ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 407 แม่สามีลูกสะใภ้
ตอนที่ 407 แม่สามีลูกสะใภ้
ตอนที่ 407 แม่สามีลูกสะใภ้
เมื่อได้ยินว่าลูกสะใภ้โยนความผิดใส่ตนเอง แม่เฒ่าตระกูลเผยไม่พอใจ รีบปราดเข้ามาแก้ต่างทันที “เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้าคิดการณ์วางแผนไม่ใช่รึ? ดีเหลือเกิน จากหกร้อยเหรียญกลับกลายเป็นสามร้อยเหรียญ นึกว่าจะสำเร็จแต่กลับทำล้มเหลว…”
แม่นางเฝิงโต้แย้ง “ข้ามีปากเสียงกับนังเด็กนั่นเพียงไม่กี่คำ แต่ข้าไม่ได้ร้องขอให้นางตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเผยแต่อย่างใด”
แม่เฒ่าตระกูลเผยโต้กลับด้วยความโกรธเคืองไม่แพ้กัน “หมายความว่าอย่างไร? ข้าเป็นผู้ร้องขอให้นางตัดสัมพันธ์อย่างนั้นรึ?!”
แม่นางเฝิงเบ้ริมฝีปาก “หากไม่ใช่เพราะท่านพยายามหยิบยกเหตุผลสารพัดสารพันมากล่าวอ้าง บอกว่านังเด็กนั่นและแม่ของมันอาศัยกินดื่มกับตระกูลเผย หากไม่บีบบังคับมันแต่แรก นางจะหยิบยกเหตุผลอีกอย่างมาเป็นข้อหักล้างเช่นนี้ได้หรือ?”
“เจ้า…เจ้าพูดพล่ามเหลวไหล!” แม่เฒ่าเผยกระทืบเท้าอย่างไม่ยอมแพ้ “ไม่ใช่เพราะเจ้าดูแลต้าเป่าไม่ดีหรอกหรือ? อยู่แต่บ้านทั้งวันกลับไม่หยิบจับทำงานใดเลย เด็กทั้งคนยังดูแลสั่งสอนไม่ดี เช่นนี้แล้วยังกล้ากล่าวโทษผู้อื่นอีกหรือ?”
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว!” เผยเล่าอู่ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องตนเองไปและปิดประตูเสียงดังทันที
ถึงช่วงเที่ยง แม่นางเฝิงถึงได้ไปเคาะประตูเรียกเขาให้ออกมากินข้าว เผยเล่าอู่เผยสีหน้าปั้นยาก ไม่สามารถระงับอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นไม่หาย เขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยสู้งานหนัก เพียงคิดว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าขึ้นไปทำงานบนเขาอีก และเป็นเช่นนี้ต่อไปวันแล้ววันเล่า ทำงานเดิม ๆ ไม่จบสิ้นเสียที แม้แต่ตอนที่กินอาหารกลับไม่รู้สึกถึงรสชาติ ทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว
“ข้าต้องการพักผ่อนที่บ้านเสียหน่อย เดือนนี้ให้พี่สี่ขึ้นไปทำงานบนเขาแทนข้าเถอะ” เผยเล่าอู่กล่าวพลางตักข้าวเข้าปาก
มือของแม่นางเฝิงที่กำลังเตรียมคีบผักชะงักกึก มุมปากของนางกระตุกอย่างไม่พอใจ กระแทกชามในมือลงบนโต๊ะโดยแรง
“ให้พี่สี่ไปแทนงั้นหรือ?” แม่นางลวี่ ภรรยาของเผยเล่าซื่อตะลึงงัน “พี่สี่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงดีนัก เกรงว่าคงไม่สามารถทำงานหนักบนภูเขาได้ ให้เราสองคนอยู่บ้านทำไร่ไถนาสักสองสามไร่จะเป็นการดีกว่า”
แม่เฒ่าตระกูลเผยเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสี่สิบปี นางมีลูกสาวสามคนและลูกชายอีกสองคน ลูกสาวทั้งสามแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว นางจึงอาศัยอยู่กับครอบครัวของลูกชายทั้งสองคน ยิ่งแก่ชราร่างกายยิ่งเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ต้องพึ่งพาลูกชายและลูกสะใภ้ของตนให้คอยปรนนิบัติ
หลังจากเผยเล่าอู่ขึ้นไปทำงานบนเขา แม่นางเฝิงก็หวังแต่จะพึ่งพาเงินค่าแรงจากสามีของตนเพียงหนทางเดียว นางอยู่แต่ในบ้านโดยไม่ยอมหยิบจับงานเรือนใด ๆ เลย ซ้ำร้ายยังจิกหัวใช้งานสะใภ้สี่อยู่บ่อยครั้ง
ส่วนสะใภ้สี่มีนิสัยซื่อตรง คิดว่าสามีของตนออกไปทำงานนอกบ้านด้วยความลำบากยากเข็ญนัก ในฐานะภรรยาและสะใภ้จึงไม่คิดเอาเปรียบผู้ใด พับแขนเสื้อขึ้นหยิบจับทำงานในบ้านทุกอย่าง ช่วยเพาะปลูก ให้อาหารหมู ปรนนิบัติคนในครอบครัว ทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่ และเด็ก ๆ ไม่ได้ขาด
แต่เวลานี้ เผยเล่าอู่กลับเสนอให้เจ้าสี่ขึ้นเขาไปทำงานแทนตนเองหนึ่งเดือน ส่วนตนเองจะพักผ่อนเอาแรงอยู่ที่บ้าน ครานี้สะใภ้สี่และสะใภ้ห้าจึงมีความคิดที่ตรงกันคือไม่เห็นด้วย
สะใภ้สี่สงสารสามีตนเองที่มีร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เกรงว่าเขาจะอดทนทำงานหนักถึงเพียงนั้นไม่ได้
ส่วนแม่นางเฝิงกังวลว่าสามีของตนจะเกียจคร้านจนไม่คิดหาเงินอีก จนทำให้นางเสียสิทธิ์พิเศษในบ้านหลังนี้ไป
“สะใภ้สี่กล่าวถูกต้อง พี่สี่สุขภาพไม่ดี บนภูเขาหลังหมู่บ้านมีสภาพอากาศหนาวจัดนัก หากเกิดเหน็ดเหนื่อยหรือหนาวสั่นเป็นไข้ขึ้นมา เงินที่หามาได้อาจไม่เพียงพอแม้แต่จะจ้างหมอรักษา” แม่นางเฝิงแสร้งทำเป็นเกลี้ยกล่อม
เผยเล่าอู่ซึ่งอารมณ์ไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น จึงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าอยากให้ข้าหนาวตายอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน?!” แม่นางเฝิงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง ก้มหน้ากล่าวพึมพำ “หากเจ้าไม่ใคร่ไปก็ไม่ต้องไป คนในหมู่บ้านหลายคนล้วนทำงานบนภูเขาเช่นเดียวกัน เหตุใดไม่ได้ยินใครบ่นอะไรสักนิด…”
“เจ้าห้า เอาเป็นว่าข้าจะไปเจรจากับนังเด็กนั่นว่าไม่ต้องการเงินของนางแล้ว” แม่เฒ่าเผยตัดสินใจ “นางเกิดมาเป็นสายเลือดของตระกูลเผย ต่อให้จ่ายเงินมากกว่านี้เพียงใด นางก็ยังเป็นคนแซ่เผยอยู่วันยังค่ำ!”
เผยเล่าอู่ถลึงตาโพลงทันที “มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อย่างไรกัน?! คิดว่านางยังจะพูดดีกับข้าอยู่หรือ?”
แม่เฒ่าเผยกล่าวด้วยความมั่นใจ “ข้าปฏิเสธไม่ต้องการเงินของนาง อีกอย่างนางเป็นลูกแท้ ๆ ของเจ้า จะกล่าววาจาสามหาวกับพ่อตนเองได้อย่างไร?”
เผยเล่าอู่รู้สึกว่าเขาไม่เข้าใจความคิดและอารมณ์ชั่ววูบของสตรีสองนางนี้เอาเสียเลย เขาตักข้าวเพิ่มอีกหนึ่งชาม จากนั้นจึงเดินกลับเข้าห้องไปพร้อมชามข้าวด้วยความหงุดหงิด
บ่ายวันถัดมา
แม่สามีและลูกสะใภ้ต่างโต้เถียงกันอยู่ภายในห้องโถง แม่เฒ่าตระกูลเผยสั่งให้แม่นางเฝิงนำเงินสามร้อยเหรียญไปคืนให้กับเสี่ยวส้วยเอ๋อ แล้วจะถือว่าไม่มีการตัดสัมพันธ์ใด ๆ เกิดขึ้นอีก ทว่าแม่นางเฝิงไม่อาจปั้นหน้าพูดดีกับอีกฝ่ายได้ ยืนกรานไม่ยอมไปท่าเดียว โดยใช้เหตุผลว่าเงินที่ได้มาในตอนนั้นไม่ได้เป็นเพราะนางเสียหน่อย
หลังจากโยนความรับผิดชอบกันอยู่พักใหญ่ แม่เฒ่าเผยก็ไม่อาจบีบบังคับแม่นางเฝิงได้อีก นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินออกจากเรือนไปพร้อมถอนหายใจอย่างนึกจนปัญญา
“ท่านคิดว่าเด็กเสี่ยวส้วยเอ๋อยินยอมตามคำของนางหรือไม่?” แม่นางลวี่ สะใภ้สี่ของตระกูลเผยยืนอยู่หลังผ้าม่านตรงบานหน้าต่าง ขณะทอดสายตามองออกไปด้านนอก
เผยเล่าซื่อโคลงศีรษะ “ข้ามองว่าเป็นการยาก เด็กคนนั้นดื้อรั้นเสียยิ่งกว่าอะไร”
“เฮ้อ! วันนั้นท่านแม่และสะใภ้ห้าของเราต่างคาดคั้นกันอย่างเด็ดขาด ทั้งยังบีบคั้นเสี่ยวส้วยเอ๋อให้ยิ่งทวีความร้อนใจ ยิ่งนานวันยิ่งทำร้ายจิตใจของนางมากขึ้น หากผู้ที่ต้องเผชิญเรื่องนี้เป็นข้า ข้าเองก็คงไม่ยอมรับเช่นกัน…”
“ปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวน้องหาเถิด อีกฝ่ายจะยอมรับหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา…”
เป็นไปตามที่สองสามีภรรยาคาดการณ์ไว้ ภายในเวลาที่ธูปก้านที่สองยังไม่ทันมอดดับ แม่เฒ่าตระกูลเผยก็ย้อนกลับมา สีหน้าของนางบิดเบี้ยวตั้งแต่เดินเข้าประตู ก่อนจะสบถออกมายกใหญ่ว่าเสี่ยวส้วยเอ๋ออกตัญญู ไร้ซึ่งมโนธรรม แม้แต่บิดาแท้ ๆ ของตนก็ไม่ยอมรับ ทั้งยังต่อต้านอย่างใหญ่หลวง
ครั้นตกเย็น แม่นางเฝิงเห็นเผยเล่าอู่ยังนอนแผ่หลาอยู่ในห้อง ไม่มีทีท่าว่าจะเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเตรียมเดินทางขึ้นเขา แม่นางเฝิงก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป รีบยกถ้วยชามาให้เขา แล้วนั่งลงข้างเตียงก่อนจะเกลี้ยกล่อมด้วยความอดทน
“ข้ารู้ว่าเจ้าทำงานอย่างหนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่เพื่อลูก ๆ ของเราหรอกหรือ? เราฉวยโอกาสนี้เก็บออมเงินเพิ่มอีกหน่อย วันข้างหน้าจะได้สุขสบายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้” นางถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จะว่าไป เจ้าก็เป็นถึงเสาหลักของครอบครัวเรา หากงานที่ทำเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป คงไม่มีใครยอมให้เจ้าฝืนออกไปตรากตรำต่ออีก ในเมื่อเจ้าเหนื่อยมากถึงสองในสามส่วน ก็หลงลืมความตั้งใจแรกของเราไปเสีย ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป นอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้ดี…”
เผยเล่าอู่เป็นคนใจร้อนทว่าไม่แข็งกระด้าง ครั้นได้ยินแม่นางเฝิงกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนหวานเช่นนี้ จิตใจของเขาก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย หลังจากนอนต่อไปอีกตลอดทั้งช่วงบ่าย ความโกรธและความเหน็ดเหนื่อยก็จางหายไปเกือบหมด ลองระงับโทสะแล้วตรึกตรองดู ถึงอย่างไรก็ยังต้องทำงาน กัดฟันทนเก็บออมเงินปีหนึ่งก็ได้หลายตำลึง ดีกว่าอยู่กับที่และคอยเพาะปลูกไถนาหลายไร่
“ไปเถอะ” เขาประสานมือไว้ที่หลังศีรษะ หรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า “ข้าจะกลับไป นอนพักที่บ้านอีกสักคืน วันพรุ่งนี้ต้องขึ้นเขาแต่เช้า ข้าอยากกินเนื้อแล้ว เจ้าเชือดไก่สำหรับตุ๋นเป็นมื้อเย็นให้ข้าทีเถิด”
เมื่อแม่นางเฝิงได้ยินว่าเขาผ่อนคลายอารมณ์ลงแล้ว ก็นึกยินดีไม่น้อย รีบพยักหน้ารับ “ได้! ได้! ข้าจะเชือดไก่ต้มมาตุ๋นให้เจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ! เจ้านอนต่ออีกสักหน่อยเถิด แล้วข้าจะเรียกเจ้าให้ตื่นขึ้นมากินมื้อเย็น…”
แม่ไก่ตัวอ้วนที่เติบโตอยู่ในระยะวางไข่ขายเป็นเงินได้ประมาณยี่สิบถึงสามสิบเหรียญเท่านั้น แน่นอนว่าไม่อาจเทียบได้กับเงินค่าแรงที่จะได้รับจำนวนสี่ร้อยเหรียญต่อเดือน
แม่นางเฝิงตัดสินใจเชือดไก่อย่างใจกว้าง ตุ๋นน้ำแกงอย่างสุดความสามารถ ยกเข้ามาวางต่อหน้าเผยเล่าอู่ ยิ้มตาหยีมองดูเขากินอย่างเอร็ดอร่อย เผยเล่าอู่ได้รับสิทธิ์กินเนื้อไก่เพียงคนเดียว รอจนกระทั่งเขากินอิ่ม แม่เฒ่าตระกูลเผยจึงแบ่งโครงกระดูกที่เหลือให้กับหลานทั้งสามคน ระหว่างนั้นเด็ก ๆ ได้แต่เฝ้ามองอยู่ด้านข้าง
เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้ก่อนฟ้าสางจะต้องตื่นขึ้นไปทำงานบนภูเขา หลังกินข้าวเสร็จ เผยเล่าอู่จึงรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ใครจะล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตนอกจากฟ้าดิน เดิมทีเขาก็แค่โมโหไปชั่วขณะจนไม่อยากไปทำงานอีก คิดไม่ถึงว่าเมื่อหัวถึงหมอนแล้วกลับนับเวลารอที่จะได้กลับไปทำงานอย่างจดจ่อ
คืนนั้น ขณะที่หลี่ชื่อเหอและเสี่ยวส้วยเอ๋อเพิ่งจะได้นอนพักผ่อน กลับได้ยินเสียงคนตะโกนดังลั่นจากนอกบ้านว่า “บ้านตระกูลเผยไฟไหม้แล้ว! บ้านตระกูลเผยไฟไหม้! ทุกคนรีบช่วยกันไปดับไฟเร็วเข้า!”