ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 404 เมื่อ... ตั้งซุ้มประตูอนุสรณ์
ตอนที่ 404 เมื่อ… ตั้งซุ้มประตูอนุสรณ์
ตอนที่ 404 เมื่อ… ตั้งซุ้มประตูอนุสรณ์
เดิมทีเสี่ยวส้วยเอ๋อต้องการคำอธิบายเท่านั้น แต่สุดท้ายสะใภ้ใหม่ตระกูลเผยกลับกล่าววาจากันอย่างไร้ซึ่งเหตุผล มาถึงจุดนี้แล้วนางจึงต้องการตัดความสัมพันธ์เสียให้สิ้นเรื่อง
ท่าทางของเสี่ยวส้วยเอ๋อเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ในขณะที่ฝั่งตระกูลเผยเต็มไปด้วยความโลภ ครั้นได้ยินเรื่องเงินก็คิดต้องการมีบทบาทอย่างไร้ยางอาย แต่ด้วยความที่ไม่ต้องการให้ชื่อเสียงของตนเสื่อมเสีย คนเหล่านี้จึงตั้งซุ้มประตูอนุสรณ์และกล่าวหาว่าเสี่ยวส้วยเอ๋อไม่มีมโนธรรม
เสี่ยวส้วยเอ๋อเองก็ดื้อรั้นไม่ยอมคน นางมุ่งหน้าไปที่บ้านของหวังหลี่เจิ้งเพื่อขอให้เขาช่วยตัดสินความยุติธรรมนี้แก่นาง
“สาวน้อยเสี่ยวส้วยเอ๋อ เจ้าคิดเรื่องนี้ดีแล้วหรือ?” หวังหลี่เจิ่งเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว
เสี่ยวส้วยเอ๋อตอบอย่างตรงไปตรงมา “คิดดีแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วท่านแม่ของเจ้าเล่า? ท่านแม่ของเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”
“ท่านแม่ของข้าไม่ได้ใช้แซ่เผย ดังนั้นท่านแม่ของข้าและตระกูลเผยไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ต้น”
“แม่หนูคนนี้…” หวังหลี่เจิ้งลูบเคราพร้อมถอนหายใจ สุดท้ายก็ยอมพยักหน้า “ดี ดีแล้ว ต่อไปเจ้าเองก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับท่านแม่ของเจ้าเสียเถิด”
ต่อไป เรื่องที่ยังคงเป็นปัญหาคือเรื่องเงิน
หลี่ชื่อเหอไม่ต้องการก่อเรื่องให้เป็นปัญหาใหญ่โตเช่นนี้ ถึงกระนั้นกลับไม่สามารถเอาชนะความเด็ดเดี่ยวของเสี่ยวส้วยเอ๋อได้ จึงได้แต่เอ่ยว่า “หลายปีมานี้ครอบครัวฝั่งพ่อแม่ของข้าประสบเคราะห์หนัก ฐานะโดยรวมไม่ดีนัก มีพอให้กินอิ่มท้องก็นับว่าดีแล้ว ฉะนั้นข้าจะมีสินสอดทองหมั้นติดตัวอย่างไรกัน พ่อของเจ้า… ตระกูลเผยมอบข้าวสารสามสิบชั่งเพื่อเป็นสินสอดแต่งข้าเข้าตระกูล จากนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของข้าก็ไม่ดีนัก ต้องทำงานหลังขดหลังแข็งกลางทุ่งนา อดอยากปากแห้ง กินอาหารเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่มท้อง… หากจะคำนวณเป็นตัวเงินคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
แม่นางเหลียนประเมินมูลค่าให้โดยคร่าว ข้าวสารสามสิบชั่งตีเป็นเงินประมาณสี่สิบห้าหรือห้าสิบเหรียญตามมาตรฐานค่าครองชีพของคนในแถบชนบท สองแม่ลูกอาศัยกินดื่มร่วมกับคนในตระกูลเผย อย่างมากคงไม่เกินสี่ถึงห้าร้อยเหรียญ
“ท่านป้า พี่เชวี่ยเอ๋อ…” เสี่ยวส้วยเอ๋อกัดริมฝีปาก “ข้า ข้าขอเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าออกมาก่อนสักสองเดือนได้หรือไม่?”
“เหตุใดเจ้าจึงต้อง…” แม่นางเหลียนถอนหายใจ “เดิมทีก็ไม่เกี่ยวข้องอย่างไรต่อกันอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องไปแข่งขันวาสนากับตระกูลเผยอีกเล่า? เจ้าและท่านแม่ของเจ้าเพิ่งจะมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมาหน่อยก็ต้องนำเงินหลายร้อยเหรียญไปมอบให้พวกเขาอย่างเสียเปล่า นี่ไม่นับว่าโง่หรอกหรือ?”
“ข้าจะมอบมันให้เจ้าเอง” หยุนเชวี่ยพยักหน้าโดยไม่ตัดสินใจอะไรให้มากความ “ต่อไปนี้ก็หักเงินค่าจ้างจากค่าแรงของเจ้าและท่านป้าเดือนละหนึ่งร้อยเหรียญจนครบตามจำนวนเงินที่เบิกล่วงหน้าไป” ในเมื่อเงินจำนวนไม่กี่ร้อยเหรียญสามารถทำให้สองแม่ลูกตัดสัมพันธ์กับตระกูลสวะนั่นได้ เรื่องดี ๆ เช่นนี้ควรปล่อยให้หลุดมือเสียเมื่อไรกัน?
หยุนเชวี่ยมอบเงินให้เสี่ยวส้วยเอ๋อเบิกไปก่อนหนึ่งพันเหรียญเพื่อให้นางจัดการเรื่องยุ่งยากให้จบสิ้นไปเสียที จากนั้นก็นำเงินส่วนที่เหลือสำหรับไปซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่มาสวมใส่ ทว่าตระกูลเผยกลับไม่ยินยอมโดยดีเสียอย่างนั้น
หกร้อยเหรียญยังถือว่าน้อยเกินไป แม่นางเฝิงไม่ยอมปล่อยวางโดยง่าย ต้องได้รับเงินจำนวนหนึ่งตำลึงถ้วนเท่านั้น อีกทั้งยังยั่วยุให้แม่เฒ่าตระกูลเผยก่อเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น ต่างแห่กันไปร้องโวยวายกับหวังหลี่เจิ้งผู้รับหน้าที่ตัดสินความยุติธรรมของเรื่องดังกล่าวจนคิ้วขาวโพลนของเขาขมวดเป็นปม
“เงินแค่ไม่กี่ร้อยเหรียญจะเพียงพออย่างไรกัน?! นังสองแม่ลูกนั่นกินอยู่อาศัยในบ้านของตระกูลเผยมานานเกินหนึ่งปีเสียอีก!”
“ไหนจะสินสอดทองหมั้นที่มอบให้แม่ของนางตอนที่แต่งนางเข้าตระกูลอีกเล่า?!”
“หลังจากมันคลอดนังเด็กสารเลวนั่นออกมา มันยังกินไข่ของครอบครัวข้าไปถึงสิบฟอง!”
“กินไข่เข้าไปมากถึงเพียงนั้นกลับทำตัวไร้ประโยชน์ แม่ไก่มันยังรู้จักออกไข่ทดแทนบุญคุณ!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อเช่นกัน นางตบโต๊ะโต้เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “หากพวกท่านคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้ ตอนที่ท่านแม่ของข้าแต่งเข้าตระกูลเผยและอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายปรนนิบัติคนในครอบครัวของท่านเป็นอย่างดี แล้วพวกท่านจะจ่ายเงินในส่วนของค่าแรงคืนให้ท่านแม่ของข้าหรือไม่?!”
“กินไข่สิบฟองงั้นรึ? ข้าจะจ่ายคืนให้เป็นสิบเท่า!”
“พวกท่านเริ่มพูดจาเหลวไหลไปกันใหญ่แล้ว วันนี้เราทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันให้ชัดเจน หักค่าแรงงานของท่านแม่ที่ปรนนิบัติพวกท่านที่ผ่านมาแล้วเหลือจำนวนสี่ร้อยเหรียญ ข้าไม่ให้เพิ่มไปกว่านี้!”
แม่นางเฝิงและแม่เฒ่าตระกูลเผยคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวนางนี้จะดื้อรั้นเด็ดขาดถึงเพียงนี้ การไม่ยอมรามือแม้แต่ก้าวเดียวของนางทำให้ทั้งสองตะลึงงันไป ตอนแรกคิดจะเรียกร้องเอาเงินเพิ่มแต่กลับไม่สำเร็จ กลับกลายเป็นว่าจากหกร้อยเหรียญลดลงเหลือเพียงสี่ร้อยเหรียญเสียอย่างนั้น เช่นนี้พวกนางจะยอมแพ้ได้อย่างไร?
“หนึ่งตำลึง! หนึ่งตำลึงไม่ขาดหรือน้อยไปกว่านี้!”
“เลี้ยงหมามันยังรู้จักปกป้องทดแทนคุณผู้ที่ให้ข้าวให้น้ำมันกิน หากไม่ใช่เพราะตระกูลเผย แม่ของเจ้าคงอดตายตั้งแต่ยังไม่ออกเรือนแล้ว มิเช่นนั้นนางจะให้กำเนิดเด็กเหลือขอเช่นเจ้ารึ?!”
“ตระกูลเผยของข้าเมตตาพวกเจ้าสองแม่ลูกถึงเพียงนี้ เด็กเมื่อวานซืนเช่นเจ้ากลับไม่รู้จักดีชั่ว!”
สะใภ้ใหม่ตระกูลเผยผู้นั้นใช้กลอุบายบีบบังคับผู้อื่น ทว่ากลวิธีที่หยิบยกมาใช้นั้นไม่ต่างอะไรไปจากแม่เฒ่าจูแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวของนางกระทำเรื่องผิดมโนธรรมไว้มากมาย แต่เมื่อจวนตัวแล้วกลับเรียกตนเองว่าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตสองแม่ลูกไว้ ทั้งยังเท้าสะเอวเรียกร้องเงินอย่างหน้าด้านหน้าทน
เสี่ยวส้วยเอ๋อสบถด้วยความโกรธ “หากท่านแม่ของข้าไม่แต่งเข้าตระกูลเผยแต่แรก ลูกชายแซ่เผยของท่านจะเชิดหน้าชูตาได้เช่นทุกวันนี้หรือไม่?!”
“บ๊ะ! นังเด็กสารเลวเอ๊ย…” แม่เฒ่าตระกูลเผยตบโต๊ะดังลั่นพลางร้องโอดครวญ “หวังหลี่เจิ้ง ท่านดูนี่สิ! นังเด็กอกตัญญูนี่ด่าทอได้แม้กระทั่งพ่อบังเกิดเกล้าของตน! นี่นางชักจะลามปามไปใหญ่แล้ว!”
“อย่าทะเลาะกันไปเลย ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเองกันทั้งนั้น” หวังหลี่เจิ้งชรามากแล้วทว่าสติสัมปชัญญะไม่ได้เลอะเลือนแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้เขายังคิดไปในทางเดียวกันกับแม่นางเหลียน เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจอย่างนึกเอือมระอากับเด็กเสี่ยวส้วยเอ๋อที่ทำเรื่องโง่เง่านัก รู้ทั้งรู้ว่าต่างคนต่างไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ยังจะดึงดันตัดสัมพันธ์ให้จงได้ไปด้วยเหตุใดกัน?
ชายชราลูบเคราและกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องเด็กโง่นางนี้ ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียง “ปัง!” ขัดจังหวะเสียก่อน
หยุนเชวี่ยโยนถุงเงินน้ำหนักมากพอสมควรลงตรงกลางโต๊ะ
สองแม่ผัวลูกสะใภ้เห็นเงินแล้วดวงตาพลันเบิกกว้างเป็นประกาย รีบเอื้อมมือออกไปหมายคว้ามาไว้กับตัว
“ช้าก่อน” หยุนเชวี่ยมือไว้คว้าเอาถุงเงินมาถือไว้พร้อมยกยิ้มมุมปาก “ในนี้มีเงินอยู่จำนวนหกร้อยเหรียญถ้วน” พร้อมกันนั้นนางก็เปิดปากถุงออกและเริ่มทำการนับทีละเหรียญอย่างไม่รีบร้อน
แม่นางเฝิงเบ้ปาก ถึงกระนั้นดวงตากลับจ้องเงินตรงหน้าตาไม่กะพริบ “หกร้อยเหรียญจะพออะไร?!”
“ไม่พอแน่เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยชำเลืองมองนางด้วยสายตาเย้ยหยัน “หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวส้วยเอ๋อโพล่งขึ้นมา ข้าคงลืมไปเสียสนิทว่าท่านแม่ของนางทุ่มเทแรงกายทำงานอย่างสุดความสามารถให้กับตระกูลเผย ดังนั้นเงินค่าแรงในส่วนนี้ต้องคำนวณหักออกให้ดี”
หยุนเชวี่ยไม่รอให้แม่นางเฝิงและแม่เฒ่าตระกูลเผยได้สติคิดตามทัน ตอนนี้นางนับเงินได้สองร้อยเหรียญแล้ว จากนั้นนางจึงเหยียดยิ้มพลางเขย่าถุงเงินยื่นให้ทั้งสองคน พร้อมประกาศด้วยเสียงดังกึกก้อง “สี่ร้อยเหรียญ หากพวกท่านยังไม่พอใจอีกก็สุดแล้วแต่ ปล่อยให้เสี่ยวส้วยเอ๋ออยู่เยี่ยงคนโง่เขลาต่อไป ต่อไปนี้พบเห็นท่านก็เรียกขานว่าท่านย่าเสียหน่อย พบเห็นเผยเหล่าอู่ก็เรียกขานเขาว่าท่านพ่อ ไม่ตัดสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดีเสียอีก จะได้ประหยัดเงินไปอีกหลายร้อยเหรียญ”
เสี่ยวส้วยเอ๋อคล้ายจะกล่าวแย้งอะไรบางอย่าง แต่เมื่อหันไป หยุนเชวี่ยกลับเอียงศีรษะและขยิบตาให้นาง
ถึงขั้นนี้แล้วเสี่ยวส้วยเอ๋อคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง นางเอ่ยขึ้นอย่างฉะฉาน “ใช่แล้ว เงินตั้งสี่ร้อยเหรียญ ขึ้นอยู่กับว่าพวกท่านจะยอมรับหรือไม่ แค่ยอมอ้าปากเรียกเสียหน่อยก็ประหยัดเงินไปได้มากโข ทั้งยังซื้อลูกหมูมาเลี้ยงได้อีกหลายตัวทีเดียว”
กล่าวจบแล้วก็เอื้อมมือไปรับถุงเงินมา ตั้งท่าจะนำมันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ
ทั้งแม่นางเฝิงและแม่เฒ่าตระกูลเผยต่างตะลึงงัน
“หวังหลี่เจิ้ง เจ้าต้องตัดสินเรื่องนี้ด้วยเหตุและผล! นังเด็กสองคนนี้ นาง… นางจงใจหลอกลวงกันชัด ๆ!” แม่นางเฝิงรีบทักท้วงด้วยความร้อนใจ “ตอนแรกตกลงกันว่าจะจ่ายเงินชดเชย แต่แล้วกลับกลอกว่าจะไม่ให้ นี่มิใช่ว่าพวกนางเล่นตลกกับข้าและแม่เฒ่าประหนึ่งลิงหลอกเจ้าอย่างนั้นหรือ?!”
“ข้าไม่ได้หยอกล้อผู้ใดทั้งนั้น” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าว “ข้านำเงินทั้งหมดมาที่นี่ครบถ้วนแล้ว พวกนางต่างหากที่เป็นฝ่ายเริ่มต่อรองราคาก่อน หนึ่งตำลึงเงิน นี่ไม่ใช่การเรียกร้องเกินว่าเหตุหรอกหรือ? มีเหตุผลสมควรอย่างไรที่พวกนางต้องการเงินมากมายถึงเพียงนั้น?”
“เช่นนั้นก็แปดร้อยเหรียญ!” แม่นางเฝิงโพล่งขึ้น “หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็หกร้อยเหรียญไม่ได้! น้อยเกินไป!”
เมื่อเห็นว่าสะใภ้ตระกูลเผยผู้นี้ยังแสดงความโลภออกมาอย่างต่อเนื่อง หยุนเชวี่ยมองแล้วได้แต่แสยะยิ้มมุมปากอย่างเงียบเชียบ
“เมื่อครู่นี้ข้าลองคิดทบทวนแล้ว รู้สึกว่าสิ่งที่พี่เชวี่ยเอ๋อกล่าวมาล้วนมีเหตุผล” เสี่ยวส้วยเอ๋อกำลังเรียนรู้ทักษะการต่อรองในเชิงธุรกิจ นางใช้วิธียอมเป็นฝ่ายถอยเพื่อที่จะได้รับผลกำไร “เรื่องนี้ข้าจะนำกลับไปคิดดูอีกครั้ง ท่านปู่เจิ้ง วันนี้รบกวนท่านแล้ว ข้าจะไปส่งท่านกลับเรือนก่อน”
“ประเดี๋ยวก่อน!” แม่เฒ่าตระกูลเผยเห็นว่าคนกำลังจะเดินจากไปก็ผุดลุกขึ้นอย่างร้อนรนใจทันที “หกร้อยเหรียญก็หกร้อยเหรียญ! นับจากนี้ให้ถือเสียว่าตระกูลเผยของข้าไม่เคยให้กำเนิดเด็กเหลือขอไร้จิตสำนึกเช่นเจ้า!”