ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 385 ส่งจดหมายถึงเจ้าใหญ่
ตอนที่ 385 ส่งจดหมายถึงเจ้าใหญ่
ตอนที่ 385 ส่งจดหมายถึงเจ้าใหญ่
แปดวันต่อมา ลานกว้างฝั่งตรงข้ามของบ้านหลังใหม่ตระกูลหยุนก็มีร้านค้าขนาดกว้างขวางสามแห่งถูกสร้างขึ้น
ครึ่งเดือนต่อมา หยุนลี่เต๋อจ้างคนงานให้มาเก็บกวาดพื้นที่รกร้างบริเวณริมแม่น้ำ
ต้นเดือนสอง อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เสี่ยวอู่เข้าศึกษาที่สำนักเรียนเอกชนในตัวเมือง เขาสามารถกลับมาเยี่ยมบ้านได้เดือนละสองครั้ง ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้า ส่วนวันที่เหลือก็กินและพักอยู่ที่สำนักเรียน หยุนเชวี่ยอดกังวลไม่ได้ว่านิสัยที่ไม่เป็นมิตรของเขาคงไม่คุ้นเคยกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นมากนัก นึกไม่ถึงว่าครึ่งเดือนให้หลัง เขากลับยินดีเล่าการใช้ชีวิตส่วนตัวในสำนักเรียนให้หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนฟัง แม้ในตอนแรกการพูดค่อนข้างติดขัดพอสมควร ขณะที่เขาพยายามใช้คำพูดให้กระชับที่สุด ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กลับทำให้ดวงตาของแม่นางเหลียนแดงก่ำเพราะความปลาบปลื้ม
กิจการแผงค้าเนื้อของอู๋ต้าหวังและหยุนเยี่ยนเป็นไปอย่างราบรื่นมีชีวิตชีวา อู๋ต้าหวังทำการค้าด้วยความซื่อสัตย์ เสมอต้นเสมอปลายไม่ขาดตกบกพร่อง กอปรกับการที่พวกเขาเลี้ยงหมูเอง ทำให้ขายมันได้ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ทั้งยังมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าสตรีแม่บ้านทั้งหลายยิ่งนัก
เขาสงสารรักใคร่หยุนเยี่ยนมาก ไม่ยอมให้หยุนเยี่ยนจัดการเรื่องในร้านเนื้อ ให้เหตุผลว่างานหยาบ ๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สตรีสมควรทำ ถึงกระนั้นหยุนเยี่ยนกลับไม่ยอมอยู่เฉย มักไปจัดการงานที่ร้านบ่อยครั้ง อย่างน้อยก็ช่วยหยิบจับสับเนื้อบ้าง
มารดาของอู๋ต้าหวังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่บ้านว่าปากร้ายเพียงใด ทว่าตั้งแต่แต่งสะใภ้อย่างหยุนเยี่ยนเข้าตระกูลนางก็เป็นเหมือนแปรเปลี่ยนร่างเป็นคนละคน เผยรอยยิ้มเจิดจ้าตลอดทั้งวัน ไม่ว่าพบเจอผู้ใดก็สรรเสริญว่าสะใภ้ของตนช่างมีคุณธรรม อ่อนโยน กตัญญู ทั้งยังเอาใจใส่ คำพูดดีงามที่นึกขึ้นได้ถูกหยิบยกมาชื่นชมอีกฝ่ายไม่หยุดปาก
คนในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉา แต่บางส่วนก็ไม่วายคิดในแง่ลบ กล่าวหาว่าตระกูลอู๋เป็นพวกชอบปีนป่ายสู่ที่สูง หยุนเยี่ยนแต่งเข้าตระกูลย่อมได้รับความลำบาก ไก่บินสุนัขกระเจิง* เมื่อแม่ของอู๋ต้าหวังได้ยินเข้าก็ปรี่เข้าไปต่อปากต่อคำอย่างไม่ยอมเช่นกัน เรื่องขัดแย้งดังกล่าวทำให้นางปะทะคารมกับแม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนถึงสองครั้ง
* ไก่บินสุนัขกระเจิง = เปรียบเปรยถึงความทุกข์ร้อน วุ่นวายอลหม่าน จนทำให้ไก่และสุนัขตื่นตกใจ
แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนคล้ายความจำสั้น ยับยั้งฝีปากตัวเองไม่ได้ รังแต่จะฉีกหน้าผู้อื่นเพราะความอิจฉาที่มีต่อคนตระกูลอู๋ ทั้งยังเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมลูกชายทั้งสองให้กลายเป็นเหล็กกล้า* สั่งสอนมาตั้งหลายครั้งหลายหนแล้ว เหตุใดจึงได้ไม่เอาไหนนัก?
* เจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้า = อุปมาว่า ไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของผู้ที่ตนคาดหวังไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ตระกูลหยุนได้รับพระราชทานรางวัล นางก็เอาแต่คร่ำครวญและทอดถอนใจ เอาแต่บ่นกับลูกชายทั้งสองทั้งวันว่า “ข้าพูดกี่ครั้งแล้ว ให้ลูกสองคนเข้าใกล้เด็กคนนั้นให้มากกว่านี้หน่อย เพียงหาจังหวะใกล้ชิดนางก็ทำไม่สำเร็จ ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ครอบครัวของนางรุ่งเรืองขึ้น ไม่ยิ่งดูถูกพวกเจ้าทั้งสองกว่าเดิมอีกรึ? ดูอย่างอู๋ต้าหวังรู้จักเรียนรู้ที่จะปีนป่ายครอบครัวอีกฝ่ายซิ อีกครึ่งชีวิตต่อจากนี้มีทั้งเงินและที่ดิน ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้ว…”
สองพี่น้องเองก็น้อยเนื้อต่ำใจไม่แพ้กัน จึงเอ่ยขึ้นด้วยความจนปัญญา “ท่านแม่ อย่าได้ติเตียนข้าที่ไม่เอาไหนไปเลย ข้าเองอยากเข้าใกล้เชวี่ยเอ๋อให้มากกว่านี้ไม้แพ้ท่าน ทว่าคนงานประจำผู้นั้นคอยเฝ้าดูแลนางทั้งวัน ดุร้ายราวกับหมาป่าคอยปกป้องลูกสุนัข”
“เจ้าหมาที่นางเลี้ยงไว้ก็ดุร้ายไม่น้อยเลย เห็นคนอื่นไม่ปรี่เข้าไปกัด แต่พอเห็นข้ากับโฉ่วช่วนก็วิ่งเข้ามาปกป้องประตูเรือนอย่างเข้มงวด ทั้งขู่คำรามทั้งแสยะเขี้ยว ท่านแม่ แม้แต่สายตาของสุนัขยังมองคนต่ำ*”
* ตาของสุนัขยังมองคนต่ำ = เป็นคำต่อว่า อธิบายความหยิ่งยโสและดูถูกผู้อื่น
“พวกเจ้าสองคนไร้ความสามารถ! แม้แต่หมายังเอาชนะไม่ได้อย่างนั้นหรือ?!” แม่นางจางเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “เจ้าหนุ่มหน้าขาวผู้นั้นก็ร้ายนัก เป็นเพียงคนงานประจำจะถือสิทธิ์ว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นได้อย่างไร? หึ ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดเขาจึงปฏิเสธแม้แต่ตระกูลหวัง เห็นทีก็คงใคร่จะปีนป่ายไม่ต่างกัน นึกอยากสลัดทิ้งซึ่งฐานะกำพร้าไร้พ่อแม่ ถุย!”
หลายวันมานี้นางเฉินก็ไม่ยอมอยู่เฉย หากว่างเว้นจากงานการก็เอาแต่วิ่งโร่ไปหาแม่นางเหลียน เรียกขานว่า ‘พี่รอง พี่สะใภ้รอง’ เสมือนเป็นญาติสนิทชิดเชื้อ เปลี่ยนวิธีการประจบสอพลอไปเรื่อย ๆ ทำให้แม่นางเหลียนรำคาญใจยิ่ง
นางเฉินเสนอให้ครอบครัวรองซื้อจวนหลังใหญ่ในตัวเมือง จากนั้นก็พาทุกคนก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบริเวณเดียวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ใช้ข้ออ้างว่าเพื่อให้สองสามีภรรยาผู้เฒ่ามีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
หลังจากถูกแม่นางเหลียนปฏิเสธ นางเฉินก็สะบัดหน้ามานั่งพูดพล่ามอยู่กับบรรดาสตรีที่จับกลุ่มนินทาเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ใส่ไฟว่าหยุนลี่เต่อและครอบครัวมีวาสนาแล้วก็ไม่คิดดูดำดูดีแม้แต่คนร่วมตระกูลเดียวกัน ไม่ต่างอะไรไปจากหยุนลี่จง ล้วนไร้จิตสำนึกกันทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ถูกคุมขังอยู่ในคุกของศาลาว่าการมณฑลมาหนึ่งคืน แม่เฒ่าจูกลับก่อเรื่องน้อยลง ประการแรกคือยังไม่คลายความอกสั่นขวัญแขวน ประการที่สอง นางรู้สึกว่ายามนี้หยุนลี่เต๋อต่างจากก่อนหน้าลิบลับ นับวันยิ่งควบคุมไม่ได้ จึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่หลงเหลือระบายความโกรธแค้นลงที่นางเฉินแทน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกะพริบตา
หยาดฝนเริ่มโปรยปรายลงมาจนต้นไม้ใบหญ้าเริ่มผลิดอก เสียงฟ้าร้องครืนดังลั่นไปทุกที่
ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรนานร่วมสองถึงสามเดือน เริ่มต้นลงแรงทำการเพาะปลูกนับแต่นั้น
อากาศเริ่มอุ่นขึ้น สรรพสิ่งที่เคยเหี่ยวแห้งกลับฟื้นคืนชีวิตชีวา เข้าสู่ช่วงฤดูที่วุ่นวายอีกครั้ง เดิมทีหยุนลี่จงเคยให้คำมั่นไว้ว่าถึงฤดูใบไม้ผลิเมื่อไรจะส่งให้คนกลับมารับผู้เฒ่าหยุนและแม่เฒ่าจูไปอยู่ร่วมกัน ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ นับตั้งแต่ติดต่อกันหนก่อนก็ไม่เคยได้รับจดหมายอีกแม้แต่ฉบับเดียว
ยิ่งเวลาผันผ่านไปผู้เฒ่าหยุนก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าเขาจะเกิดความรู้สึกสิ้นหวังในใจมาเป็นเวลานาน ถึงกระนั้นก็ยังมีความหวังเพียงริบหรี่ว่าเจ้าใหญ่จะยังหวนนึกถึงบุพการีของตนบ้าง
ผู้เฒ่าหยุนเรียกหยุนลี่เต๋อไปพบ เปล่งเสียง “อ่า… อ่า…” พลางแสดงท่าทางโบกไม้โบกมือ จับใจความได้ว่าเขาต้องการให้หยุนลี่เต๋อเขียนจดหมายส่งถึงหยุนลี่จงอีกครั้ง
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อนั่งอยู่ข้างเตียง ไม่รู้ว่าควรจะบอกกล่าวอย่างไรจึงจะเหมาะสม หยุนลี่จงไร้จิตสำนึกเช่นนั้น ต่อให้เขียนจดหมายส่งไปอีกหลายฉบับก็คงได้รับเพียงคำตอบที่ซ้ำซากจำเจ ซึ่งเขาไม่สามารถกล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ให้ผู้เฒ่าหยุนรับรู้ได้
ผู้เฒ่าหยุนจับมือหยุนลี่เต๋อไว้มั่น ภายในแววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ใช่ว่าเขาใคร่ไปอาศัยอยู่ร่วมกับหยุนลี่จงถึงเพียงนั้น ทว่าเขาอายุมากแล้ว เปรียบดั่งไส้ตะเกียงที่ใกล้มอดดับลงทุกขณะ เขาไม่สนใจเรื่องความสุขสบายเหล่านั้นแต่อย่างใด เพียงต้องการเห็นลูกชายคนโตสวมใส่ชุดขุนนางให้เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตก่อนที่ดวงตาจะมืดดับแสง
“เฮ้อ…” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “ท่านพ่อ การเขียนจดหมายครั้งนี้คงต้องใช้ระยะเวลาครึ่งเดือนกว่าจะส่งถึงและได้รับการตอบกลับมา”
“ท่านไม่เห็นต้องทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากเช่นนั้น” หยุนลี่เซียวที่นั่งอยู่ด้านข้างเบ้ปาก “ท่านไปจ้างรถม้าให้พาข้าและท่านพ่อไปส่งถึงหน้าจวนของพี่ใหญ่ก็พอแล้ว” หลายวันมานี้เขาเองก็พอตระหนักอยู่บ้าง หยุนลี่เต๋อจิตใจเข้มแข็งกว่าที่คิดไว้ ไม่แบ่งปันผลประโยชน์ใด ๆ ให้เขาแม้แต่น้อย แทนที่จะรั้งรออยู่ที่นี่สู้เดินทางไปหาหยุนลี่จงเองดีกว่า รายนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมือง คงไม่เพิกเฉยต่อเขาและผู้เฒ่าหยุนเป็นแน่
“ข้าไม่ไป ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ต่อให้ตายข้าก็จะตายอยู่ในบ้านของข้า” แม่เฒ่าจูขดตัวลง นางหันมองหยุนลี่เต๋อด้วยใบหน้ามืดหม่น “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เชียวว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ ขับไล่พวกเราสองคนให้ไปตายเอาดาบหน้า ต่อไปนี้เจ้าก็เสวยสุขแต่เพียงผู้เดียว”
แม่เฒ่าจูไม่เคยลังเลที่จะใส่ไคล้เขาด้วยความอาฆาตพยาบาทอันใหญ่หลวง ทว่าหยุนลี่เต๋อรู้สึกด้านชาไปนานแล้ว เขาเพียงนิ่งเงียบไม่ต้องการอธิบายสิ่งใดให้มากความ
หยุนลี่เซียวยิ้มกว้าง “ท่านแม่ หากท่านไม่อยากไปก็สุดแล้วแต่ท่าน ถึงอย่างไรพี่รองก็ปรนเปรออาหารการกินให้ท่านไม่ได้ขาดอยู่แล้ว แต่ข้าและท่านพ่ออยากไปเห็นกับตาของตนเหลือเกินว่าพี่ใหญ่เป็นเจ้าเมืองแล้วมีชีวิตรุ่งโรจน์อย่างไรบ้าง ท่านพ่อว่าอย่างไร?”
ผู้เฒ่าหยุนยังนึกลังเล
อีกใจหนึ่ง เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนหยุนลี่จง ทว่าอีกใจหนึ่งกลับกลัวเหลือเกินว่าหยุนลี่เซียวจะไปก่อเรื่อง
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อมองไปยังผู้เฒ่าหยุนพลางเอ่ยถาม “ท่านคิดเห็นอย่างไร? หากท่านมีความตั้งใจเช่นนั้นจริงก็โปรดพยักหน้าให้ข้ารับรู้เถิด”
แววตาของผู้เฒ่าหยุนมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งสับสนระคนรอคอยด้วยความคาดหวัง
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดผู้เฒ่าหยุนก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น จากนั้นก็พยักพเยิดไปทางหยุนลี่เซียวพร้อมส่งเสียง “อ่ะ… อ่า…”
หยุนลี่เซียวกอดอกพร้อมสั่นขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดรำคาญ “วางใจเถิด พี่ใหญ่เป็นถึงเจ้าเมืองแล้ว ข้าจะมีปัญญาสร้างปัญหาใดได้อีกเล่า อย่างมากก็แค่อาศัยอำนาจบารมีของเขาเพื่อเสาะหางานดี ๆ ทำก็พอแล้ว” เขากล่าวพลางยืดแขนขาออกและสั่นไปมา
“ท่านพ่อ ท่านไตร่ตรองดีแล้วหรือยัง?” หยุนลี่เต๋อถามย้ำอีกครั้ง
ผู้เฒ่าหยุนผงกศีรษะอีกครั้ง ความตื่นเต้นยินดีฉายชัดอยู่บนใบหน้าอย่างไม่อาจระงับ