ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 423 ลูกเขยผู้น่าสงสาร
ตอนที่ 423 ลูกเขยผู้น่าสงสาร
ตอนที่ 423 ลูกเขยผู้น่าสงสาร
“ท่านแม่ พวกท่านลองเดาดูสิว่าวันนี้เราขายได้เท่าไร?” หยุนเยี่ยนนับเงินอยู่ที่โต๊ะเก็บเงิน ส่วนหยุนเชวี่ยนั่งอยู่ด้านข้างของนางเพื่อช่วยคำนวณจำนวนเงินที่ขายได้
แม่นางเหลียนและมารดาของต้าหวังกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “เท่าไรรึ?”
หยุนเชวี่ยเท้าคางพลางกะพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์ “พวกท่านลองทายดูสิเจ้าคะ”
“เงินที่ได้ต้องมากมายแน่นอน พวกเจ้าสองพี่น้องถึงมีความสุขมากเช่นนี้” มารดาต้าหวังกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะเช็ดมีดและเขียง “ข้าเดาว่าคงได้กำไรหนึ่งตำลึงกระมัง?”
“หนึ่งตำลึง?” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้ว “ท่านป้าสะใภ้ ท่านกล้าเดาว่าครอบครัวของเราทำงานหนักตั้งครึ่งค่อนวัน แต่กลับได้กำไรเพียงหนึ่งตำลึงหรือ?”
“ข้าขอเดาบ้าง” แม่นางเหลียนครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวออก “พวกเราขายเนื้อหมูไปเกือบครึ่ง รวมทั้งหางหมู หูหมู และน่องไก่ อย่างน้อยก็ต้องได้มากกว่าสองตำลึง”
“ท่านทั้งสองคาดเดาให้มากกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยขยิบตาให้หยุนเยี่ยน
“เจ้าอย่าพูดให้มากความเลย” หยุนเยี่ยนจัดเหรียญทองแดงวางเป็นกองไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย “วันนี้พวกเราขายได้เงินทั้งหมดสามพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบแปดเหรียญ…”
“เกือบสี่พันเหรียญ!” หยุนเยี่ยนยังพูดไม่จบ มารดาต้าหวังก็เบิกตาโพลงพร้อมนิ่งอึ้ง “แม่เจ้า เพียงครึ่งวันก็ได้เงินมากมายเพียงนี้เลยหรือ?”
“ท่านแม่ นี่คือเงินที่ยังไม่ได้หักลบต้นทุน” หยุนเยี่ยนกล่าว “ข้าเพิ่งให้เชวี่ยเอ๋อคำนวณและลบค่าหมู เครื่องในหมู ไก่ยี่สิบตัว และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ แล้ว พวกเราจะได้กำไรสุทธิทั้งหมดประมาณหนึ่งพันสองร้อยเหรียญ”
“มากเพียงนี้เชียว…” แม่นางเหลียนตะลึงงันเช่นกัน “ก่อนหน้านี้เชวี่ยเอ๋อยังบอกว่าวันนี้คือวันมงคลเปิดกิจการ พวกเราไม่คาดหวังว่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ขอเพียงบรรยากาศต่าง ๆ ครึกครื้นมิใช่รึ?”
“ข้าเพียงประมาณการอย่างถ่อมตัวน่ะเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกระดิกเท้าไปมาอย่างมีความสุข “พวกเราต่างง่วนอยู่กับการทำงานทั้งข้างในและข้างนอกร้าน เราจะไม่ได้กำไรแม้แต่แดงเดียวหรือ?”
“…” แม่นางเหลียนและมารดาของต้าหวังหันมองกันและกันโดยไม่รู้จะกล่าวคำใด
“ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งทำงานเลย นั่งพักเถิด” หยุนเยี่ยนลุกยืนขึ้นพลางเอื้อมมือไปรับผ้าขี้ริ้วจากมารดาต้าหวังก่อนหันไปกล่าวกับแม่นางเหลียน “ท่านแม่ ท่านไปล้างมือเถอะ ยุ่งมาทั้งวัน จนถึงตอนนี้แม้แต่ข้าวเม็ดเดียวยังไม่ตกถึงท้อง”
“โอ้ จริงสิ” มารดาของต้าหวังรีบดึงผ้าขี้ริ้วในมือของหยุนเยี่ยนมาเช็ดคราบน้ำมันในมือ “ดูสิ ข้าทำงานยุ่งจนลืมทุกอย่างเสียสนิท เชวี่ยเอ๋อ หิวแล้วใช่หรือไม่ ป้าสะใภ้จะไปทำอาหารมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
“ข้าจะช่วยท่านเอง” แม่นางเหลียนรีบลุกยืนขึ้น
“ท่านแม่ อย่าทำอาหารเลย “หยุนเยี่ยนคว้าแขนมารดาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าสั่งให้ต้าหวังไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้ามและซื้ออาหารมาสองสามอย่าง ข้าจะเตรียมมันมาให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่านทั้งสองพักผ่อนเถิด”
ทันทีที่หยุนเยี่ยนพูดจบ ต้าหวังก็ถือกล่องอาหารขนาดใหญ่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม “ท่านแม่ เชวี่ยเอ๋อ หิวข้าวหรือไม่ เยี่ยนเอ๋อจัดโต๊ะอาหารแล้วกินข้าวกันเถอะ”
บนโต๊ะอาหารมีไก่ เป็ด ปลา และอาหารคาวอีกสี่ชนิด ต้าหวังเคยได้ยินมาว่าเชวี่ยเอ๋อชื่นชอบแป้งทอดของร้านที่ตั้งอยู่บริเวณมุมถนน เขาจึงวิ่งไปซื้อแป้งทอดร้อน ๆ มาหลายชิ้น ทั้งยังกำชับคนขายว่าขออันที่แป้งภายนอกเหลืองกรอบ
“พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีคนนอก เหตุใดจึงซื้ออาหารมามากมายเช่นนี้?” แม่นางเหลียนรักลูกเขย นางจึงคีบเนื้อส่วนท้องของปลาใส่ลงในชามข้าวของต้าหวัง
ต้าหวังหัวเราะ “ไม่มากหรอกขอรับ ท่านแม่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ท่านควรกินอาหารให้มากกว่านี้สักหน่อย”
“ข้าไม่เหนื่อย” แม่นางเหลียน “เป็นเจ้าต่างหาก เดี๋ยวผ่าฟืน เดี๋ยวจุดไฟในเตา ต้องรับผิดชอบสองหน้าที่ เจ้ายังหนุ่มยังแน่นและต้องใช้แรงงานเยอะ กินให้มากกว่านี้หน่อยสิ”
หยุนเชวี่ยเบ้ปากก่อนจงใจหันไปหาหยุนเยี่ยนพลางยกมือขึ้นป้องปากและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุกคนสามารถได้ยิน “พี่สาว ดูสิ ท่านแม่มีลูกเขยแล้วลืมลูกสาวเช่นพวกเราสองคนจนสิ้น”
หยุนเชวี่ยยกชามข้าวขึ้นพลางหัวเราะคิกคัก
“เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งหูตาไวกว่าเดิม?” น้ำเสียงของแม่นางเหลียนอัดแน่นไปด้วยความเอ็นดู ก่อนส่งยิ้มให้ลูกสาวพลางเอื้อมมือไปคีบเนื้อปลาใส่ลงในชามของหยุนเชวี่ย “เอาล่ะ ข้าไม่ได้ลำเอียงเสียหน่อย”
หยุนเชวี่ยเบะปาก “แล้วพี่สาวของข้าเล่า”
“ข้าไม่ได้โต้เถียงกับเจ้า ข้าจะทำเอง” หยุนเยี่ยนคีบน่องไก่ให้มารดาของสามีและมารดาของตนคนละหนึ่งน่อง “ท่านแม่ ท่านทั้งสองกินเยอะ ๆ เถิดเจ้าค่ะ”
“ดูพี่สาวของเจ้าสิ” แม่นางเหลียนหัวเราะอย่างปลื้มปีติ “พี่สาวของเจ้าช่างฉลาดเหลือเกิน…”
หยุนเชวี่ยแลบลิ้น
ทุกคนต่างรับรู้ว่าแม้แม่นางเหลียนจะจุกจิกกับเชวี่ยเอ๋อไปบ้าง ทว่าคนที่นางรักมากที่สุดก็คือบุตรสาวคนรองผู้นี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าสะใภ้รองตระกูลหยุนประคบประหงมเด็กสาวดั่งแก้วตาดวงใจ นอกจากนี้นางยังประกาศหาลูกเขยที่เต็มใจแต่งงานเข้ามาอยู่ในเรือนตระกูลหยุนตามความต้องการของบุตรสาว
“ชิ่งเจีย เจ้าว่าพรุ่งนี้เรายังคงจะขายดีเช่นวันนี้หรือไม่?” ดูเหมือนว่ามารดาต้าหวังเพิ่งฟื้นคืนสติจากชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย
แม่นางเหลียนกล่าว “วันนี้เปิดร้านวันแรก พวกเราบอกพวกเขาว่าหากซื้อเนื้อหมูหนึ่งจินรับเพิ่มอีกครึ่งจิน ข้าเกรงว่าหากเป็นวันอื่นคงไม่ขายได้มากเท่าวันนี้กระมัง?”
“ถ้ามีลูกค้ามากมายและขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเช่นนี้ ครอบครัวของเราคงกลายเป็นเศรษฐีแล้ว…”
ต้าหวังยกชามข้าวขึ้นพลางหัวเราะ “ท่านแม่ เราเพิ่งเปิดร้านวันแรก ไยท่านจึงไม่คิดแต่เรื่องมงคลเล่า?”
“วันนี้ครอบครัวของเราเริ่มต้นได้ดีเยี่ยม เหตุใดจึงไม่พูดเรื่องมงคลล่ะ?” มารดาต้าหวังกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุขก่อนกัดน่องไก่ที่หยุนเยี่ยนคีบให้ “อืม พะโล้ของร้านเราอร่อยกว่า”
ร้านอาหารของคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันเปิดกิจการแล้ว แม่นางเหลียนและหยุนเชวี่ยช่วยงานที่ร้านอยู่หลายวัน จนกระทั่งวางใจว่าหยุนเยี่ยนและลูกเขยสามารถรับมือได้จึงเชื่อใจให้ทั้งสองทำงานด้วยตนเอง
หลังจากกลับมาที่หมู่บ้านไป๋ซี ข่าวลือที่ต้าหวังและหยุนเยี่ยนเปิดร้านพะโล้ในเมืองก็แพร่สะพัดทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพากันมาสอบถามแม่นางเหลียนอย่างไม่ขาดสาย “สะใภ้รอง กิจการของครอบครัวเจ้ารุ่งเรืองจนสามารถเปิดร้านในเมืองได้เลยหรือ!”
“สะใภ้รอง เจ้าพักอยู่ในเมืองหลายวัน กิจการใหม่ของครอบครัวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ทำเงินได้มากมายหรือไม่?”
“ยังต้องถามเรื่องนี้อีกหรือ ดูท่าทางของสะใภ้รองกับใบหน้าที่เปล่งปลั่งและท่าทีมีความสุขของลูกสาวคนรองของนางสิ เจ้าคิดว่านางยังได้เงินกำไรน้อยอยู่อีกรึ? ครอบครัวของเจ้ารองแทบจะร่ำรวยที่สุดในสิบลี้แปดหมู่บ้านแล้ว”
แม่นางเหลียนเหยียดยิ้มพลางโบกมือ “ร้านนั้นเป็นของต้าหวังและเยี่ยนเอ๋อ ข้าเพียงไปช่วยแค่สองวันเท่านั้น”
“ตอนนี้เยี่ยนเอ๋อมีความสามารถมากแล้ว เมื่อก่อนเด็กสาวผู้นั้นเป็นคนเก็บตัวเงียบและประหม่าเมื่อต้องพูดคุยกับผู้คน ใครจะคิดว่าตอนนี้นางสามารถทำการค้าขายในเมืองได้อย่างราบรื่น…” สตรีนางหนึ่งกล่าวด้วยความอิจฉา “ลูก ๆ ของเจ้ารองช่างมีอนาคตไกลเสียจริง!”
“เยี่ยนเอ๋อเพียงคนเดียวจะสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ต้องขอบคุณต้าหวังด้วย เด็กคนนี้มีฝีมือดี ฉะนั้นเยี่ยนเอ๋อจึงไม่ทำเรื่องผิดพลาด” แม่นางเหลียนเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ายิ่งตระกูลหยุนร่ำรวยมากขึ้นเท่าไร ยิ่งไม่อาจโอบรับความดีความชอบไว้เพียงผู้เดียว เช่นนั้นชีวิตคู่ของลูกสาวและลูกเขยจึงราบรื่นและมีความสุข