ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 417 ทำดีแต่ไม่ได้ดี
ตอนที่ 417 ทำดีแต่ไม่ได้ดี
ตอนที่ 417 ทำดีแต่ไม่ได้ดี
แม่นางเหลียนรู้สึกกังวล ขณะครุ่นคิดภายในใจว่าตนต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา
แม่นางเฝิงนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางหลุบตาลงขณะกำลังนับนิ้ว นางเผยสีหน้าราวกับมีคำว่า ‘ข้ามีเหตุผล’ และ ‘เจ้าอย่าคิดใส่ร้ายข้า’ แปะอยู่ นางคิดว่าความตื้นเขินเช่นนี้เป็น ‘ความฉลาด’ ได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน หยุนเชวี่ยก็ผลักประตูเข้ามาก่อนมองแม่นางเฝิงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แม่นางเฝิงยืดแผ่นหลังตรงตามสัญชาตญาณ ชาวบ้านต่างกล่าวขานว่าเด็กสาวผู้นี้มีจิตใจงดงามและเฉลียวฉลาด ตระกูลหยุนร่ำรวยขึ้นมาได้ล้วนเป็นเพราะความสามารถของนาง
“อาสะใภ้ ท่านต้องการเสนอราคาพืชผลในไร่เท่าไรหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถูกถามอย่างไม่อ้อมค้อม แม่นางเฝิงจึงชะงักไปชั่วครู่ มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยก่อนเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แม่นางน้อยคนนี้เป็นคนชัดเจนสินะ เจ้าบอกว่าอยากทำการค้า…”
หยุนเชวี่ยเหยียดยิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อาสะใภ้มีเรื่องจะพูดสินะ”
“เช่นนั้น…” ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับเด็กสาวผู้นี้ จู่ ๆ ความกล้าหาญของแม่นางเฝิงก็มลายหายไป นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้นก็คิดตามราคาที่วางขายตามท้องตลาดเถิด ข้าวของตระกูลข้าล้วนเป็นของชั้นดี ซึ่งที่ดินหนึ่งไร่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้กว่าสองร้อยจิน!”
“ถ้าอย่างนั้นที่ดินหนึ่งไร่จะได้ข้าวสองร้อยจิน และสี่ไร่จะได้แปดร้อยจิน อาสะใภ้หมายความว่าเช่นนี้หรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามอย่างไม่แยแสพลางเลิกคิ้วขึ้นขณะรินชาลงในถ้วยชา
แม่นางเฝิงมองใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ลูกคิดของอาสะใภ้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง” หยุนเชวี่ยเงยหน้าขึ้นก่อนฉีกยิ้ม “แต่ยังเหลือเวลาอีกครึ่งปีกว่าจะถึงเทศกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง หากคำนวณแล้ว ไม่คุ้มกับเงินที่ค่าจ้างเล่า?”
แม่นางเฝิง “…”
“ท่านว่าข้าคำนวณถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านปลูกข้าวในที่นาของท่านมาสองเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่มีผลผลิต และท่านยังบอกอีกว่าให้ข้าคิดราคาตามท้องตลาด เรื่องนี้อาสะใภ้มีแต่ได้กับได้มิใช่หรือ?”
แม่นางเฝิงอึกอัก “ปลูกสองเดือนก็คือปลูกแล้ว มิฉะนั้นหากเจ้าไม่ซื้อข้าว เจ้าก็ต้องจ่ายค่าแรงของข้าเท่ากับค่าแรงลูกจ้างที่ทำงานให้กับครอบครัวเจ้า”
“ค่าแรงตามลูกจ้าง?” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้ว “อาสะใภ้รู้หรือไม่ว่าหมู่บ้านใหม่ของข้ากว้างขวางเพียงใด?”
แม่นางเฝิง “…”
“หากไม่นับบ่อปลา ไม่นับสวนผลไม้ ก็กว้างเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบมู่” หยุนเชวี่ยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขบขัน “ที่ดินหนึ่งร้อยยี่สิบมู่ จ้างคนงานเพียงสิบห้าคน แล้วอาสะใภ้ปลูกข้าวเพียงสี่มู่ แต่กลับต้องการค่าแรงเท่ากับลูกจ้างระยะยาวหรือ?”
“…” เมื่อครู่แม่นางเฝิงมีสีหน้าโอหังและพูดจาอย่างตรงไปตรงมา ว่าตอนนี้กลับเผยท่าทีราวกับห่านตัวโตที่ถูกบีบคอเอาไว้ นางยังคงไม่ยอมแพ้ หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ แม่นางเฝิงจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร? ข้าไม่ยอมให้ครอบครัวข้าเสียเปรียบแน่นอน”
“ง่ายยิ่งนัก” หยุนเชวี่ยกล่าว “ทำตามข้อตกลงที่เขียนในสัญญา ครอบครัวของข้าจะเก็บเกี่ยวข้าวเมื่อถึงเวลา หากอาสะใภ้รู้สึกไม่สบายใจก็อย่าปลูกเจ้าค่ะ”
แม่นางเฝิงไม่คาดคิดว่าเด็กสาวจะกล่าวเช่นนี้ นางจึงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ “หยะ… หยุดปลูก? ปล่อยพืชชั้นดีให้แห้งเหี่ยวตายหรือ”
หยุนเชวี่ยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“เช่นนั้น…” แม่นางเฝิงไม่รู้จะกล่าวคำใด
แม่นางเหลียนที่นั่งอยู่ด้านข้างขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด
“ปลูกพืชผลในที่ดินสี่ไร่นั้นทำเงินได้ไม่มากนัก ด้วยวิธีนี้ครอบครัวของอาสะใภ้จะไม่เสียเปรียบและครอบครัวของข้าก็จะไม่ได้ประโยชน์อันใด” หยุนเชวี่ยยิ้มพลางแบมือ “ตกลงหรือไม่เจ้าคะ?”
แม่นางเฝิง “…”
“เอาล่ะอาสะใภ้ พอแค่นี้เถิดเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยลุกยืนขึ้นพลางจ้องมองผู้มาเยือน “แม่ของข้ายังมีงานต้องทำมากมาย ได้โปรดกลับไปก่อนเจ้าค่ะ แล้วอีกสองเดือนข้าจะไปรับมันตามที่ตกลงกันไว้”
ยังไม่ทันออกจากห้วงความคิด แม่นางเฝิงก็ถูกไล่ออกจากเรือนเสียแล้ว แม่นางเหลียนปิดประตูพลางถอนหายใจ “เราไม่สนใจที่ดินผืนนั้นเสียหน่อย เจ้าจะปล่อยให้ต้นกล้าที่เพิ่งปลูกแห้งเหี่ยวตายหรือ?”
“ตระกูลเผยไม่ได้รู้สึกเสียใจ แล้วท่านจะปวดใจไปไย” หยุนเชวี่ยกล่าว
“พืชเหล่านั้นล้วนเป็นพืชชั้นดี เจ้าจะไม่ให้แม่ปวดใจได้อย่างไร” หลังจากคิดทบทวน แม่นางเหลียนพลันรู้สึกเสียดาย นางจึงต้องการหารือกับลูกสาว “เอาอย่างนี้ เราเสนอราคาให้นางสูงขึ้นอีกหน่อยดีกว่าปล่อยให้ข้าวแห้งตายโดยเปล่าประโยชน์”
“ท่านแม่ต้องการเสนอราคาเท่าไรเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยกล่าว “หากเราเสนอราคาสูงกว่านี้ ครอบครัวของนางก็จะยังคงไม่พอใจกับผลประโยชน์ที่ได้รับ หากเราเสนอราคาต่ำลง นางก็จะรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบและปรักปรำว่าพวกเรารังแกนาง หากไม่ใช่เพราะท่านแม่และท่านพ่อเป็นคนใจอ่อน ข้าคงไม่ยอมสุงสิงกับคนพรรค์นี้”
แม่นางเหลียนกล่าวไม่ออก นางเป็นคนมีเมตตา ทว่าสุดท้ายแล้วตระกูลเผยกลับไม่ยอมรับความหวังดีนั้นเอาไว้ นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าครอบครัวของหยุนลี่เต๋อร่ำรวย แต่พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับสองแม่ลูกไม่ยอมให้คนยืมเงินยี่สิบตำลึง ทั้งยังบังคับให้ทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักฐาน
แม้ว่าจะทำดีแต่ไม่ได้ดี อย่างไรเสียก็ต้องพบเจอกับปัญหา
“ถ้าข้าไม่พูดออกมา นางคงคิดว่าเรื่องทุกอย่างง่ายดาย ข้าเพียงไม่อยากให้นางเอาเปรียบพวกเราจนเคยชิน นางติดหนี้พวกเรามิใช่หรือ แต่เหตุใดจึงทำราวกับครอบครัวเราโง่งม?” หยุนเชวี่ยกลอกตา “ใครสนเล่าว่านางจะปลูกข้าวหรือไม่”
เมื่อไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่หวังไว้ แม่นางเฝิงจึงโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่กลับถึงเรือน นางก็เดินปรี่ไปคว้าจอบและรีบตรงไปยังไร่นาอย่างรวดเร็ว ฮูหยินเฒ่าเผยนึกในใจว่าลูกสะใภ้คงไปทำงาน แต่คาดไม่ถึงว่านางจะถอนข้าวในนาจนเตียน
“เมียเล่าอู่ เจ้ากำลังทำอะไร!” ชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์รีบตะโกนห้าม ด้วยเกิดเรื่องมากมายขึ้นกับตระกูลเผย เหล่าชาวบ้านจึงคิดว่านางเสียสติไปแล้ว
แม่นางเฝิงไม่สนใจ นางเอาแต่ส่ายศีรษะเพื่อระบายอารมณ์ขณะถอนต้นกล้าขึ้นมาต้นแล้วต้นเล่า เพียงเท่านั้นยังไม่พอ แม่นางเฝิงกระทืบต้นอ่อนเหล่านั้นจนแบนราบไปกับพื้น
“เมียเล่าอู่ เมียเล่าอู่!” สตรีสองคนที่กำลังเดินทางไปซักเสื้อผ้าผ่านมาเห็นก็รีบวางอ่างไม้แล้ววิ่งไปดึงตัวแม่นางเฝิงเอาไว้ “เจ้ามีอาการอี้เจิ้ง*รึ ต้นกล้าเหล่านี้สวยงามยิ่ง นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
*อี้เจิ้ง เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากได้รับปัจจัยกระทบแบบกะทันหันและส่งผลต่อจิตใจอย่างชัดเจน
“อย่าห้ามข้า แล้วข้าก็ไม่ได้มีอาการอี้เจิ้งด้วย!” แม่นางเฝิงสะบัดสตรีทั้งสองคนออกไปด้วยความโมโห “ข้าไม่ปลูกข้าวที่นี่แล้ว ปลูกไปก็ไม่ได้อะไร! ข้าจะถอนมันทิ้งให้หมด ไม่ต้องมีใครได้ประโยชน์จากมัน!”
สตรีที่เข้ามาขวางพลันเกิดความสงสัย “ปลูกไปก็ไม่ได้อะไร? เจ้าปลูกข้าวในที่นาของผู้อื่นหรือ?”
“มันคือที่นาของคนอื่น! ไยข้าต้องทำงานให้คนอื่นด้วย! พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินให้ข้าแม้แต่แดงเดียว!” แม่นางเฝิงยิ่งฮึกเหิม นางเตะจอบที่วางอยู่บนพื้นขณะที่ขากางเกงข้างหนึ่งเลอะไปด้วยโคลน
สตรีที่อายุน้อยกว่ากลอกตาพลางรู้สึกไม่ชอบมาพากลก่อนดึงแขนสตรีที่มีอายุมากกว่าและกระซิบสองสามประโยค หญิงผู้นั้นเลิกคิ้วราวกับเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ทั้งสองคนไม่รอช้า พวกเขารีบยกอ่างไม้ขึ้นและตรงดิ่งไปยังเรือนของตระกูลหยุนที่อยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน
เมื่อมาถึงเรือนตระกูลหยุน สตรีทั้งสองก็เล่าเรื่องที่ตนประสบพบเจอ จากนั้นแม่นางเหลียนก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ช่างนางเถอะ ข้าวเหล่านั้นไม่ได้เป็นของครอบครัวข้า ดังนั้นข้าจึงเข้าไปยุ่มย่ามไม่ได้ นางอยากทำอะไรก็ปล่อยนางเสีย”
“หากครอบครัวเจ้าไม่ห้าม ต้นกล้าเหล่านั้นก็จะเสียเปล่า ที่ดินไม่กี่ไร่ถูกทิ้งร้างเป็นปี น่าเสียดายจริง ๆ” สตรีที่อายุมากกว่ากล่าว
“เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้…” แม่นางเหลียนเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้ฟังพลางส่ายหน้า “พวกเราล้วนอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน มิใช่ว่าครอบครัวข้าไม่อยากช่วยเหลือหรอก เจ้าลองคิดดูสิว่าข้าจะทำอะไรได้?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สตรีทั้งสองจึงเบ้ปาก “เหตุใดเมียเล่าอู่ถึงไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี นางคิดแต่จะเอาเปรียบครอบครัวเจ้า นอกจากนี้เจ้ายังให้นางยืมเงินอีก อย่าว่าแต่ยี่สิบตำลึงเลย แม้แต่สองเหรียญข้าก็ไม่ให้ ดูตาเปล่าก็รู้ว่านางมีเจตนาไม่ดี…”