ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 421 จัดการ
ตอนที่ 421 จัดการ
ตอนที่ 421 จัดการ
หยุนลี่เต๋อเป็นบุรุษที่ไม่กล้าคัดค้านภรรยา หยุนเชวี่ยกลอกตาพลางเผยสีหน้าบึ้งตึงก่อนจงใจกระซิบกับหยุนเยี่ยน “ท่านพ่อเชื่อฟังท่านแม่ทุกอย่าง”
“ว่าอะไรนะ?” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “พ่อของเจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัว”
หยุนเชวี่ยแลบลิ้นก่อนแสยะยิ้มให้หยุนลี่เต๋อ “ท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่าท่านมีหน้าที่ตัดสินใจ ท่านพ่อคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“เรื่องนั้น…” หยุนลี่เต๋อชำเลืองมองแม่นางเหลียน
แม่นางเหลียนเอียงศีรษะ “ลูกสาวถามท่าน ไยถึงมองข้า?
“เช่นนั้น… ข้าคิดว่า…” หยุนลี่เต๋อเผยรอยยิ้มซื่อบื้อขณะกำมือแน่น “ข้าว่าความคิดของเชวี่ยเอ๋อเข้าท่า ลองปล่อยให้ลูกทำไปก่อน หากไม่วางใจจริง เจ้าก็มาช่วยงานที่นี่สักสองสามวัน รอจนกว่าจ้างคนงานได้แล้วเจ้าค่อยปล่อยให้นางทำเอง”
แม่นางเหลียนลังเล “ลอง?”
“ลองดูเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสียพี่สาวก็มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ไม่ได้ทำงานหนักเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยกล่าว “หากกิจการดำเนินไปด้วยดี พวกเราก็เปิดร้านย่อยอีกหลายร้านและทำให้มันมีชื่อเสียงเหมือนกับภัตตาคารหลงชิง”
“ร้านอาหารยังไม่ทันเปิด แต่เจ้าคิดถึงเรื่องขยายร้านไปหลายที่แล้วหรือ” แม่นางเหลียนหัวเราะ
“การดูแลกิจการนั้นไม่ง่าย อนุญาตให้พี่สาวของข้าเช่าร้านข้าง ๆ แล้วให้นางบริหารแบบค่อยเป็นค่อยไป ข้าเชื่อว่านางต้องทำได้ดีแน่นอน” หยุนเชวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “พี่สาว ร้านของท่านไม่มีป้ายชื่อร้านหรือ?”
หยุนเยี่ยนอึ้งไปเล็กน้อย “ป้ายชื่อร้านนั้นมีเฉพาะร้านขนาดใหญ่มิใช่หรือ?”
“มิใช่ว่าเรากำลังจะเปิดร้านใหม่หรือ ฉะนั้นต้องแขวนป้ายชื่อร้านไว้เพื่อบ่งบอกว่าทั้งสองร้านมีเถ้าแก่คนเดียวกัน” หยุนเชวี่ยหัวเราะ “หากในภายภาคหน้าเปิดร้านที่อื่น เราก็จำเป็นต้องมีป้ายชื่อร้านมิใช่หรือ?”
“จำเป็นต้องมีหรือ?” หยุนเยี่ยนพยักหน้า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปติดต่อช่างมาทำป้าย” นางครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ “แล้วเราจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี? เราสองคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้… เชวี่ยเอ๋อ เจ้าช่วยคิดหน่อยสิ”
“นี่คิดจะเปิดร้านแล้วหรือ?” แม่นางเหลียนมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาสงสัย “เจ้าไม่ปรึกษากับต้าหวังรึ?”
“ต้าหวังต้องเห็นด้วยแน่นอนเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เขายังบ่นอยู่ว่าอยากเช่าร้านด้านข้าง แต่คิดไปมาอยู่หลายครั้งก็คิดไม่ออกเสียทีว่าจะขายอะไร และตอนนี้ข้ามีความคิดที่ดีแล้ว ข้าจะไปคุยกับเขาเดี๋ยวนี้เลย” หยุนเยี่ยนกล่าวก่อนลุกยืนขึ้นและเดินออกไป
“เฮ้อ… เด็กคนนี้แต่งงานแล้วแต่กลับทำตัวดื้อด้านเช่นนี้ได้อย่างไร?” แม่นางเหลียนจนปัญญา “พวกเจ้าสองพี่น้องเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย”
“ลูกสาวแต่งงานแล้ว นางรู้ดีว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ลูกหลานมีชีวิตเป็นของตนเอง เจ้าอย่ากังวลไปเลย นางกับต้าหวังต้องเข้ากันได้ดีแน่…”
ไม่นานหยุนเยี่ยนก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “ตัาหวังตอบตกลงเจ้าค่ะ วันนี้เขาจะปิดร้านเร็วกว่าเดิม จากนั้นไปเจรจากับเถ้าแก่เพื่อเช่าร้านด้านข้าง ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่ก็ถึงยามเที่ยงแล้ว พวกเรามากินข้าวกันเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปรินสุราชั้นดีมาให้”
“พวกเราอยู่กินข้าวเที่ยงด้วยไม่ได้หรอก” แม่นางเหลียนโบกมือปฏิเสธ “ประเดี๋ยวเราจะไปรับเสี่ยวอู่ที่สำนักเรียน จากนั้นแวะซื้อเมล็ดผักแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านใหม่ เดิมทีเชวี่ยเอ๋อยังโวยวายว่าอยากให้เจ้าไปอยู่ที่นั่นด้วยสักสองวัน แต่เจ้าคงไม่สนใจแล้ว”
“ข้ายังไม่ได้ไปเยี่ยมชมรอบ ๆ หมู่บ้านใหม่เลยเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนกล่าว “อีกสักสองสามวันอากาศที่นั่นคงจะอบอุ่นขึ้น ข้าอยากไปพักผ่อนกับพวกท่านสักสองสามวันเสียจริง”
ทั้งสามคนไม่ได้แวะพักที่เรือนของหยุนเยี่ยนนานนัก พวกเขาส่งมอบของที่ตระเตรียมมาให้นางก่อนรีบจากไป
แม่นางเหลียนนั่งอยู่บนเกวียนพลางกล่าว “ข้าไม่คิดว่าเยี่ยนเอ๋อของพวกเราจะพูดคุยและทำงานได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิม ข้าไม่เคยคิดเช่นนี้มาก่อน…”
“มันไม่ดีหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยถาม “ข้าสัมผัสได้ว่าพี่สาวของข้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากโข เมื่อก่อนหากมีเรื่องคับข้องใจ นางจะเก็บงำไว้เพียงผู้เดียวจึงถูกหยุนชิ่วเอ๋อกดขี่ทั้งวันทั้งคืน”
“พูดถึงหยุนชิ่วเอ๋อ ข้าไม่รู้ว่านางใช้ชีวิตในเมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง เราไม่ได้ยินข่าวคราวของนางมานานแล้ว” แม่นางเหลียนถอนหายใจ “ลูกสาวที่แต่งงานออกไปไกลบ้าน หากไม่ได้รับความยุติธรรมจากภายนอก นางจะสามารถปรึกษาผู้ใดได้…”
“ไหนเลยจะทนรับความคับข้องใจได้ นางไม่รังแกผู้อื่นก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว” เมื่อกล่าวถึงหยุนชิ่วเอ๋อ หยุนเชวี่ยก็เผยท่าทีหยิ่งยโสพลางยืดคอขึ้นราวกับห่านตัวโต
แม่นางเหลียนกล่าว “ไม่ว่านางจะทำตัวร้ายกาจกับคนในครอบครัวเพียงใด แต่เมื่อออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก มันกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นนางแต่งเข้าไปในครอบครัวเศรษฐีมีอำนาจ กฎเกณฑ์มากมาย จึงมิอาจทำตัวเอาแต่ใจได้…”
“บางทีหยุนชิ่วเอ๋ออาจกลายเป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลจางแล้วก็เป็นได้?” หยุนเชวี่ยกระดิกนิ้วพลางกล่าวเสียงแผ่ว
แม่นางเหลียนรู้สึกขบขัน “หากไม่อยากอยู่แบบโดดเดี่ยว เจ้าก็รีบเลือกคู่เสียสิ”
หยุนลี่เต๋อโบกแส้อ่อนในมือ “ชิ่วเอ๋อออกเรือนไปครึ่งปีแล้วกระมัง พรุ่งนี้ข้าจะไหว้วานให้เสี่ยวอู่เขียนจดหมายแล้วฝากคนไปส่งที่จวนสกุลจาง เด็กคนนี้ดื้อด้านเสียจริง แต่งงานออกไปนานแล้ว ต่อให้ไม่กลับบ้าน แต่ก็ควรส่งข่าวคราวมาบ้าง”
“ท่านเคยบอกว่านางและคุณชายจางจะมากลับมาเยี่ยมพวกเราหลังปีใหม่ตอนที่อากาศอบอุ่นขึ้นกว่านี้มิใช่หรือ?” แม่นางเหลียนกล่าวออก “หรือว่านางไปเยี่ยมท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ที่ชิงหนิวแล้ว?”
“พี่ใหญ่ไม่เคยเอ่ยถึงนางในจดหมายเลย…”
ตั้งแต่ครอบครัวของหยุนลี่เต๋อได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ หยุนลี่จงก็ส่งจดหมายมาถึงเขาอย่างไม่ขาดสาย บางครั้งเดือนละหนึ่งฉบับ บางครั้งก็เดือนละสองฉบับ ซึ่งข้อความในจดหมายส่วนใหญ่กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้อง อีกทั้งยังอ้างว่าผู้เฒ่าหยุนต้องการให้เขาขายที่ดินในหมู่บ้านไป๋ซีแล้วย้ายไปใช้ชีวิต ‘อย่างมีความสุข’ ที่มณฑลชิงหนิวด้วยกัน
“บางทีอาจเป็นเพราะร่างกายของนางไม่แข็งแรงจึงไม่สะดวกเดินทางไกล” แม่นางเหลียนคาดเดา
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เป็นเรื่องดี…”
หยุนลี่เต๋อไหว้วานให้เสี่ยวอู๋เขียนจดหมายหนึ่งฉบับและฝากคนงานให้ไปส่งจดหมายที่จวนของสกุลจางในฝูเฉิง ส่วยหยุนเชวี่ยและมารดาพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้านใหม่สองวัน ซึ่งในวันที่สามแม่นางเหลียนกังวลเรื่องร้านอาหารจนทนไม่ไหวจึงต้องกลับไปดูแล
แม่นางเหลียนเพิ่งกลับมาถึงเรือน มารดาของต้าหวังก็เดินเข้ามาหาและกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุขว่าหยุนเยี่ยนและต้าหวังทำความสะอาดร้านข้าง ๆ ร้านขายเนื้อเรียบร้อยแล้ว และทั้งคู่จะเปิดร้านและแขวนป้ายชื่อร้านในวันพรุ่งนี้
“เร็วเพียงนี้เลยหรือ?” หลังจากที่แม่นางเหลียนได้ยินเช่นนั้น ยังไม่ทันที่ก้นจะแตะเก้าอี้ นางก็ลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว “เช่นนั้นข้าจะรีบไปสอบถามคนในหมู่บ้านว่ามีผู้ใดสามารถทำงานนี้ได้บ้าง”
“นี่ ๆ ชิ่งเจีย* ชิ่งเจียอย่าเพิ่งรีบร้อน” มารดาของต้าหวังเอื้อมมือไปคว้าตัวแม่นางเหลียนไว้ “ยังจะจ้างผู้ใดอีกหรือ? ข้าไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องจ้างคนงาน อย่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการหาคนเลย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปช่วยพวกเขาเอง”
*ชิ่งเจีย คือคำที่ใช้เรียกพ่อแม่ของลูกเขยหรือลูกสะใภ้
“ข้าจะปล่อยให้ท่านทำงานนี้ได้อย่างไร?” แม่นางเหลียนรีบปฏิเสธ “เยี่ยนเอ๋อเป็นลูกสะใภ้ของท่าน นางยังไม่ได้ปรนนิบัติแม่สามีเช่นท่าน ไหนเลยจะให้ท่านไปช่วยงาน ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่มีธรรมเนียมนี้…”
“ปรนนิบัติอะไรกัน? ข้าไม่ใช่หญิงชราอายุเจ็ดสิบแปดสิบ หากเจ้าไม่ให้ข้าทำงาน ข้าก็จะมีเวลาว่างมากมายจนฟุ้งซ่าน” มารดาของต้าหวังกล่าว “หลังจากสร้างคอกหมูที่บ้านเสร็จ งานก็น้อยลงกว่าเมื่อก่อนนัก พ่อต้าหวังและเอ้อซิ่งทำงานกันแค่สองคนก็เพียงพอแล้ว หากข้าเข้าไปในเมือง ไม่เพียงต้องดูแลธุรกิจ แต่ยังสามารถทำอาหารให้พวกเขาสองคนกิน นอกจากนี้ยังเก็บกวาดบ้านเรือนให้พวกเขาอีก นี่ไม่ดีกว่าจ้างคนงานหรอกหรือ?”
“นี่…”
“เฮ้ เจ้าหยุดกังวลได้แล้ว คิดดูสิว่าจะมีครอบครัวไหนที่เป็นห่วงเป็นใยกันและกันเหมือนครอบครัวของเราสองครอบครัวบ้าง เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ก็แล้วกัน” มารดาของต้าหวังกล่าวอย่างรวดเร็ว “ข้าขอตัวกลับบ้านไปบอกพ่อของต้าหวังและเก็บเสื้อผ้าไปสักสองสามชุด”
แม่นางเหลียน “เฮ้อ… ชิ่งเจียอย่ารีบร้อน ให้พี่รองขับเกวียนไปส่งท่านเถิด…”