ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 403 ตัดความสัมพันธ์
ตอนที่ 403 ตัดความสัมพันธ์
ตอนที่ 403 ตัดความสัมพันธ์
คำพูดของต้าเป่าช่างน่าประหลาดใจ ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านทุกคน ใบหน้าของแม่นางเฝิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว นางหันกลับมาอย่างโมโหก่อนตบหน้าลูกชาย “หุบปากแล้วไสหัวกลับเข้าไปในบ้านเสีย!”
ทุกคนต่างระเบิดหัวเราะเย้ยหยัน
ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยมีนิสัยชอบให้ท้ายบุตรของตนเอง เมื่อเห็นว่าหลายชายถูกตบจึงพาลปวดใจไปด้วย นางกางแขนทั้งสองออกเพื่อปกป้องหลานชายพลางตะโกนตำหนิแม่นางเฝิง “เพราะเหตุใดเจ้าต้องระบายโทสะกับเขา เขาเพิ่งจะอายุเท่าไร? เขาแค่จับไก่ได้มิใช่หรือ? ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ใด!”
แม่นางเฝิงตะลึงงันจนพูดไม่ออก
ปกติแล้วต้าเป่ามักถูกคนในครอบครัวเอาใจจนเสียคน เขาไม่เคยคาดคิดว่าตนจะโดนตบจึงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนร้องโอดโอยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าไม่ผิด ไยท่านแม่ต้องตบหน้าข้าด้วย!”
“ท่านพูดเองว่านางเป็นคนป่าเถื่อน!”
“ทุกอย่างในบ้านของนางล้วนเป็นของครอบครัวเรา!”
“แม่ของนางกำลังจะตาย! รอจนแม่ของนางป่วยตาย เราจะขายนางเข้าไปในเมืองและเงินค่าตัวของนางก็จะเป็นของเรา!”
“ข้าเพียงจับไก่ที่บ้านของนาง เหตุใดท่านต้องตีข้าด้วย!”
ต้าเป่าร้องโอดครวญขณะถูกย่าของตนลากเข้าไปในเรือน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการประณามของชาวบ้าน แม่นางเฝิงแทบอยากมุดดินหนี นางกัดฟันพลางหมุนตัวกลับและเดินจากไป แต่ถูกชีจินที่ถือบางอย่างเข้ามาขวางทางไว้ก่อน
ชีจินถือไก่หัวโล้นไว้ในมือพลางเหยียดยิ้ม “เสี่ยวส้วยเอ๋อ ดูนี่สิใช่ไก่ของเจ้าหรือไม่?”
“ใช่” เสี่ยวส้วยเอ๋อถลึงตาใส่แม่นางเฝิงอย่างเคียดแค้น “มันคือไก่ของข้าที่หายไป เจ้าบอกว่าไม่ได้ขโมยมิใช่หรือ? ต้าเป่าไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านทั้งวันใช่หรือไม่? โจรขโมยไก่!”
“ตัว… ตัวนี้แหละ ข้าจำได้” โก่วต้านชี้ไปที่ไก่พลางกล่าวคำเบา “ขนตรงปีกของมันถูกต้าเป่าถอนจนหมด”
แม่นางเฝิงเม้มปากพลางถลึงตาใส่ชีจินอย่างโหดเหี้ยม นางยื่นมือออกไปผลักอีกฝ่ายให้พ้นทาง ทว่าชีจินถือไก่พลางใช้อีกมือหนึ่งจับกรอบประตูแน่น และขวางทางไม่ยอมให้แม่นางเฝิงเดินเข้าไปในเรือน
“โจรถูกจับได้แล้ว” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้น “ท่านอาสะใภ้ ท่านว่าเราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีเจ้าคะ?”
“จะทำอย่างไรดีรึ? เจ้าก็เอาไก่กลับไปเสียสิ เนื้อยังอยู่ครบนี่” แม่นางเฝิงตอบโดยไม่หันกลับมามอง นางปฏิเสธที่จะยอมรับมันพลางพ่นลมหายใจก่อนกล่าวว่า “พยายามจะใส่ความข้าหรือ? ไม่มีทาง!”
“เจ้ายังไปไม่ได้ เรายังพูดคุยกันไม่กระจ่าง!” เสี่ยวส้วยเอ๋อเดินอ้อมไปขวางทางแม่นางเฝิงเอาไว้ จากนั้นเงยหน้ามองคู่อริด้วยสายตาแน่วแน่ “ครอบครัวของเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด? หลายปีมานี้ข้าและแม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างท่วมท้น แต่กลับไม่ได้เงินแม้แต่แดงเดียวจากตระกูลเผย แล้วเหตุใดเจ้าถึงบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างของข้าเสมือนเป็นของบ้านเจ้าเล่า? เหตุผลแค่นี้เพียงพอที่จะเอาเปรียบโดยการขโมยไก่ของข้าแล้วหรือ?”
แม่นางเฝิงยืดคอขึ้นขณะเลี่ยงที่จะตอบคำถาม “ต้าเป่าเพิ่งจะอายุเท่าไหร่? เด็กอย่างเขาจะเข้าใจอะไร?”
หยุนเชวี่ยยิ้มเยาะ “เรื่องนี้แปลกยิ่งนัก ผู้ใดเป็นคนสอนให้เขาพูดสิ่งเหล่านั้น?”
แม่นางเฝิง “…”
“ท่านอาสะใภ้ ต้าเป่าของท่านอายุสิบขวบแล้วกระมัง?” เหออวี้เผยสีหน้าคล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อายุสิบขวบยังไม่เข้าใจอะไรเลย ข้าเกรงว่าเขาคงไม่ใช่คนโง่หรอกกระมัง?”
ฝูงชนที่มุงดูต่างส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน
แม่นางเฝิงหมุนตัวกลับด้วยความโมโหก่อนชี้เหออวี้พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น “คนผิดเพศ ไยเจ้าถึงอ้าปากด่าทอผู้อื่นไปทั่ว?!”
เหออวี้เลิกคิ้วพร้อมเผยสีหน้าเรียบเฉย “หากเทียบกับอาสะใภ้แล้ว ฝีปากของข้ายังห่างชั้นกับท่านถึงสามสิบส่วน”
“พวกเจ้าแต่ละคน…” แม่นางเฝิงขบกรามแน่นด้วยความโมโห นางถูกเด็กเมื่อวานซืนสองสามคนถอนหงอกท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน ทว่านางกลับไม่สนใจก่อนตะโกนตัดพ้อเสียงดังพร้อมตบต้นขาตนเอง “คนพาล พวกเจ้าฉวยโอกาสตอนที่สามีของข้าไม่อยู่บ้านรังแกพวกเราสองแม่ลูก…”
“ใครผิดและใครถูกปล่อยให้ทุกคนตัดสินเองเถิด” เสี่ยวส้วยเอ๋อไม่หลงกลและไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกรังแกจึงตะโกนว่า “คนที่ขโมยไก่ของข้าคือต้าเป่า เจ้าไม่รับผิดชอบไก่ของข้าที่ตายไป ทั้งยังกล่าวหาข้ากับท่านแม่อีก ใครกันแน่ที่คิดรังแกผู้อื่น?!”
“เจ้ามันเด็กเหลือขอที่ไม่มีผู้ใดสนใจ! ต้าเป่าเพียงแค่จับไก่ได้ และตอนนี้ก็คืนให้เจ้าแล้ว เจ้ายังต้องการอะไรอีก? เจ้าจะไม่ยอมปล่อยเด็กน้อยผู้ไม่รู้ความไปเลยรึ…” แม่นางเฝิงพูดพล่ามอย่างไม่รู้สึกผิดก่อนตะโกนเข้าไปในเรือน “ท่านแม่… ท่านแม่… ดูสิเจ้าคะ พวกนางต้องการสร้างมลทินอันฉาวโฉ่ให้แก่ต้าเป่าของพวกเรา! ต้าเป่าอายุเพียงสิบขวบ ต่อไปเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างไร!”
ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยรักหลานชายมากว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงรีบวิ่งออกมาเรือนพลางนั่งลงบนธรณีประตูก่อนชี้ไปยังเสี่ยวส้วยเอ๋อพร้อมคำรามเสียงดัง “นังเด็กเหลือขอ ต้าเป่าเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเจ้า แต่เจ้ากลับทำร้ายเขาถึงเพียงนี้ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง เจ้าใจยักษ์ใจมารเหลือเกิน…”
เสี่ยวส้วยเอ๋อกลอกตา “ผิดแล้ว เขาแซ่เผย ส่วนข้าแซ่หลี่ ข้าไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลของเจ้า พวกเจ้าไร้มโนธรรมถึงขั้นคิดจะขายข้าเข้าไปในเมืองเลยรึ”
สิ้นคำ นางก็ปรายตามองแม่นางเฝิง ใบหน้าซีดเผือดของแม่นางเฝิงพลันแดงก่ำ
“นังเด็กเปรต เจ้ามันอกตัญญู หากไม่มีพ่อของเจ้าแล้วจะมีเจ้าได้อย่างไร หลังจากที่เจ้าคลานออกมาจากท้องแม่ ถ้าไม่ใช่เพราะอาหารของตระกูลเผย เจ้าจะเติบใหญ่ได้เพียงนี้เชียวหรือ? ในเมื่อมีเลือดของตระกูลเผยไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เจ้าก็ต้องเป็นคนของตระกูลเผยไปตลอดชีวิต!” ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยตำหนิและด่าทอเสี่ยวส้วยเอ๋อ
สุภาษิตกล่าวว่าแม้จะถูกบีบบังคับ แต่กระต่ายก็ยังกัดไม่ปล่อย* เสี่ยวส้วยเอ๋อไม่ใช่เด็กสาวที่จะปล่อยให้ผู้อื่นด่าทอตนแต่เพียงฝ่ายเดียว ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยและลูกสะใภ้ด่าทออย่างไร้เหตุผล นางพลันคิดได้ว่าเมื่อจะทำแล้วต้องทำให้ถึงที่สุด เสี่ยวส้วยเอ๋อจึงลุกขึ้นสู้ต่อหน้าทุกคน “ตอนนั้นเจ้าและเผยเล่าอู่ไล่ตะเพิดแม่ที่กำลังจะป่วยตายของข้าออกจากเรือนตระกูลเผย หลายปีมานี้ข้าโตมาเพราะข้าวของชาวบ้านกว่าร้อยครัวเรือนในหมู่บ้าน ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีเผยเล่าอู่เป็นพ่อ!”
* อุปมาถึงคนอ่อนแอที่กล้าลุกขึ้นสู้ด้วยความสิ้นหวัง เมื่อไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป
เสี่ยวส้วยเอ๋อและมารดาต้องทนทุกข์และใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมามาก ชาวบ้านทุกคนย่อมเข้าใจดี ยามนี้นางจึงทำตัวแข็งกร้าวและลุกขึ้นมาต่อต้าน เสียงตะโกนคำว่า ‘ดี’ พลันดังขึ้นท่ามกลางเหล่าชาวบ้านที่มุงดูอยู่
เสี่ยวส้วยเอ๋อยิ่งมั่นใจมากกว่าเดิม นางยืดตัวตรงพลางกล่าวว่า “ข้าชื่อหลี่เสี่ยวส้วยเอ๋อ ข้าไม่มีพ่อและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเผย”
“เจ้าอาศัยอยู่ที่ตระกูลเผยตั้งแต่อายุหนึ่งขวบ อาหารและเครื่องดื่มล้วนมาจากตระกูลเผย แล้วเหตุใดเจ้าจะบอกว่าจำไม่ได้?” ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยโต้กลับ
“ตอนนั้นเจ้าไล่ข้าและแม่ออกจากบ้านอย่างไม่ไยดี แต่ตอนนี้กลับยอมรับข้าหรือ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อไม่ยอมอ่อนข้อ นางถามกลับว่า “เจ้าจะยอมรับข้าไปเพื่ออะไร? ต้องการให้ข้าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่เรือนตระกูลเผยรึ? หรือต้องการแบ่งสมบัติให้ข้า?”
“…” แม่เฒ่าเชิดคางขึ้นพลางกล่าวด้วยความโมโห “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเด็กเหลือขออย่างเจ้าต้องมีความคิดชั่วร้าย เจ้าต้องการสมบัติของตระกูลเผยและสมบัติของพ่อเจ้าสินะ!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อแค่นเสียงหัวเราะอย่างโกรธเคือง “ข้าขอถามเจ้าหนึ่งคำ เจ้าจงตอบความจริงและสาบานต่อหน้าฟ้าดิน หลังจากที่ท่านแม่ของข้าถูกขับออกจากตระกูล หลายปีมานี้พวกเราเคยใช้เงินของตระกูลเผยหรือกินข้าวของตระกูลเผยแม้แต่เมล็ดเดียวหรือไม่?”
“…” ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยมีท่าทีอึกอักก่อนกลอกตา “ไยจึงไม่บอกชาวบ้านว่าเจ้าและแม่ของเจ้ากินข้าวจากตระกูลเผยมาตลอด!”
“ได้ ได้” เสี่ยวส้วยเอ๋อโกรธจนศีรษะแทบลุกเป็นไฟ นางสูดหายใจเข้าลึกพลางพยักหน้า “ปีนี้ข้าจะคืนข้าวให้เจ้า และหลังจากนั้นข้าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเผย ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้ทุกคนโปรดเป็นพยาน!”