ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 386 ตัดเนื้อร้ายทิ้งไป
ตอนที่ 386 ตัดเนื้อร้ายทิ้งไป
ตอนที่ 386 ตัดเนื้อร้ายทิ้งไป
“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปในตัวเมืองตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้เพื่อว่าจ้างรถม้า” หยุนลี่เต๋อหันไปกำชับหยุนลี่เซียว “เจ้าคอยดูแลท่านพ่อให้ดีตลอดทาง ครั้นถึงมณฑลชิงหนิวแล้วอย่าลืมฝากคนให้เขียนจดหมายส่งถึงข้าให้รับรู้ด้วย…”
หยุนลี่เซี่ยวกล่าว “อย่าได้เสียดายที่จะใช้จ่ายเงิน เลือกเฟ้นรถม้าที่ภายในกว้างขวางมั่นคง อีกทั้งยังมีเรื่องเงินด้วย การเดินทางต้องใช้เวลานานหลายวัน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และโรงเตี๊ยมระหว่างทางล้วนต้องใช้เงินในการจับจ่ายทั้งสิ้น…”
หยุนลี่เต๋อไม่รับคำเขาในทันที เพียงกำชับผู้เฒ่าหยุนว่าไม่จำเป็นต้องพกสัมภาระใดไปเกินความจำเป็น อยู่กับหยุนลี่จงย่อมไม่ขาดแคลนสิ่งใด เพียงเตรียมเสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวซักแล้วไว้เปลี่ยนเพียงสองชุดก็เรียบร้อย ยังไม่ทันก้าวออกจากเรือนหลังเก่าก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าจูสบถแว่วมา “ไอ้หมาป่าตาขาว! คงกลัวว่าพ่อแม่ตัวจะกินล้างกินผลาญอาหารจากบ้านของมันแม้เพียงหนึ่งคำ ถึงได้รีบร้อนจะขับไล่คนแก่ให้ไปตาย…”
เมื่อนางเฉินได้ยินว่าครอบครัวกำลังจะย้ายไปที่มณฑลชิงหนิว นางยินดีปรีดายิ่งนัก รีบเก็บกวาดเสื้อผ้าที่หมักหมมราวกับกองขยะทันที หยุนลี่เซียวซึ่งอยู่ด้านข้างปรายตามองพลางกล่าวด้วยความชิงชังรังเกียจ “เจ้าจะสนใจไยดีข้าวของเหล่านั้นอีกหรือ? เรากำลังจะไปเสวยสุข ไม่ใช่ไปขอทาน!”
นางเฉินฟังแล้วคิดตามว่ามีเหตุผล จึงหันหน้าไปรวบรวมเสื้อผ้าสกปรกเหล่านั้นให้ขยำรวมเป็นก้อนกลมก่อนยัดมันเข้าไปในมุมห้อง นางยิ้มกว้างพลางหัวเราะคิกคัก “จริงสิ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่ก็สรรหาสิ่งใหม่ ๆ ให้กับพวกเราแล้ว จุ๊จุ๊… ละทิ้งวันอันยากลำบาก ได้พบเจอวันอันงดงามเสียที!”
หยุนลี่เซียวคร้านจะสนใจนาง เห็นรูปลักษณ์เลอะเทอะน่าเกลียดของนางแล้วให้นึกรังเกียจ ในใจคิดไปว่าผู้ใดกันแน่ที่รอคอยวันอันงดงาม รอจนกระทั่งข้าลงหลักปักฐานที่มณฑลชิงหนิวได้เมื่อไร ยายเฒ่าอย่างเจ้าก็ไสหัวไปจากชีวิตข้าซะ!
หยุนลี่เต๋อกลับมาถึงบ้านก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่นางเหลียนรับทราบ แม่เหลียนจึงรีบกระวีกระวาดตระเตรียมอาหารแห้งต่าง ๆ ให้พร้อมสรรพ ต้มไข่เค็มไว้สามสิบฟอง ขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมชิ้นใหญ่ ไก่ต้มสองตัว ขาหมูหนึ่งขา รวมถึงผักดองหั่นชิ้นปริมาณเกือบครึ่งหม้อ
“อาหารเหล่านี้เพียงพอประทังความหิวระหว่างทางหรือไม่?”
“พอแล้ว เกรงว่าจะกินไม่หมดด้วยซ้ำ ใช้เวลาเดินทางเพียงสี่ถึงห้าวันเท่านั้น จะกินอาหารมากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“ท่านคิดว่าสะใภ้สามจะไม่ติดสอยห้อยตามไปด้วยหรอกรึ?”
“…”
“แล้วท่านแม่จะติดตามไปด้วยหรือไม่?” แม่นางเหลียนถามอีกครั้ง
“นางประกาศไว้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่ไป” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “หากท่านแม่ไม่ไปและให้ท่านพ่อติดตามน้องสามไปเพียงลำพัง เกรงว่าข้าไม่อาจวางใจได้ ถ้านางไม่ไปจริงเห็นทีข้าคงต้องตามไปส่งพวกเขาด้วย”
แม่เฒ่าจูประกาศชัดว่า ‘ต่อให้ตายก็จะตายในบ้านของตนเอง’ ทว่ากลับเก็บห่อผ้าไว้เรียบร้อยแต่เนิ่น ๆ จนถึงวันออกเดินทาง นางก็ก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียนล่ออย่างมั่นคง พับมือประสานวางไว้บนตักพร้อมเผยสีหน้ายืดยาว
ซานหลางร้องตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นเต้น “ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกันเถอะ! จะได้เป็นนายน้อยก็คราวนี้!”
ความจริงแล้วเขาทำงานอยู่ที่ร้านผลิตกระดาษได้ไม่ถึงสิบวัน เพราะไม่อาจเลิกนิสัยลักเล็กขโมยน้อย ล้วงเอาเงินหลายสิบเหรียญในกล่องของเถ้าแก่ออกไป ดีที่เอ้อหลางช่วยวิงวอนขอความเมตตา เรื่องดังกล่าวจึงจบลง
เอ้อหลางไม่ได้ตามกลับมาจากตัวเมืองด้วย ตอนที่หยุนลี่เต๋อเข้าเมืองไปจ้างรถมาก็ได้แวะไปถามเขาที่ร้าน เขาบอกว่าไม่ต้องการย้ายไปอยู่ที่มณฑลชิงหนิว พอใจที่จะฝึกวิชาสร้างอาชีพอยู่ที่นี่ต่อไป เพื่อที่ภายภาคหน้าจะได้หาเลี้ยงชีพด้วยลำแข้งของตนเองได้
สำหรับการตัดสินใจดังกล่าว หยุนลี่เซียวและนางเฉินก็คร้านจะห้ามปราม ซานหลางไม่วายเย้ยหยันและแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “พี่ชายข้า ท่านโง่หรืออย่างไร? ไม่ยอมใช้ชีวิตเป็นนายน้อยอย่างสุขสบาย กลับยินยอมจะทำงานหนักไปจนตายเสียอย่างนั้น”
ยังดีที่เกวียนล่อซึ่งจ้างวานมานั้นมีขนาดกว้างขวางพอ ล่อตัวใหญ่สองตัวเดินเคียงขนานกัน ทั้งห้าคนที่นั่งอยู่ข้างในก็ไม่ได้เบียดเสียดแออัดมากนัก หยุนลี่เต๋อวางตะกร้าอาหารแห้งใบใหญ่ที่เตรียมไว้พร้อมสรรพดันเข้าไปในรถม้า แม่เฒ่าจูเผยอเปลือกตามองพลางเปิดผ้าที่คลุมด้านบนไว้เพื่อส่องดู จากนั้นก็ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์
นางเฉินทำคอยืดยาว ไม่วายกล่าวตำหนิ “มีเท่านี้เองรึ?! เหตุใดไม่ทำขนมไว้ให้มากกว่านี้ กว่าจะถึงปลายทางใช้เวลามากกว่าสามวัน หากหิวโหยขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
หยุนลี่เซียวก็ต่อว่าด้วยสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน “เหตุใดไม่เตรียมเหล้าไว้ด้วยล่ะ? ต้องคุดคู้อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ นี้ตลอดหลายวัน ขาดสุราให้ดื่มแก้เบื่อได้อย่างไรกัน? พี่รอง ท่านไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงินด้วยซ้ำ แม้แต่เรื่องอาหารการกินยังจัดการได้ไม่ดี…”
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้แม่เฒ่าจู “ในถุงนี้มีเงินจำนวนเล็กน้อย ท่านเก็บไว้ให้ดี ระหว่างทางอาจได้ใช้จ่าย”
แม่เฒ่าจูกำลังรอคอยสิ่งนี้อยู่พอดิบพอดี นางรับมันมาชั่งด้วยมือเปล่า แต่แล้วก็รู้สึกไม่พอใจกับน้ำหนักของมันมากนัก นางพ่นลมหายใจอย่างมีอารมณ์ “โอ้ เป็นถึงขุนนางมียศศักดิ์ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมืองเป็นผู้จัดขึ้นทั้งที กลับใจกว้างแบ่งเงินให้บุพการีแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น”
หยุนลี่เต๋อเม้มริมฝีปาก “ท่านพ่อ ท่านแม่ ระหว่างทางพึงระมัดระวังให้มาก หากแวะพักที่โรงเตี๊ยมข้างทางให้ดูแลสัมภาระให้ดี ลงหลักปักฐานในมณฑลชิงหนิวเรียบร้อยดีเมื่อไร อย่าลืมให้พี่ใหญ่เขียนจดหมายฝากคนส่งกลับมา”
“ฮึ่ม!” แม่เฒ่าจูกลอกตาก่อนเก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อทั้งที่ใบหน้ายังบึ้งตึง
หยุนลี่เซียวเร่งเร้าอย่างนึกรำคาญ “อย่ามัวแต่เสียเวลาเลย รีบกลับไปเสียเถอะพี่รอง ท่านไม่คิดมอบเงินให้ข้าไว้ซื้อสุราสักสองกาในเมืองอีกหรือ? ตลอดทางข้าต้องคอยปรนนิบัติท่านพ่อและดูแลท่านแม่ให้ดี ความกตัญญูของข้าไม่สมควรถูกตอบแทนเลยเชียวรึ?”
นางเฉินผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยุนลี่เต๋อปิดม่านลงก่อนเดินไปกำชับกับสารถีสองสามคำ จากนั้นเขาก็สะบัดแส้ ล่อตัวโตสองตัวถูกกระตุ้นก็ลากรถเดินเหยาะ ๆ ไปตามถนนดินลูกรังสู่ปากทางออกของหมู่บ้านทันที
ครั้นส่งครอบครัวนี้ออกไปพ้นแล้ว หยุนเชวี่ยก็รู้สึกว่าหมู่บ้านไป๋ซีช่างเงียบสงบและสวยงามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ท้องฟ้ากว้างใหญ่มีสีฟ้าครามสดใส
กระแสน้ำเอื่อยในลำธารใสไหลเย็นเห็นตัวปลา
แม้แต่อากาศที่ลอยมาจากทางคอกหมูยังมีกลิ่นหอมสดชื่นน่าอภิรมย์ยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ขณะนี้หยุนเชวี่ยยืนอยู่กลางลานบ้าน เหม่อมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าจากระยะไกล เห็นบรรยากาศตรงหน้าแล้วปรารถนาจะท่องกลอนบทหนึ่ง “แสงสว่างนอกหน้าต่างเริ่มจางหาย พลบค่ำคืบคลานมาเยือนอย่างช้า ๆ ในเรือนทองไร้คนเห็นคราบน้ำตา ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิมีเพียงความเงียบเหงา ดอกแพร์สะพรั่งเกลื่อนบนพื้นหน้าประตู*”
*บทกลอนนี้ประพันธ์ขึ้นโดยหลิวฟางผิง กวีแห่งราชวงศ์ถัง ชื่อว่า ‘ความคับข้องใจในฤดูใบไม้ผลิ’ หยิบยกคำตัดพ้อของหญิงสาวที่ถูกทิ้งและถูกลืมมาถ่ายทอดถึงอารมณ์เศร้าโศกเสียใจ
เอ่อ… ราวกับว่ามโนทัศน์บางอย่างในบทกวีไม่ตรงกัน นางจึงเปลี่ยนบทกลอนเสียใหม่
“ไกลโพ้นจากเทือกเขาหวยเจียง ยอดเขาสูงเนินสวนลึกล้ำ มองตะวันตกเฉียงใต้หาควนซือ ยากพบพานภรรยาที่ทรงเกียรติ สาดส่องเป็นประกายแรงกล้า กระจ่างดังหยกพลิ้วไหว นึกเสียใจวันคืนที่ผันผ่าน ควบหนึ่งผ่านเลยไป*”
* เป็นบทกลอนที่ประพันธ์ขึ้นโดยเต๋าหยวนหมิง กวีในสมัยราชวงศ์เว่ยจิ้น ชื่อว่า ‘คัมภีร์ซานไห่จิง’ บทที่สาม
กล่าวโดยสรุปคือหยุนเชวี่ยรู้สึกสดชื่นและปีติสุขอย่างมากล้น และทุกครั้งที่นางมีความสุขก็มักใช้บทกลอนดังกล่าวสำหรับเป็นแรงบันดาลใจให้กับทักษะและพรสวรรค์
สายฝนในฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมา อากาศเริ่มอบอุ่น ต้นไผ่เริ่มผลิกิ่งก้านสาขาขึ้นใหม่ นกนางแอ่นเริ่มบินออกจากรัง ฤดูทำนาในฤดูใบไม้ผลิเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เหล่าชาวบ้านที่หยุดพักมาตลอดช่วงฤดูหนาวเริ่มลงแรงทำงานอย่างหนักอีกครั้ง
ไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไปอย่างไร ความเชื่อของชาวไร่ชาวนาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาต่างทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอยังชีพ เชื่อกันว่าความหมั่นเพียรใช้แรงงานจะช่วยให้มีชีวิตที่ดีได้
วันนี้หยุนลี่เต๋อเดินทางไปยังหมู่บ้านซิ่งหลินแต่เช้าตรู่เพื่อมองหาที่ดินซึ่งตนหมายตาไว้ ครั้นกลับมาถึงบ้านก็ปรึกษากับแม่นางเหลียนและหยุนเชวี่ยเสียก่อน “พวกเราลองเสาะหาไร่นาทำเลดีแล้วค่อยซื้อที่ดินเก็บไว้ดีหรือไม่? เงินเหล่านั้นอยู่กับตัว ต่อให้เก็บไว้อย่างดีหรือใส่ตู้ลงกลอนไว้ ถึงอย่างไรก็ไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว…”
แม่นางเหลียนได้ยินดังนั้นก็เห็นควรด้วยทันที “ดี ซื้อที่ดินไว้ย่อมดีกว่า มีโฉนดอยู่กับมือไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถยึดครองได้ ทว่าเงินทองเหล่านี้เมื่อเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ออกไปไหนมาไหนทีไรต้องคอยกังวลตลอดทั้งวัน”
หยุนเชวี่ยมีความตั้งใจเช่นนี้แต่แรกเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินบิดาผู้ซื่อสัตย์ของตนเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสนอขึ้นก่อนก็ให้รู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก มันหมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ? หมายความว่าในที่สุดสติปัญญาของเขาก็เปิดกว้างแล้ว สายตาเริ่มมองการณ์ไกลมากขึ้น วิสัยทัศน์ก็พัฒนาขึ้นเฉกเช่นเดียวกัน เขามีจิตสำนึกในด้านการทำมาหากินเป็นทุนเดิม และตอนนี้อุดมคติของเขาก็กำลังก้าวจากชนชั้นชาวนายากจนไปสู่ชนชั้นเจ้าของที่ดิน
สองสามีภรรยามีความคิดตรงกันคิดว่าการซื้อที่ดินเป็นเรื่องดี ถึงกระนั้นก็หันมาทางหยุนเชวี่ยและใช้สายตาเพื่อถามความคิดเห็น ทั้งสองเคยชินกับการปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับลูกสาวผู้นี้ไปเสียแล้ว บางครั้งต่อให้ตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะ แต่ต้องรอให้ลูกสาวพยักหน้าเสียก่อนจึงจะถือว่าครบกระบวนการ
“ท่านพ่อมีความคิดจะทำอย่างไรกับมันต่อไปเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“เรื่องนี้พ่อเองก็ยังไม่ได้คิดไว้” หยุนลี่เต๋อเผยรอยยิ้มซื่อ “พ่อเพียงรู้สึกว่าที่ดินเป็นทรัพย์อันมั่นคงกว่า มีในครอบครองอย่างไรก็ไม่สูญหาย นอกจากจะไร้ความเสี่ยงแล้วยังสามารถทำการเพาะปลูกไว้เก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดทั้งปี”
หยุนเชวี่ย “ท่านแม่ ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
ผู้สนับสนุนรายหลักเช่นแม่นางเหลียนหันมองหยุนลี่เต๋อ “พ่อของเจ้าคิดรอบคอบแล้ว!”
“ย่อมได้ เช่นนั้นก็ทำตามที่ท่านพ่อเสนอ จากนี้พวกเราเดินทางไปพบนายหน้าซุนกัน” หยุนเชวี่ยนึกในใจว่าหากสามารถหาซื้อพืชผลสำเร็จรูปได้ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือก็ทำการเพาะปลูกข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงหมูพร้อมกันได้อย่างครบครัน หากถึงตอนนั้นค่อยจ้างคนงานให้มาดูแลแทน เช่นนี้การจัดสรรที่ดินจึงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น