ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 424 เยี่ยมญาติ (1)
ตอนที่ 424 เยี่ยมญาติ (1)
ตอนที่ 424 เยี่ยมญาติ (1)
หยุนลี่เต๋อได้รับจดหมายจากหยุนลี่จงอีกครั้ง ซึ่งในจดหมายเขียนว่าเขาซื้อกิจการสามกิจการในมณฑลชิงหนิว ซึ่งประกอบด้วยร้านขายของชำ ร้านขายผ้า และร้านที่ใหญ่ที่สุดคือภัตตาคาร ธุรกิจทั้งหมดล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีรายได้มากมาย นอกจากนี้หยุนลี่จงยังพยายามเกลี้ยกล่อมหยุนลี่เต๋อให้ร่วมลงทุนกับตนในฐานะ ‘พี่น้อง’
ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะส่งจดหมายตอบกลับ หนึ่งวันต่อมาเขาก็ได้รับจดหมายที่ถูกส่งมาจากมณฑลชิงหนิวอีกหนึ่งฉบับ ครานี้หยุนลี่จงกลับเร่งเร้าให้หยุนลี่เต๋อตัดสินใจเร็วยิ่งขึ้น เขากล่าวว่าผู้เฒ่าหยุนนอนป่วยติดเตียงมานานจึงคิดถึงบุตรชายคนรองที่ไม่ได้ดูแลอยู่ข้างกาย ทั้งยังบอกอีกว่าแม้กิจการที่มณฑลอันผิงจะรุ่งเรืองเพียงใด แต่ที่มณฑลชิงหนิวมีทั้งพี่แท้ ๆ อย่างตนคอยดูแลจึงกระทำการทุกอย่างได้ง่ายดายมากขึ้น ซึ่งในท้ายข้อความของจดหมายเขาได้เกลี้ยกล่อมให้น้องชายขายกิจการทั้งหมดในมณฑลอันผิงและย้ายไปที่มณฑลชิงหนิวเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว
หยุนเชวี่ยอ่านจดหมายทีละคำอย่างละเอียดก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ลุงใหญ่เป็นอะไรไป? เมื่อก่อนเขามักเขียนจดหมายมาถึงเราเดือนละฉบับหรือสองเดือนหนึ่งฉบับ นอกจากนี้ยังกระตือรือร้นที่จะทิ้งพวกเราไป แต่เหตุใดตอนนี้กลับเร่งเร้าให้พวกเราไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วย?”
“ไม่หรือ?” หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้วมุ่น
หยุนเชวี่ยวางจดหมายลงบนโต๊ะ “ไม่เจ้าค่ะ”
“เหตุใดข้าถึงคิดว่าพี่ใหญ่มีเจตนาอื่นแอบแฝง…” แม่นางเหลียนกล่าวอย่างสงสัย “ส่งจดหมายมาติด ๆ กันและใจความของจดหมายทั้งสองฉบับคล้ายกันไม่มีผิด แต่เหตุใดเขาถึงส่งมาสองฉบับเล่า?”
“ข้าว่าไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยชี้ไปยังจดหมายพร้อมกล่าวว่า “จดหมายฉบับที่สองจะให้ความรู้สึกรีบร้อนกว่าฉบับแรกไม่น้อย เขาแทบจะกอดต้นขาของท่านพ่อและโขกศีรษะอ้อนวอนให้ขายกิจการแล้วนำเงินไป ‘รวมกัน’ ที่มณฑลชิงหนิว”
“…” แม่นางเหลียนรู้ว่าบุตรสาวต้องการสื่ออะไร นางจึงหันมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตากังวล
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“พี่ใหญ่บอกว่าช่วงนี้สุขภาพของท่านพ่อไม่ค่อยสู้ดี ข้าวางใจไม่ได้จึงอยากไปเยี่ยมเยือนสักหน่อย” หยุนลี่เต๋อกล่าวเสียงทุ้ม “ท่านพ่อป่วย… หากเกิดเรื่องอัปมงคลขึ้น ข้าเกรงว่าแม้แต่คำสั่งเสียก็ไม่ได้ยิน…”
แม่นางเหลียนได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้นก็รีบลุกยืนขึ้นทันที “เช่นนั้นข้าจะไปกับท่านด้วย ข้าจะไปเก็บสัมภาระเดี๋ยวนี้ พวกเราอย่าชักช้าเลย เตรียมเกวียน กินข้าวให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางในยามเที่ยง”
“ท่านแม่ หากท่านไปด้วย ข้าที่ต้องอยู่บ้านตามลำพังจะต้องทำอย่างไร?” หยุนเชวี่ยดึงแขนของมารดาเอาไว้ “มิสู้ให้ข้าไปกับท่านพ่อ ส่วนท่านไปอยู่ที่หมู่บ้านใหม่สักพัก อย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีคนคอยดูแล”
“เจ้าจะไปรึ?”
หยุนเชวี่ยพยักหน้าพลางกล่าวคำเบา “ท่านแม่ ข้าโตเพียงนี้แล้ว แต่ยังไม่เคยเดินทางออกจากเมืองของเราแม้แต่ครั้งเดียว ท่านอนุญาตให้ข้าติดตามท่านพ่อออกไปเผชิญโลกภายนอกได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าได้ยินมาว่ามณฑลชิงหนิวไม่ใกล้…”
“เชวี่ยเอ๋ออยากเห็นโลกภายนอก เจ้าอนุญาตให้นางตามข้าไปเถิด หากปล่อยให้นางอยู่บ้านตามลำพัง ข้าคงไม่ไว้วางใจเช่นกัน” หยุนลี่เต๋อกล่าว “เก็บเสื้อผ้าให้นางสองชุด ข้าจะไปจ้างคนขับเกวียนในหมู่บ้าน”
หลังจากหยุนลี่เต๋อออกไป แม่นางเหลียนก็บ่นพึมพำไปพลาง เตรียมแป้งทอด ไข่ตุ๋น แป้งทอด และไข่ไก่ไปพลาง “เจ้าบอกว่าลุงใหญ่เร่งเร้าให้พ่อของเจ้าไปพบเช่นนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ?”
“ยังต้องคาดเดาอีกหรือเจ้าคะ…” หยุนเชวี่ยกล่าว “จดหมายฉบับแรกไม่ได้กล่าวถึงท่านปู่ แต่ผ่านไปเพียงวันเดียวเขาก็บอกว่าท่านปู่นอนป่วยติดเตียงมานาน ท่านคิดว่ามันผิดปกติหรือไม่?”
แม่นางเหลียนชะงักไปชั่วครู่ “จริงด้วย รอจนกว่าพ่อของเจ้ากลับมา เราจะต้องเตือนสติของเขาให้คิดได้”
“ท่านอย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปเลย ตอนนี้ท่านพ่อกำลังร้อนใจเรื่องท่านปู่ ขอเพียงข้ารับรู้ก็พอแล้ว” หยุนเชวี่ยปัดฝุ่นออกจากมือ “เอาเถอะ ข้าจะไปนำเงินส่วนหนึ่งติดตัวไปด้วย”
“เติมแป้ง น้ำมัน เกลือ และพริกไทยลงเล็กน้อยลงไป จากนั้นอบจนแป้งข้างนอกกรอบ ส่งกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง” แม่นางหลี่ถือกะละมังใบหนึ่งเดินเข้ามา “พี่ใหญ่ของท่านร่ำรวยแล้วหรือ?”
“ร่ำรวยอะไรกัน” แม่นางเหลียนถอนหายใจ “ขอเพียงทั้งสองพ่อลูกเดินทางปลอดภัยก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว เดินทางไปสถานที่ห่างไกลเพียงสองคนเช่นนั้น ข้าจึงไม่อาจปล่อยวางได้…”
เมื่อหยุนลี่เต๋อจ้างคนขับเกวียนเสร็จเรียบร้อย สองพ่อลูกก็แบกห่อเสื้อผ้าออกจากเรือนและออกเดินทาง แม่นางเหลียนไปส่งสามีและลูกที่หน้าหมู่บ้านพลางกำชับว่า “ไม่ว่าจะจนหรือรวย แต่เมื่อต้องเดินทางออกไปข้างนอกก็อย่าเสียดายเงินเลย ระหว่างเดินทางระมัดระวังตัวให้มากและเมื่อถึงที่ชิงหนิวก็อย่าลืมเขียนจดหมายมาบอกบ้างล่ะ”
หยุนเชวี่ยหันกลับไปโบกมือให้มารดา “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็กลับมาแล้ว”
ขณะนี้เวลาดำเนินมาถึงเดือนที่สามของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่มวลผกาล้วนผลิบาน ต้นหลิวเขียวชอุ่ม หยุนเชวี่ยนั่งอยู่บนเกวียนพลางเลิกม่านขึ้น สายลมเย็นโชยปะทะใบหน้าตลอดทาง เจริญหูเจริญตายิ่งนัก สีเขียวและสีเหลืองของใบไม้ทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขอย่างช่วยไม่ได้
“ท่านพ่อ พวกเราจะพักอยู่ที่มณฑลชิงหนิวสักสองสามวันหรือ?”
“เราไปเยี่ยมไข้ปู่ของเจ้าเท่านั้น หากอาการป่วยของเขาไม่ย่ำแย่ พวกเราก็พักอยู่ที่นั่นเพียงสองสามวันแล้วเดินทางกลับ แม้ที่เรือนจะมีแม่ของเจ้าและสืออีดูแลอยู่ แต่ข้าก็ไม่วางใจเช่นกัน” หยุนลี่เต๋อกล่าว “หากปู่ของเจ้า… เป็นเหมือนใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดและต้องการกลับบ้าน เราจำต้องพาเขากลับไปด้วย…”
“อำเภอชิงหนิวห่างไกลยิ่งนัก ต่อให้เดินทางโดยไม่หยุดพักก็ไปไม่ถึงภายในวันเดียว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักสองวัน” เสี่ยวเกอผู้ที่รับหน้าที่เป็นสารถีกล่าวอย่างสบายอารมณ์ “แต่ที่แห่งนั้นยังห่างชั้นกับมณฑลอันผิงของเรามากนัก ท่านทั้งสองเดินทางไปเยี่ยมญาติที่นั่นรึ? หรือว่าไปทำการค้า?”
“เยี่ยมญาติเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยชะโงกหน้าออกมาพลางตอบอีกฝ่าย “ข้ากับท่านพ่อยังไม่เคยไปที่ชิงหนิว แต่ญาติของข้าเขียนจดหมายมาบอกว่าที่นั่นคึกคักกว่าอำเภออันผิงของเรายิ่งนัก”
“อะไรนะ? ดีกว่ามณฑลอันผิงของเรารึ?” เสี่ยวเกอหัวเราะ “ญาติของเจ้าคุยโวเกินจริงแล้ว แม้มณฑลชิงหนิวจะมีพื้นที่กว้างขวางและอยู่ในเขตของเมืองหลวง แต่ผู้คนที่นั่นยากจนแทบทุกครัวเรือน”
“หา?” หยุนเชวี่ยประหลาดใจไม่น้อย “ทุกคน… ยากจนเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ไม่เชื่อรึ?” เสี่ยวเกอเบ้ปาก “ทั่วทั้งมณฑลมีภัตตาคารชั้นดีเพียงไม่กี่ร้าน อย่างไรเสียก็เทียบกับมณฑลอันผิงของเราไม่ติด ข้าไม่ได้ข่มขู่ท่านทั้งสอง เมื่อพวกท่านไปเห็นกับตาคงจะรู้เอง…”
“อ้อ” หยุนเชวี่ยพยักหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง จากนั้นปล่อยผ้าม่านลงแล้วหันไปทางหยุนลี่เต๋อพลางกระซิบว่า “ท่านพ่อ ท่านได้ยินหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้า
“จดหมายจากลุงใหญ่เขียนว่ามณฑลชิงหนิวนั้นคึกคัก เขาจึงซื้อกิจการสามกิจการและระหว่างนั้นการค้าขายดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งยังกอบโกยผลกำไรได้มากมาย” หยุนเชวี่ยมองหยุนลี่เต๋อพร้อมกล่าวคำเบา
“เฮ้อ…” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “ไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน ลุงใหญ่ของเจ้าเป็นเจ้าเมือง เขาน่าจะพอมีหนทางอยู่บ้าง”
ระหว่างเดินทาง ทั้งสองค้างแรมที่โรงเตี๊ยมสองคืน ในยามเที่ยงของวันที่สาม เสี่ยวเกอโบกแส้อ่อนในมือเพื่อเร่งเร้าลาให้วิ่งเร็วกว่าเดิม ขณะชี้ไปยังทิศตะวันตกพร้อมกล่าวว่า “ท่านทั้งสอง พวกเราใกล้จะเดินทางถึงมณฑลชิงหนิวแล้ว”
“ใกล้ถึงแล้ว?” หยุนเชวี่ยเลิกผ้าม่านขึ้นก่อนชะโงกหน้าออกไปมอง “เหลืออีกกี่ลี้เจ้าคะ?”
“ไม่ถึงห้าลี้ก็เข้าเขตเมืองแล้ว” เสี่ยวเกอตอบ “ญาติของพวกท่านอาศัยอยู่หมู่บ้านใดเล่า?”
“พาพวกเราไปส่งที่ประตูหลังของสำนักงานประจำมณฑลก็พอเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพึมพำด้วยความประหลาดใจ “นี่ก็ใกล้จะถึงเขตเมือง แต่เหตุใดจึงเงียบเหงาเพียงนี้ เทียบกับมณฑลอันผิงของเราไม่ได้แม้แต่น้อย”
“ข้าพูดถูกหรือไม่” เสี่ยวเกอกล่าว “ไปที่ประตูหลังของสำนักงานบริหารใช่หรือไม่? ญาติของท่านทั้งสองเป็นเจ้าเมืองหรือ?”