่อยู่ในเรือนได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสังเวชและเรื่องเท็จของคนในตระกูล ยิ่งฟังก็ยิ่งโกรธ นางต้องการออกไปชี้แจงความจริง ทว่าถูกหยุนเชวี่ยห้ามไว้เสียก่อน
“อย่าสนใจนางเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยปราม “นางจงใจใส่ร้าย หากพวกเราไม่ให้ความสนใจ นางจะเห่าหอนได้อีกนานแค่ไหนกัน”
“นางพูดจาเหลวไหล…” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าฟังสิ นางเป็นคนสันหลังยาว ส่งเซียงเอ๋อเข้าไปในรังหมาป่าเพื่อแลกกับเงินเพียงสิบตำลึง นางกลับกลอกบอกว่าครอบครัวของเราใจดำ บีบบังคับจนไม่มีทางเลือก นางพูดออกมาได้อย่างไร!”
“ชาวบ้านไม่ได้โง่หรือว่าตาบอดเจ้าค่ะ ไหนเลยจะแยกไม่ออก เรื่องพวกนี้ก็แค่เรื่องขำขันสำหรับพวกเขาเท่านั้น” หยุนเชวี่ยเกลี้ยกล่อม “เดิมทีนางเป็นคนไม่มีแก่นสารอยู่แล้ว โต้เถียงไปก็ไม่เป็นผล”
แม่นางเหลียนครุ่นคิดทบทวนไปมาและพบว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดนั้นมีเหตุผล คนผู้นั้นไม่สมควรได้รับความสนใจจึงระงับความโกรธในใจลงพลางกล่าวว่า “สองวันที่ผ่านมา พ่อของเจ้าไม่สบายใจยิ่งนัก หากเจ้ามีเวลาว่างก็เข้าไปชวนเขาคุยเสียหน่อย พ่อของเจ้าจะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความคิดของตนเอง”
หยุนเชวี่ยพยักหน้า “อีกประเดี๋ยวหากท่านพ่อตื่น ข้าจะเข้าไปชวนคุยเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่ากังวลเลย ข้าจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านพ่อให้เลิกคิดมากเจ้าค่ะ”
หยุนลี่เต๋อรู้สึกอ่อนล้าจึงนอนพักทั้งวัน หลังจากมื้ออาหารกลางวันขณะที่กำลังงีบหลับอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากด้านนอกจึงลุกออกจากเตียงก่อนสวมเสื้อคลุมกันหนาวและเดินออกไปถามคนอื่น ๆ “เกิดอะไรขึ้น? ไยข้าถึงได้ยินเสียงสะใภ้สามร้องไห้อยู่ข้างนอก?”
เมื่อมองออกไปตามเสียงร้องไห้ เขาจึงเห็นแม่นางเฉินนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้านตบต้นขาของตนแล้วกล่าวเรื่องเท็จได้อย่างหน้าตาเฉย ช่างเหมือนกับแม่เฒ่าจูไม่มีผิด
ทันทีที่มองเห็นอีกฝ่าย เส้นเลือดบนขมับของหยุนลี่เต๋อก็ปูดโปนและเต้นตุบ ๆ อย่างช่วยไม่ได้ เขาจึงขมวดคิ้วมุ่นเดินกลับห้องนอนไป
“ท่านพ่อ…” หยุนเชวี่ยพึมพำพลางเดิมตามไปกระตุกชายเสื้อของเขาเบา ๆ “ข้าจะอ่านตำราให้ท่านฟังเจ้าค่ะ ท่านอยากฟังเล่มไหนรึ? ตำนานสัตว์ประหลาด? ตำนานแม่ทัพผู้เกรียงไกร? แปดคดีพิศวง?”
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง แม่นางเหลียนก็ยกน้ำชามาให้สองพ่อลูกที่อยู่ในห้อง เมื่อเห็นว่าหยุนเชวี่ยวาดหนวดเครา เท้าข้างหนึ่งของนางเหยียบบนเก้าอี้ ใช้ผ้าห่มผืนบางทำเป็นผ้าคลุม ขณะที่ดวงตาเบิกกว้างพร้อมกล่าวว่า “ข้าคือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ! ไม่มีคนทรยศผู้ใดสามารถต่อกรกับข้าได้!”
แม่นางเหลียนหัวเราะคิกคัก “นี่มันเรื่องอะไรกัน? การแสดงงิ้วหรือ?”
“แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่มีนัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ เขาสวมเกราะสีดำมะเมื่อม อาวุธคือหอกยาวและกำลังขี่ม้าคู่ใจ ภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผา ใบหน้าและร่างกายของเขาเปื้อนเลือดทำให้น่าเกรงขามขึ้นหลายส่วน แม่ทัพผู้นี้อยู่ในแนวหน้า เขาควบม้าพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูนับหนึ่งแสนนายที่ถือโล่และอาวุธยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านหน้า…” หยุนเชวี่ยกล่าวเกินจริง นางผ่อนน้ำเสียงหนักเบาเพื่อเพิ่มความระทึกใจพลางครุ่นคิดว่าผู้ใดช่างกล้าแต่งเรื่องแม่ทัพที่สามารถสยบศัตรูราวหนึ่งแสนนายด้วยตัวคนเดียว
หยุนลี่เต๋อฟังลูกสาวเล่าเรื่องราวอย่างเพลิดเพลิน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าถูกกระตุ้นความทรงจำในอดีตหรืออย่างไร เขาจึงแสดงท่าทีเช่นนั้นออกมา
“ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงฟ้าร้องกึกก้อง เมฆดำทะมึนลอยมารวมตัว ณ ที่แห่งนั้น เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินและเสียงคำรามดังกึกก้อง อสนีบาตฟาดลงมาไม่ขาดสาย ทหารม้าติดอาวุธนับหมื่นนายพลันเหาะลงมาจากฟากฟ้า…”
ผู้เขียนคงไม่รู้จะดำเนินเนื้อเรื่องอย่างไรดี เขาจึงใส่เนื้อเรื่องที่ดูเกินจริงเข้าไปทำให้ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งก็คือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่มีพลังดัชนีทองคำสามารถติดต่อกับสวรรค์และสามารถเรียกนักรบแห่งสรวงสวรรค์มาช่วยเหลือเพื่อเอาชนะศัตรูและยึดแผ่นดินที่สูญเสียไปกลับมา และนับจากนั้นเป็นต้นไป โลกทั้งใบก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
เมื่ออ่านจบ หยุนเชวี่ยจึงวางหนังสือลงพลางแอบบ่นในใจว่าผู้เขียนคิดได้อย่างไร เนื้อเรื่องที่มีแต่สายฟ้าฟาด รอให้นางมีเวลาว่างเพียงพอและคัดลอกออกมาอย่างประณีต ไม่แน่ว่ามันอาจทำเงินให้นางได้เป็นกอบเป็นกำ