ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 405 ต่อรองราคา
ตอนที่ 405 ต่อรองราคา
ตอนที่ 405 ต่อรองราคา
เสี่ยวส้วยเอ๋อเสนอใช้เงินเป็นเครื่องตัดความสัมพันธ์ แม่เฒ่าตระกูลเผยจึงคิดหาผลประโยชน์จากอารมณ์ชั่ววูบของนางโดยการเรียกร้องเงินก้อนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ นางก็ได้สติคิดใคร่ครวญขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น
เมื่อเห็นเป็ดกำลังจะโผบินจากไป ทั้งสองทั้งโกรธทั้งร้อนใจ คิดในใจว่าหกร้อยเหรียญก็หกร้อยเหรียญ ยอมรับในราคานี้ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
แต่เสี่ยวส้วยเอ๋อยังคงไม่พอใจ นางหยุดชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมองทั้งสองคน พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สามร้อยเหรียญ”
แม่เฒ่าตระกูลเผยชะงักงันไปทันที รีบหันหน้ามองลูกสะใภ้ใหม่ราวกับไม่เข้าใจภาษามนุษย์
ครู่ต่อมาแม่นางเฝิงก็โพล่งขึ้นเสียงดัง “สามร้อยเหรียญไม่เพียงพอ! ไม่ได้เด็ดขาด! นึกว่าพวกข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร?!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อจึงแสยะยิ้มมุมปากพร้อมกล่าวอย่างไม่แยแส “เช่นนั้นก็ลืมมันไปเสียเถิด”
“ต่อให้สามร้อยเหรียญก็ยังนับว่าไม่คุ้มค่า” หยุนเชวี่ยช่วยกล่าวเสริมอยู่ด้านข้างพร้อมเผยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
“นังเด็กสารเลว…” แม่เฒ่าตระกูลเผยเห็นว่าทุกคนจะเดินออกไปจากที่นี่ท่าเดียว จึงขบฟันแน่นพร้อมกระทืบเท้าเร่า ๆ “สามร้อยเหรียญก็สามร้อยเหรียญ! จ่ายเงินมาซะ!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อหันไปขยิบตาให้กับหยุนเชวี่ย
“หลังจากท่านรับเงินสามร้อยเหรียญไป นับจากนี้เสี่ยวส้วยเอ๋อจะไม่ใช้แซ่เผยของพวกท่านอีกต่อไป และไม่มีสิ่งใดเกี่ยวอะไรกับตระกูลเผยอีก ท่านคิดดีแล้วหรือไม่?” หยุนเชวี่ยถามย้ำ
“ฮึ่ม…” แม่นางเฝิงกลอกตาด้วยความโกรธเคือง
“นังเด็กเหลือขอ คิดซะว่าตระกูลเผยของข้าไม่เคยให้กำเนิดเจ้ามาก่อน! หลังจากนั้นเจ้าจะใช้แซ่ใดก็สุดแล้วแต่เจ้า!” แม่เฒ่าตระกูลเผยกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจอีก จึงเหยียดแขนยาวยื่นออกไปตรงหน้า “รีบจ่ายเงินมาเสีย!”
“พูดเพียงปากเปล่าไร้ซึ่งหลักฐาน พวกเราควรสร้างหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรไว้” หยุนเชวี่ยประคองหวังหลี่เจิ้งกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง หยิบกระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึกที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกแล้วออกมาจากกระเป๋าย่ามใบเล็กแล้วกางออกวางไว้บนโต๊ะ
แม่เฒ่าตระกูลเผยหันขวับมองแม่นางเฝิงอย่างไม่เข้าใจ
แม่นางเฝิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “หวังหลี่เจิ้งเองก็อยู่ที่นี่แล้วมิใช่หรือ? ยังจำเป็นต้องร่างหนังสือใดขึ้นอีก? เงินก็ไม่ได้มากมายอะไรเพียงสองสามร้อยเหรียญเท่านั้น ทำเรื่องเล็กให้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่”
“เฮ้อ เจ้ากล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว” หวังหลี่เจิ้งโบกมือ “ตาแก่เช่นข้าชราภาพจนดินฝังศพกลบขึ้นมาเกือบถึงคอแล้ว จะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วันไม่อาจรู้ได้ ฉะนั้นเขียนตัวอักษรเป็นหลักฐานให้ชัดเจนจึงจะเป็นการดีกว่า”
“สามร้อยเหรียญก็เป็นเงิน จะมอบให้แก่พวกท่านดื้อ ๆ โดยปราศจากเหตุผลอย่างเป็นทางการได้อย่างไร?” หยุนเชวี่ยเผยท่าทีเด็ดเดี่ยว กล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉานชัดเจน “ต้องการเงินก็ต้องร่างหนังสือไว้เป็นหลักฐาน หากไม่ยินยอมก็ไม่ต้องรับเงินแม้แต่เหรียญเดียว”
“นังเด็กเมื่อวานซืน เรื่องก็เป็นเรื่องราวภายในตระกูลของข้า เจ้าเข้ามาพัวพันด้วยเหตุใด? แส่เรื่องชาวบ้านไม่เข้าท่า…” แม่เฒ่าตระกูลเผยบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
“ท่านแม่…” แม่นางเฝิงใช้ข้อศอกแตะแขนนางเป็นเชิงปรามให้สงบคำ
แม่เฒ่าตระกูลเผยจึงได้แต่กลอกตาอย่างกระอักกระอ่วน แม่นางเฝิงจึงกล่าวแทนเป็นเชิงตัดรำคาญ “จะร่างหนังสือหลักฐานใดก็รีบทำการเสีย หวังหลี่เจิ้ง ท่านช่วยดูให้ดี อย่าให้นังเด็กคนนี้เล่นตุกติกอีก”
หวังหลี่เจิ้งพยักหน้า จากนั้นจึงเลิกคิ้วส่งสัญญาณบางอย่างให้กับหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ย “ให้ข้าเป็นผู้เขียนรึเจ้าคะ?”
“ได้ยินท่านพ่อของเจ้าเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่ที่บ้านเจ้าเองก็ชื่นชอบการอ่านเขียนตำราอยู่ไม่น้อย” หวังหลี่เจิ้งยกยิ้มพลางลูบหนวดเคราของตน “หมู่บ้านไป๋ซีของเราไม่เคยมีสตรีนางใดที่อ่านออกเขียนได้ เจ้าเขียนอักษรสักตัวให้ข้าดูหน่อยเถิด”
“แต่นี่…” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะเล็กน้อยด้วยความเขินอาย “ลายมือเขียนอักษรของเข้าไม่งามนัก”
“ไม่งามก็ช่างปะไร ขอเพียงเขียนให้รู้เนื้อความก็พอแล้ว” หวังหลี่เจิ้งเคาะโต๊ะสองครั้ง “มาเถิด เจ้าเขียนลงไป ข้าจะคอยดู”
“ได้เจ้าค่ะ ขอเพียงท่านไม่หัวเราะเยาะข้าก็พอแล้ว” หยุนเชวี่ยยกพู่กันขึ้นก่อนจรดปลายลงบนกระดาษ กล่าวตามตรงว่านางไม่ได้เขินอายหรืออ่อนน้อมถ่อมตนในความสามารถแต่อย่างใด ทว่านางเขียนตัวอักษรในยุคนี้ได้ไม่ดีนัก ข้อมือนางตวัดไปมาทั้งยังสั่นเทาเล็กน้อยขณะบรรจงเขียนทีละขีด ลายมือเหมือนกับเด็กน้อยที่เพิ่งเรียนรู้หนังสือ คงเป็นผลพวงจากฝึกเขียนในช่วงที่สภาพอากาศหนาวจัด
แม้ว่าลายมือจะธรรมดาสามัญ แต่เนื้อความกลับครบถ้วนและรัดกุม ทั้งยังเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเขียนเสร็จ หยุนเชวี่ยก็วางพู่กันลง เป่ากระดาษที่หมึกยังไม่แห้งดีสองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามหวังหลี่เจิ้งผู้เป็นพยาน “ท่านตรวจสอบดูเถิดว่าสมควรแล้วหรือไม่?”
หวังหลี่เจิ้งพยักหน้าอย่างชื่นชม หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านเพื่อให้แม่เฒ่าตระกูลเผยที่ไม่รู้หนังสือได้รับทราบเนื้อความทั่วกัน
ตามเนื้อความในหนังสือหลักฐานแบ่งออกเป็นสามส่วน ประการแรกคือการแสดงฐานะระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย ประการที่สอง ตระกูลเผยจะได้รับเงินจำนวนสามร้อยเหรียญ และตัดความสัมพันธ์กับเสี่ยวส้วยเอ๋ออย่างเด็ดขาด และประการที่สาม คือนับจากนี้ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ของตระกูลเผยในอนาคตล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวส้วยเอ๋ออีกต่อไป
“ตามเนื้อความที่ข้าบอกเล่าให้ทราบ แม่เฒ่าตระกูลเผย เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?” หวังหลี่เจิ้งอ่านจบแล้วจึงเอ่ยถาม
“มีเท่านี้เองรึ? ยังมีสิ่งใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่? หากไม่ก็รีบจ่ายเงินมาเสีย” แม่เฒ่าตระกูลเผยก้าวไปด้านหน้าก่อนผลักแม่นางเฝิงผู้เป็นสะใภ้ให้หลบไปด้านข้าง
“ในเมื่อท่านเห็นควรตามนี้ ก็ประทับลายนิ้วมือเสีย” หยุนเชวี่ยเปิดกระปุกหมึกโคลนสีแดงออกและผลักไปตรงหน้า
ทั้งสองฝ่ายและผู้เป็นพยานต่างประทับลายนิ้วมือลงบนหนังสือหลักฐาน เสร็จสิ้นเรียบร้อยจึงถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์ หยุนเชวี่ยเป่ากระดาษให้แห้งแล้วส่งให้เสี่ยวส้วยเอ๋อเก็บรักษาไว้ ส่วนแม่เฒ่าตระกูลเผยก็คว้าถุงเงินมาเทเหรียญออกนับทีละเหรียญอย่างจดจ่อ
หลังจากนับเงินเสร็จ หยุนเชวี่ย เสี่ยวส้วยเอ๋อ และหวังหลี่เจิ้งก็เดินออกจากลานบ้านไป ยังได้ยินทั้งสองคนบ่นแว่วมา “ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเจ้า! ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่านังเด็กนั่นโง่ ถึงอย่างไรก็ไม่คิดต่อรอง ตอนนี้เป็นอย่างไร? เดิมทีจากหกร้อยเหรียญกลายเป็นสามร้อยเหรียญไปเสียอย่างนั้น เงินแค่นี้จะพอซื้อหาสิ่งใดได้?!”
“ท่านแม่ จะกล่าวโทษข้าคนเดียวได้อย่างไร? ที่ข้าใคร่ต่อรองราคากับนางก็ไม่ใช่เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับให้ต้าเป่าของเรามีทุนไว้แต่งภรรยาหรอกหรือ? อีกอย่าง เงินสามร้อยเหรียญนี้ก็เป็นเงินที่ได้เปล่า ดีกว่าเราไม่ได้อะไรเลย…”
เรื่องที่เสี่ยวส้วยเอ๋อตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเผยโดยจ่ายเงินไปสามร้อยหยวนแพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว หลายคนหัวเราะเยาะที่นางทั้งโง่เขลาและดื้อรั้น แต่เสี่ยวส้วยเอ๋อกลับไม่เสียใจแม้แต่น้อย นางยึดมั่นในคำพูดของตนเอง ต่อไปนี้จะตั้งใจทำงานหาเงินให้ดี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับมารดาของตนเพียงสองคน นับแต่นี้ไปนางและตระกูลเผยจะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก
เสี่ยวส้วยเอ๋อเปลี่ยนมาใช้แซ่ตามมารดาของนาง เปลี่ยนชื่อเป็นหลี่เสี่ยวส้วย สองแม่ลูกทำงานให้กับครอบครัวของหยุนเชวี่ย ภายในหนึ่งวันจะได้รับอาหารสามมื้อ เดือนหนึ่งได้เงินค่าจ้างจำนวนห้าร้อยเหรียญ ทยอยเก็บสะสมเงินในส่วนนี้ไปเรื่อย ๆ พวกเขาวางแผนที่จะเก็บออมเงินเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ไว้สักสองหลัง และถ้ายังมีเงินเหลืออีกจะซื้อลูกหมูตัวน้อยมาเลี้ยงไว้
งานที่ร้านของหยุนเชวี่ยนั้นง่ายกว่าการทำไร่ไถนากลางทุ่งมาก เพียงแต่ต้องตื่นนอนตั้งแต่ฟ้าสางทุกวัน ทำซาลาเปา ก่อไฟ ต้มโจ๊ก ต้มไข่ รอจนเวลาล่วงเลยไปสักระยะ คนงานบนเขาก็จะลงมากินอาหารกันเป็นกลุ่ม ๆ
คนงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ผู้บังคับบัญชาการจากทางราชสำนักส่งมา ทั้งยังมีคนงานที่เป็นชาวบ้านผู้มาจากต่างถิ่น เมื่อพวกเขาเบื่อหน่ายอาหารแล้ว หลายคนต่างรวบรวมเงินกันเพื่อร่ำสุราสักสองจอกพอให้หายอยาก
ส่วนคนงานอีกส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงินติดตัวมาเลย หยุนลี่เต๋อมีน้ำใจขับเกวียนล่อเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อข้าวสารราคาถูกปริมาณสองไหมาต้ม ทั้งยังซื้อเนื้อหมูจากแผงขายเนื้อของอู๋ต้าหวังและหยุนเยี่ยนเพื่อทำเป็นเนื้อเค็ม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็จะสามารถประกอบอาหารได้ในปริมาณมากสำหรับคนงานตั้งแต่สามถึงห้าราย แม้มีเงินไม่ถึงสิบเหรียญก็สามารถกินอาหารได้อย่างอิ่มท้อง
งานขุดเหมืองเกลือบนภูเขากินระยะเวลานานเกือบหนึ่งเดือน ธุรกิจร้านอาหารของตระกูลหยุนจึงเป็นไปอย่างราบรื่นและเริ่มมั่งคั่งมากขึ้น
หลี่ชื่อเหอเดินทางออกจากบ้านมาทำงานทุกวัน ทั้งยังพูดคุยและหัวเราะกับผู้คนอย่างอารมณ์ดี ไม่นานก็สามารถรับช่วงต่อจากแม่นางเหลียนได้ ทั้งทำบะหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว ซาลาเปา ต้มโจ๊ก และทำเนื้อเค็มอย่างคล่องแคล่ว คงเพราะมีสุขภาพกายใจที่ดี แม้แต่อาการป่วยเรื้อรังของนางก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ใบหน้าเปล่งปลั่งขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน
งานขุดเหมืองและก่อสร้างบนภูเขาผ่านไปเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน คนงานต่างได้รับเงินค่าแรงกันครบแล้ว ผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้คนงานผลัดกันลากลับบ้านได้หนึ่งวัน ดังนั้นจึงมีหลายคนที่ลงมาจากภูเขา รวมถึงเผยเหล่าอู่ พ่อผู้ขี้ขลาดตาขาวของเสี่ยวส้วยเอ๋อ