ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 416 เสียข้าวสุก
ตอนที่ 416 เสียข้าวสุก
ตอนที่ 416 เสียข้าวสุก
อย่างไรเสียฮูหยินเฒ่าเผยก็อายุมากแล้วจึงไม่มีอะไรจะเสีย ส่วนแม่นางเฝิงต้องปรนนิบัติสามีพิการและลูกน้อย นางจึงอับอายยิ่งนักที่ต้องมาทำเรื่องน่าขายหน้าเช่นนี้
เสียงคร่ำครวญของแม่สามีและลูกสะใภ้ดังไปทั่วบริเวณ ซึ่งทำให้เหล่าสตรีที่ว่างงานต่างมามุงดูด้วยความสงสัย ขณะที่เสี่ยวส้วยเอ๋อและแม่นางหลี่ไม่แม้แต่จะกลับมาดู
ทั้งสองคนร่ำไห้อย่างน่าเวทนาพร้อมตำหนิเสี่ยวส้วยเอ๋อว่าเป็นลูกอกตัญญู พวกนางกล่าวตัดพ้ออยู่เช่นนั้นจนถึงยามเที่ยง เหล่าสตรีที่คอยมุงดูต่างแยกย้ายกลับเรือนไปทำอาหาร ส่วนฮูหยินเฒ่าไม่มีแรงโวยวายอีกต่อไป นางจึงนั่งเหนื่อยหอบอยู่บนพื้นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
แม้ว่าสองแม่ลูกจะไม่ปรากฏตัว แต่ก็ไม่วายมีคนเติมฟืนลงในกองเพลิง หญิงสาวชาวบ้านสองคนที่ยืนพูดไม่ปวดเอวกำลังกระซิบกระซาบกันว่าเสี่ยวส้วยเอ๋ออายุยังน้อย ทว่าจิตใจกลับโหดเหี้ยม
เสี่ยวส้วยเอ๋อเพิกเฉยต่อคำตำหนิของพวกนาง ไม่ว่าแม่สามีและลูกสะใภ้ตระกูลเผยจะกระทำสิ่งใด เด็กสาวก็ไม่ใส่ใจและทำงานที่ร้านอาหารอย่างขยันขันแข็ง เมื่อตกเย็น นางก็กลับมาที่เรือนและลั่นดาลอย่างแน่นหนา
หลังจากที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากเสี่ยวส้วยเอ๋ออยู่หลายวัน แม่สามีและสะใภ้ตระกูลเผยก็หมดแรงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป พวกนางจึงข่มขู่ว่าจะร้องเรียนเสี่ยวส้วยเอ๋อกับทางการโทษฐานอกตัญญู
ในรัชสมัยต้าเหลียง ‘การอกตัญญู’ ถือเป็นความผิดใหญ่หลวง ผู้ที่ได้รับโทษสถานเบาจะถูกเฆี่ยนตีและถูกส่งตัวไปคุมขังในคุกเพื่อเฝ้าระวัง ส่วนโทษสถานหนักที่สุดไม่เคยมีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน ฉะนั้นแม่นางหลี่จึงตื่นตระหนกทันใด
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ นางจะฟ้องร้องลูก เราควรทำอย่างไรดี?”
“นางไม่ใช่ย่าของข้า” เสี่ยวส้วยเอ๋อไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว หากอยากจะร้องเรียนก็ปล่อยให้นางทำไปเถอะ”
แม่นางหลี่กังวลใจ “เช่นนั้น หากถูกลงโทษจริง เราจะทำอย่างไร?”
แม่นางเหลียนกุมมือแม่นางหลี่เพื่อปลอบใจ “ร้องเรียนที่นั้นถูกต้องแล้ว หลายปีมานี้ตระกูลเผยทำเรื่องเลวร้ายกับพวกเจ้าทั้งสองคนมามาก ชาวบ้านทุกคนต่างรับรู้ แต่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ”
“ข้าว่าคนตระกูลเผยหน้าหนากว่ากำแพงเมืองเสียอีก…” หยุนเชวี่ยที่กำลังฝึกเขียนตัวอักษรชะงักไปครู่หนึ่ง “ร้องเรียนก็ดี เสี่ยวส้วยเอ๋อและอาสะใภ้จะได้ฟ้องร้องกลับโทษฐานที่เขาละทิ้งลูกและเมีย”
เสี่ยวส้วยเอ๋อยืนเท้าเอว “ร้องเรียนก็ร้องเรียนสิ ใครต้องกลัวใครกันแน่”
แม่นางหลี่ถอนหายใจด้วยความกังวล
ฮูหยินเฒ่าตระกูลเผยเอาแต่ข่มขู่ ทว่าไม่ลงมือทำ นางประกาศกร้าวว่าจะร้องเรียนอยู่หลายวัน แต่กลับไม่เคลื่อนไหวใด ทำให้เหล่าชาวบ้านที่รอชมความครึกครื้นหมดสนุกและกล่าวหยอกล้อว่า “หญิงชราเช่นท่านมาบ่นกับพวกข้าจะได้ประโยชน์อันใด เราไม่ใช่เจ้าเมืองเสียหน่อย ไหนเลยจะจัดการเรื่องวุ่นวายของตระกูลท่านได้”
ตั้งแต่วันที่เผยเล่าอู่ประสบอุบัติเหตุจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาครึ่งเดือน ดูเหมือนว่าแม่สามีและลูกสะใภ้ตระกูลเผยทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว ทั้งยังเข้าใจว่าการก่อกวนอีกฝ่ายนั้นไร้ประโยชน์ ไม่มีผู้ใดยอมตกหลุมพราง ดังนั้นพวกนางจึงค่อย ๆ สงบลง
ในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน เงินยี่สิบตำลึงที่ตระกูลเผยหยิบยืมมาก็เหลือไม่มากแล้ว อาการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังของเผยเล่าอู่ก็ดีขึ้นอย่างช้า ๆ ทว่ากระดูกสันหลังที่แตกหักจากการถูกคานบ้านหล่นทับนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยเหตุนี้เผยเล่าอู่จึงทำได้เพียงใช้ครึ่งชีวิตที่เหลือนอนอยู่บนเตียงและชี้นิ้วสั่งการคนที่คอยปรนนิบัติ
แม่นางเฝิงไม่ใช่สตรีผู้มากความสามารถ ในอดีตนางหวังพึ่งพาสามีให้เลี้ยงดูตน ทว่าตอนนี้กลับไม่เป็นดังที่คาดไว้ นางต้องทำนาปลูกพืชผักในที่ดินหลายไร่ แม่นางเฝิงรู้สึกจนใจ ไม่เต็มใจ และอัดอั้นตันใจ นางจึงร่ำไห้สะอึกสะอื้นทุกวัน ในขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
เมื่อเหนื่อยล้าจากการร้องไห้ แม่นางเฝิงก็จะถูกฮูหยินเฒ่าก่นด่า ยิ่งด่าทอ นางก็ยิ่งร้องไห้ เรือนทั้งสองหลังของตระกูลเผยที่ถูกเพลิงไหม้ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม ไม้ที่ใช้สร้างบ้านล้วนไหม้เกรียม ทุกครั้งที่ฝนตก กลิ่นสาบไหม้จะลอยคลุ้งไปทั่ว
ไม่มีผู้ใดใส่ใจต้าเป่าหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลเผยอีกต่อไป เสื้อผ้าของเขามอมแมมสกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ต้าเป่ากำลังก้าวเข้าวัยสิบขวบ ทว่าน้ำมูกไหลย้อยออกมาจากรูจมูกทั้งสอง เขาพูดไปพลาง สูดน้ำมูกไปพลาง
เผยต้าเป่าถูกมารดาและแม่ตามใจทุกอย่างตั้งแต่เล็กจนโตจึงไม่สามารถอดทนต่อความยากลำบาก เขามักทำตัวเกเรและดื้อดึงทำตามใจตนเอง ไม่ช่วยงานมารดา และร้องไห้งอแงว่าอยากกินไข่และเนื้ออยู่ทั้งวัน
ทุกครั้งที่แม่นางเฝิงโมโห นางมักจะทุบตีต้าเป่าเพื่อระบายอารมณ์ เมื่อฮูหยินเฒ่าเห็นว่าหลานชายถูกทำร้าย นางจึงร่ำไห้พร้อมสาปแช่งลูกสะใภ้ เรื่องโกลาหลมากมายจึงบังเกิดขึ้นในลานเรือนขนาดเล็กของตระกูลเผยไม่เว้นแต่ละวัน
เผยเล่าอู่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทว่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในเรือน เขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกภายในใจออกมา จึงทำได้เพียงถอนหายใจและอดไม่ได้ที่จะปล่อยน้ำตาไหลรินออกมาเงียบ ๆ
ที่ดินของตระกูลเผยมีทั้งหมดเจ็ดไร่ แม่นางเฝิงไม่ใส่ใจในการทำไร่นา ทำให้วัชพืชเติบโตแข็งแรงกว่าพืชผล ฮูหยินเฒ่าจึงตำหนิลูกสะใภ้ว่าเกียจคร้านไม่ยอมทำงาน นางทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงกัดฟันและตรงไปยังเรือนตระกูลหยุนทันที
ถึงอย่างไรตระกูลเผิงต้องหาเงินยี่สิบตำลึงไปจ่ายแก่ตระกูลหยุนภายในสามเดือนอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็วต้องไปอยู่ดี ไม่สู้ไปแบกหน้าไปตอนนี้ยังสบายใจกว่า
แม่นางเฝิงพูดคุยต่อรองกับแม่นางเหลียนอยู่ในเรือนของตระกูลหยุน ว่าพืชผลแม่นางเฝิงกล่าวว่าตระกูลเผยมักปลูกพืชผลเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ และเก็บเกี่ยวพืชผลหลายร้อนจินในฤดูใบไม้ร่วง ฉะนั้นนางต้องการขายผลเก็บเกี่ยวบางส่วน ซึ่งจุดประสงค์ของแม่นางเฝิงคือต้องการให้แม่นางเหลียนตีราคาพืชผลเหล่านั้นตอนนี้ เพื่อที่นางจะได้เอาเงินมาจุนเจือครอบครัว
แม่นางเหลียนเผยท่าทีลำบากใจ “พืชผลเพิ่งลงดิน กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็อีกหลายเดือน มันจึงไม่ง่ายเลยที่จะกำหนดราคาในตอนนี้ นอกจากนี้กฎการจำนองที่ดินคือผลผลิตในที่ดินผืนนั้นต้องเป็นของพวกเราด้วยมิใช่หรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ทำงานให้ครอบครัวของเจ้าโดยเปล่าประโยชน์น่ะสิ เจ้าไม่คิดจะให้เงินค่าแรงแก่ข้าสักหน่อยหรือ?” แม่นางเฝิงถามกลับ
“…” แม่นางเหลียนตะลึงงัน
“ครอบครัวของเจ้าจ้างลูกจ้างระยะยาวเดือนละหลายร้อยเหรียญ ข้าทำนามาสามเดือน เจ้าจะคิดเป็นเงินเท่าไร?” แม่นางเฝิงกล่าวก่อนหลุบตาลงพลางนับนิ้วมือ
“เมียเล่าอู่ เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง” แม่นางเหลียนอธิบายเหตุผลด้วยความอดทน “นี่ไม่เหมือนการทำงานในหมู่บ้านใหม่ ครอบครัวของข้าบอกชัดเจนแล้วว่าสัญญาจำนองที่ดินมีระยะเวลาสามเดือน หากพวกเจ้าหาเงินทั้งหมดมาคืนภายในสามเดือนได้ ที่ดินผืนนั้นก็ยังคงเป็นของตระกูลเจ้า”
แม่นางเฝิงกลอกตา “เล่าอู่กลายเป็นคนพิการ ตระกูลของข้าจึงมีแต่คนแก่และเด็ก ทุกวันนี้พวกเราแทบจะไม่มีอาหารกิน แล้วเราจะเอาเงินยี่สิบตำลึงมาจากที่ใด?”
“ในเมื่อไม่สามารถหาเงินจำนวนนั้นมาจ่ายได้ เจ้าก็ปล่อยให้สัญญาขาดไปเสียเถิด… ว่าอย่างไรเล่า?” แม่นางเหลียนกล่าว
“สามเดือนตามที่ตกลงกันไว้ ในสัญญาเขียนอย่างชัดเจน นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งเดือน เหตุใดเจ้าถึงต้องการให้ข้าปล่อยที่ดินผืนนั้นให้เจ้าด้วย?” แม่นางเฝิงยืดคอพลางกล่าวอย่างมั่นใจ
“มิใช่ว่าเจ้าหาเงินมาจ่ายไม่ได้หรอกหรือ…” แม่นางเหลียนกล่าว “เช่นนั้นเจ้าคงไม่ปล่อยพืชที่ปลูกแล้วไว้เสียเปล่ากระมัง?”
แม่นางเฝิงเบ้ปาก “เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่ามันคือผลผลิตที่ดี แต่เหตุใดพืชผลที่ดีไม่มีค่าแม้แต่เหรียญเดียวหรือ?”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ครอบครัวของเจ้าอยากให้ข้าทำนาโดยเปล่าประโยชน์ตลอดสามเดือน พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?” แม่นางเฝิงเลิกคิ้วขึ้น “ปล่อยให้ข้าทำนาต่อไป แต่เจ้าต้องจ่ายค่าแรง หรือไม่ก็เอาเสบียงที่เก็บเกี่ยวได้หักลบกับเงินยี่สิบตำลึง”
“นี่…” แม่นางเหลียนรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
การทำไร่ทำสวนล้วนแล้วอาศัยแรงงานมนุษย์ พืชผลที่ปลูกไว้ในฤดูใบไม้ร่วงต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งหากประเมินราคาตอนนี้คงไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังไม่เห็นต้นกล้าว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่