ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 406 คนขี้ขลาด
ตอนที่ 406 คนขี้ขลาด
ตอนที่ 406 คนขี้ขลาด
เผยเล่าอู่ พ่อผู้ขี้ขลาดของเสี่ยวส้วยเอ๋อลงมาจากภูเขา ประจวบเหมาะกับที่เสี่ยวส้วยเอ๋อถือหม้อน้ำเดินออกมาจากห้องครัวพอดิบพอดี ทั้งสองเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ
หากย้อนเวลากลับไปเช่นก่อนหน้านี้ เสี่ยวส้วยเอ๋อจะต้องหันหน้ากลับและเลี่ยงเดินจากไปอย่างแน่นอน แต่ครั้งนี้นางมองเขาไม่ต่างอะไรไปจากคนแปลกหน้า นางเดินผ่านเผยเล่าอู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ตรงเลียบไปข้างถนนก่อนจะยกมือหม้อขึ้นเพื่อสาดน้ำทิ้งไป
ทว่าเผยเล่าอู่กลับตะลึงงัน มองเสี่ยวส้วยเอ๋อไม่วางตา ฝีเท้าชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง เบนสายตามองตามนางไปยังภายในห้องครัว เห็นหลี่ชื่อเหอกำลังยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งยังพูดคุยหยอกล้อกับแม่นางเหลียนพลางปั้นแป้งซาลาเปาอย่างชำนาญ
“มองอะไรรึ?” ชายจากหมู่บ้านเดียวกันตบบ่าเขาจากด้านหลัง มองตามสายตาของเขาไปพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะหึหึ “เล่าอู่ ลูกสาวของเจ้าได้ดิบได้ดีเสียแล้ว ติดตามรับใช้ทำงานกับลูกสาวของตระกูลหยุนต่อไป ในอนาคตย่อมได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว”
คำพูดดังกล่าวคล้ายปลุกเผยเล่าอู่ให้คืนสติกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เขาหลุบตาลงราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
งานบนภูเขาต้องใช้แรงกายไม่น้อย ทั้งยังเป็นงานหนักที่ยากลำบากพอสมควร กอปรกับจำนวนคนงานที่มีหลายคน อาหารแม้จัดเลี้ยงหม้อใหญ่ทว่าไร้ซึ่งรสชาติ ต่อให้บ้านของตนอยู่ใกล้เพียงหมู่บ้านตรงเชิงเขา เดือนหนึ่งก็มีสิทธิ์เพียงลางานเดือนละหนึ่งครั้ง รายได้เป็นเงินสี่ร้อยเหรียญนี้ได้มาซึ่งความยากลำบากในทุกส่วน
ดังนั้นเผยเล่าอู่จึงคิดว่า หากเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหยุน หยุนลี่เต๋อจะต้องออกหน้าช่วยเหลือเขาเพื่อเจรจากับหัวหน้าผู้คุมงานสักสองสามประโยค เพื่อให้ชีวิตการทำงานของเขาสุขสบายยิ่งขึ้น
เขาเดินตรงกลับไปที่บ้าน เพิ่งผ่านเข้าประตูบ้านมาได้ไม่ทันไร แม่นางเฝิงก็รีบเข้ามาทักทาย ถามเขาถึงเงินค่าแรงก่อนถามสารทุกข์สุกดิบอื่น ครั้นได้เงินค่าแรงมาแล้วก็บิดกายลากเขาเข้าไปในบ้านของตนเอง จากนั้นจึงปิดประตูบ้านแล้วเทเงินลงบนเตียง เพื่อทำการนับทีละเหรียญ
“อย่าเพิ่งรีบนับไปเลย” เผยเล่าอู่กล่าว “สี่ร้อยเหรียญ เป็นเงินจำนวนไม่น้อย เจ้าไปหาอาหารมาให้ข้ารองท้องสักหน่อยเถิด ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“รีบร้อนไปไย ขอข้านับก่อนไม่ได้รึ…” แม่นางเฝิงตอบโดยไม่เงยหน้าเพราะความหลงใหลในเงินตรา
“นับก่อนแล้วอย่างไร? เงินไม่งอกเงยออกมาเพิ่มเสียหน่อย…” เผยเล่าอู่ถูฝ่ามือไปมา ก่อนนั่งลงข้างกายนาง “ข้ามีเรื่องต้องปรึกษาเจ้า…”
เขายังไม่ทันกล่าวคำใด แม่นางเฝิงกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน “เงินสามร้อยเหรียญที่ได้มาครั้งก่อนเป็นค่าหว่านเพาะพันธุ์เมล็ดพืชก็มอบให้แม่ของเจ้าไปทั้งหมด ข้าไม่ได้รับแม้แต่เหรียญเดียว ข้าเคยบอกเจ้าไว้แล้ว เงินค่าแรงของเจ้าที่ได้มาต้องให้ข้าเป็นคนจัดการ…”
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้? เผยเล่าอู่ตะลึงงัน “แล้วเสี่ยวส้วยเอ๋อเล่า?”
แม่นางเฝิงที่กำลังจดจ่ออยู่กับการนับเงินได้ยินดังนั้นก็ถลึงตาเบิกโพลงทันที ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “จุ๊จุ๊ ร้อยวันพันปีไม่เคยเรียกร้องหามัน ประหลาดนัก เจ้ายังจำนังเด็กเหลือขอนั่นได้อยู่หรือ?”
เผยเล่าอู่ “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?” แม่นางเฝิงกลอกตาอย่างขมขื่น “ข้าจะบอกอะไรให้ อย่าได้กล่าวถึงชื่อมันอีกเชียว นังเด็กสารเลวนั่นตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเผยแล้ว! เจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางอีกต่อไป!”
“ว่าอย่างไรนะ?!” เผยเล่าอู่ผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหันด้วยความตระหนก
เห็นเช่นนั้นแล้วแม่นางเฝิงยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ โยนถุงบรรจุเหรียญในมือไปอีกทาง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเพื่อโต้เถียงกับเขา “ถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังตัดใจไม่ได้อีกหรือ หนังสือหลักฐานการตัดสัมพันธ์รึก็มีพร้อมสรรพ! นังเด็กนั่นไม่นับคนอย่างเจ้าเป็นพ่อของมันด้วยซ้ำ!”
“เจ้า…” เผยเล่าอู่โกรธจัด ได้แต่ยกมือขึ้นขี้หน้านาง ทว่ากลับเอื้อนเอ่ยคำใดไม่ออก
ครั้นครุ่นคิดว่ามารดาและภรรยาของตนไม่เคยกล่าววาจาพลิกแพลงกลับตาลปัตร หรือพูดพล่อย ๆ อย่างไร้แก่นสาร เขาจึงพอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นบ้างแล้ว ทำได้เพียงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมถอนหายใจ
“ท่านแม่ ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่? เขายังนึกถึงนังเด็กเหลือขอนั่นและนังผู้หญิงคนนั้นอยู่ไม่สร่าง!” แม่นางเฝิงกระทืบเท้าเร่าด้วยความโกรธ
“เจ้ายังมัวลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?! ไม่รีบไปยกชามข้าวร้อน ๆ มาให้เจ้าห้ากินอีก!” แม่เฒ่าตระกูลเผยถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ “เอาแต่ร้องโวยวายตลอดทั้งวัน อย่าเอาแต่กล่าวโทษสามีตนเองเลยหากไม่อาจปรนนิบัติมัดใจเขาได้”
หลังไล่แม่นางเฝิงออกไปจากห้องแล้ว แม่เฒ่าตระกูลเผยจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าห้า ครั้งนี้ได้รับค่าจ้างมาหรือไม่?”
“ได้มาแล้ว และมอบให้นางไปหมดแล้วเช่นกัน” เผยเล่าอู่กล่าวตอบด้วยความหงุดหงิด
สีหน้าของแม่เฒ่าตระกูลเผยทรุดลงทันที “เจ้าสงสารเห็นใจแต่ภรรยาของเจ้า ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่ ทั้งยังทะนุถนอมต้าเป่าอย่างดี สุดท้ายกลับก็สู้คนนอกตระกูลไม่ได้เสียอย่างนั้น”
“ท่านแม่จะโอดครวญไปไยกัน? ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนในครอบครัวของเรามิใช่หรอกหรือ?” สีหน้าของเผยเล่าอู่ไม่สู้ดีนัก เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เดือนหน้าข้าค่อยมอบเงินให้กับท่านก็แล้วกัน”
แม่เฒ่าตระกูลเผยเห็นเขาตอบแบ่งรับแบ่งสู้เช่นนั้นก็ไม่พอใจนัก นางพูดพล่ามไม่หยุด “เจ้าหาเงินเองได้แล้ว นับว่ามีความสามารถมาก แม้แต่แม่บังเกิดเกล้าเช่นข้าก็ไม่อยู่ในสายตาของเจ้าเสียแล้ว เจ้าอายุไม่ถึงสิบปีก็ไร้พ่อ ข้าต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดกว่าจะเลี้ยงดูพวกเจ้าให้เติบใหญ่ ตอนนี้เป็นอย่างไร แต่งภรรยาแล้วหลงลืมแม่ไปเสียสนิท…”
ผ่านไปนานเข้า เผยเล่าอู่ได้ยินดังนั้นหูของเขาก็เริ่มตึงเครียด สมองของเขาแทบจะระเบิดออก เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เฮ้อ! ท่านแม่นับวันยิ่งเลอะเลือนใหญ่! ท่านปล่อยให้เสี่ยวส้วยเอ๋อตัดขาดจากตระกูลเราได้อย่างไร?!”
ยังไม่ทันกล่าวจบ แม่นางเฝิงที่ยกชามบะหมี่ร้อน ๆ เดินเข้ามาจึงแผดเสียงตะโกน “ดีเหลือเกิน! เจ้าเผยเล่าอู่! ข้ารู้อยู่แล้วว่าจิตใจของเจ้ายังคงคิดวนเวียนอยู่กับลูกนอกคอกและนังหญิงแพศยานั่น! เจ้าช่างใจร้ายยิ่งนัก! ทำตัวเช่นนี้เหมาะสมที่จะเป็นพ่อคนแล้วหรือ?!” พร้อมกันนั้นนางกระแทกชามบะหมี่ลงบนโต๊ะ จนน้ำซุปร้อนสาดกระเซ็นถูกแขนเสื้อของเผยเล่าอู่
เผยเล่าอู่เองก็ใจร้อนไม่แพ้นาง เขาพับแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นตะคอกใส่นาง “เจ้ายังคิดตีโพยตีพายอีกรึ?! สตรีไร้ความสามารถเช่นเจ้าจะรู้อะไร?! ข้าต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันคืน ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงิน เจ้าอยู่บ้านแทนที่จะแบ่งเบาภาระกลับรังแต่จะสร้างเรื่อง!”
“ข้าสร้างเรื่องอะไรกัน?!” แม่นางเฝิงไม่ยอมอ่อนข้อ ยืดตัวตรงจนหน้าอกเชิดขึ้น “เป็นเพราะเจ้าคำนึงถึงแต่เรื่องของมันทั้งวันเสียมากกว่า จิตใจไม่เคยอยู่กับครอบครัวนี้ ยังมีหน้ามากล่าวหาข้าอีกหรือ?!”
“เจ้า…” เผยเล่าอู่ถลึงตาใส่นางด้วยความโกรธ “เจ้าจะรู้อะไร?!”
“เจ้าคำนึงถึงแต่ครอบครัวสารเลวนั่นใช่หรือไม่? เห็นทีวันนี้คงอยู่ด้วยกันต่อไปไม่ได้อีกแล้ว” แม่นางเฝิงทั้งโกรธทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ
เผยเล่าซื่อและสะใภ้สี่ที่พำนักอยู่ในเรือนเดียวกันเพิ่งกลับมาจากแปลงนา ทันทีที่เดินเข้าประตูมาก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทอยู่ในห้อง ทั้งสองจึงวางเครื่องมือทำนาลงเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเกลี้ยกล่อม ทว่ายิ่งพยายามเกลี้ยกล่อมแม่นางเฝิงกลับยิ่งคร่ำครวญ
“ข้าว่าเจ้าอยากกลับไปอยู่กินกับนังหญิงนอกคอกนั่นมากกว่า! หากเจ้าปรารถนาเช่นนั้นจริงก็หย่ากับข้าเสีย! หย่าแล้วจะกลับไปหามันก็ย่อมได้! เผยเล่าอู่ เจ้าหาเงินเองได้แล้วมิใช่หรือ? ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะปีกกล้าขาแข็งเพียงใด…”
เผยเล่าอู่อดทนไม่ไหวอีกต่อไป ปัดมือไปพลิกชามบะหมี่บนโต๊ะจนหกคว่ำ “ที่ข้าทำงานหาเงินมาก็เพื่อใคร?! เช่นนั้นข้าจะไม่ขึ้นไปบนภูเขาอีก! มีผู้ใดคิดออกไปตรากตรำบ้างนอกจากข้า?! อยู่นอกบ้านก็เหน็ดเหนื่อยมากพอแล้ว กลับมาถึงบ้านทั้งทียังต้องทนทุกข์ทรมานจากการทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าอีก!”
ครั้นได้ยินเผยเล่าอู่ประกาศกร้าวว่าจะไม่หาเงินอีก แม่นางเฝิงที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสความหอมหวานของเงินยิ่งไม่พอใจใหญ่ นางปาดน้ำตาพร้อมกล่าวด้วยความคับข้องใจ “เจ้าคนไร้จิตสำนึก! ไม่สนใจเลยว่าพวกเราจะเป็นหรือตาย…”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่างานบนภูเขานั้นยากเย็นแสนเข็ญอย่างไรบ้าง? ตั้งแต่เช้าตรู่จรดฟ้ามืด สิบวันถึงครึ่งเดือนกินนอนไม่อิ่มแม้สักมื้อ เดิมทีข้าคิดจะอาศัยเสี่ยวส้วยเอ๋อให้เป็นสะพานผูกสัมพันธ์กับตระกูลหยุน หวังให้เขาช่วยเจรจากับผู้คุมงานแทนข้าเพื่อที่งานของข้าจะได้ลดลง เจ้ากลับทำให้แผนการของข้าพังไม่เหลือชิ้นดี กับเงินแค่สามร้อยเหรียญ ไม่เพียงตัดขาดความสัมพันธ์กับเสี่ยวส้วยเอ๋อเท่านั้น แต่ยังล่วงเกินลูกสาวของตระกูลหยุนอีกด้วย! เจ้า…ข้าว่าเจ้าเสียมากกว่าที่ไม่ต้องการให้ครอบครัวของเรามีอนาคตที่ดี!” ยิ่งเผยเล่าอู่สาธยายมากเพียงใด เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น กระทั่งใคร่ปรี่เข้าไปตบหน้าสตรีขี้ขลาดผู้นี้ให้รู้จักสำเหนียกถึงผิดชอบชั่วดีเสียบ้าง
“เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่กล่าวโทษข้าผู้เดียว?” แม่นางเฝิงเพิ่งตระหนักรู้ตัวว่าตนทำผิด ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวจึงอ่อนแรงลงมาก นางกลอกตาพร้อมกล่าวต่อไป “ข้าไม่ได้เก็บเงินนั่นไว้ในครอบครองแม้แต่เหรียญเดียว เงินทั้งหมดอยู่ที่ท่านแม่ต่างหากเล่า!”